เมืองสามแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เสียมราฐในกัมพูชา อีโปห์ในมาเลเซีย และฮานอยในเวียดนาม ได้กลายเป็นต้นแบบของการพลิกโฉมเมืองเมื่อไม่นานมานี้ จากสายตาของนักเดินทางและผู้สื่อข่าวที่คลุกคลีในภูมิภาคนี้มากว่าสามทศวรรษ เส้นทางการพัฒนาของเมืองเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเมืองต่างๆ ในภูมิภาคสามารถเติบโตและพัฒนาได้ภายใต้การจัดการอย่างระมัดระวัง โดยสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมกับการพัฒนาให้ทันสมัย เรื่องราวเหล่านี้จึงนับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทยในการแสวงหาแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมเมืองต่างๆ ของตนเองบนแผนที่การท่องเที่ยวโลกอย่างยั่งยืน (Business Insider)

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านร้อนผ่านหนาว จากการเป็น “เพชรเม็ดงามที่ซ่อนเร้น” สู่ “บทเรียนราคาแพง” จากภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง เมืองที่รู้จักกันดีของไทยอย่างกรุงเทพฯ ยังคงเป็นที่นิยมตลอดกาลด้วยการลงทุนในการจัดการเมืองและการปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ ขณะที่สถานที่อย่างบาหลีต้องต่อสู้กับปัญหานักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลที่รับมือได้ยาก การปรับตัวของไทยไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน และโครงการสะพานเขียวกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการเดินเท้า ก็สอดคล้องกับประสบการณ์ของเมืองเพื่อนบ้านที่กำลังเป็นที่ยอมรับในระดับโลกจากการฟื้นฟูเมือง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเสียมราฐเริ่มต้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ตอนนั้น เมืองยังคงมีบรรยากาศดิบๆ ที่เป็นมิตรกับเหล่านักเดินทางแบกเป้ มีเกสต์เฮาส์เรียบง่าย และร้าน “แฮปปี้พิซซ่า” ที่ชวนให้นึกถึงยุครุ่งเรืองของการท่องเที่ยวแบบลุยๆ สองทศวรรษต่อมา เสียมราฐก็พลิกโฉมครั้งใหญ่หลังยุคโควิด มีการขยายถนนสายหลัก สวนสาธารณะที่สวยงามขึ้น และการเปิดตัวสนามบินนานาชาติเสียมราฐ-อังกอร์แห่งใหม่ในช่วงปลายปี 2566 การพัฒนาเหล่านี้ช่วยลดความแออัดในตัวเมืองและเพิ่มความสะดวกในการเดินทางให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก นอกจากนี้ ทางการยังได้ปรับปรุงการจัดการแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกอย่างนครวัด ด้วยแอปพลิเคชันจองตั๋วออนไลน์ที่สะดวกขึ้นและมาตรการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้มงวดขึ้น เพื่อปกป้องวัดที่มีชื่อเสียงพร้อมกับสร้างความมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือเมืองที่มีชีวิตชีวาในระดับสากล แต่ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ กลายเป็นตัวอย่างของการเติบโตที่ควบคุมได้และมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นบทเรียนให้แหล่งท่องเที่ยวของไทยได้ (UNESCO)

อีโปห์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียง “เมืองทางผ่าน” ในมาเลเซีย ก็พลิกฟื้นอย่างน่าทึ่ง จากเมืองที่เคยซบเซาหลังยุคอุตสาหกรรมและมีสภาพทรุดโทรม อีโปห์ได้ปลุกกระแสความสนใจในมรดกทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของตนเองขึ้นอีกครั้ง ความพยายามร่วมกันในการบูรณะอาคารยุคอาณานิคม ส่งเสริมภาพวาดฝาผนังที่มีชีวิตชีวา และสร้างที่พักสุดชิคมีสไตล์ ช่วยปลุกชีวิตชีวาให้การท่องเที่ยวโดยไม่สร้างภาระหนักให้โครงสร้างพื้นฐานของเมือง ปัจจุบัน ย่านที่คึกคักอย่างตรอกคอนคิวไบน์ (Concubine Lane) ผสมผสานทั้งงานฝีมือ อาหาร และกลิ่นอายวันวานเข้าไว้ด้วยกัน ขณะที่ร้านเก่าแก่อย่างบาร์สิงหลในตำนานยังคงยืนหยัดรักษาจิตวิญญาณของย่านไว้ท่ามกลางกระแสคาเฟ่สุดฮิตในยุคอินสตาแกรม การพลิกฟื้นนี้สะท้อนภาพเดียวกับที่เห็นในเชียงใหม่และย่านเมืองเก่าภูเก็ต ซึ่งเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นสินทรัพย์สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ (Lonely Planet)

วิวัฒนาการของฮานอยเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการยกระดับการบริการและโครงสร้างพื้นฐานสามารถเปลี่ยนเมืองหลวงที่เคยขึ้นชื่อว่า “เย็นชา” ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ต้อนรับอย่างอบอุ่นได้อย่างไร จากที่เคยถูกมองว่าเป็นเมืองที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนต่างถิ่น เมืองหลวงของเวียดนามได้ผสมผสานเสน่ห์ที่ไม่เคยจางหาย ทั้งสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่สวยงาม แผงลอยริมทางที่คึกคัก และหมวก “นอน” อันเป็นเอกลักษณ์ เข้ากับการปรับปรุงบริการสาธารณะครั้งสำคัญ การเปิดตัวรถไฟฟ้าใต้ดินสายใหม่ช่วยให้การเดินทางเข้าถึงสะดวกยิ่งขึ้น ส่วนรถแท็กซี่และรถโดยสารประจำทางที่มีการกำกับดูแลก็ช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะหลังช่วงการระบาดใหญ่ นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ในฮานอยให้เปิดกว้างและพร้อมช่วยเหลือมากขึ้น ยังช่วยให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ที่มาครั้งแรกและพูดภาษาเวียดนามไม่ได้ จะได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นพลังของการผสานปัจจัยที่จับต้องไม่ได้ เช่น ทัศนคติและการบริการ เข้ากับการสร้างแบรนด์เมือง นับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทยที่มุ่งยกระดับมาตรฐานบริการในภูมิภาคที่การแข่งขันสูง (Vietnam Tourism Board)

บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐและสถาบันวิจัยด้านการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเน้นย้ำความสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ นักวิเคราะห์ด้านการพัฒนาเมืองระดับภูมิภาค สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านหนึ่งให้ทัศนะว่า “การรักษาทั้งรูปลักษณ์และจิตวิญญาณของเมืองมรดกนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวได้รับควรสะท้อนความเป็นของแท้ดั้งเดิมที่ลึกซึ้งกว่าแค่ความสวยงามทางกายภาพ” องค์กรระดับโลกอย่างยูเนสโกก็สนับสนุนแนวทางเดียวกันนี้ในการปกป้องอัตลักษณ์ของเมือง ควบคู่ไปกับการรองรับการเติบโตและความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป (UNESCO Urban Heritage)

สำหรับประเทศไทย เรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้ล้วนมีความหมายและบทเรียนที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวสามารถนำตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อจัดการนักท่องเที่ยวของเสียมราฐมาปรับใช้ โดยเฉพาะเมื่อมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นหลามในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย เช่น อยุธยาและสุโขทัย นักวางผังเมืองในจังหวัดเมืองรองสามารถเรียนรู้จากการปรับใช้มรดกทางประวัติศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ของอีโปห์ ที่ผสมผสานการฟื้นฟูโดยชุมชนเข้ากับการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และธุรกิจคาเฟ่ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบริการและเจ้าของธุรกิจในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือเชียงราย อาจนำแนวทางการพัฒนาสองด้านของฮานอยมาปรับใช้ คือทั้งการปรับปรุงทางกายภาพและการต้อนรับเชิงวัฒนธรรม โดยเน้นฝึกอบรมบุคลากรด่านหน้าให้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่น่าประทับใจและให้ความสำคัญกับผู้มาเยือนเป็นหลัก ด้วยการให้ความช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์และข้อมูลเชิงลึกทางวัฒนธรรม แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการค้า

ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวของไทยก็มีเส้นทางคล้ายคลึงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค หลังจากการเติบโตอย่างรวดเร็วในทศวรรษ 1980 และ 1990 ไทยเองก็เผชิญความท้าทายที่คุ้นเคยกันดี เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของแหล่งมรดก และกระแส “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่แทบไม่ได้สร้างประโยชน์ให้คนในท้องถิ่นเลย อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสความสนใจใน “การท่องเที่ยวแบบละเลียด” (slow travel) ย่านสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงอาหารกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่ายินดีและได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกลุ่มผู้นำชุมชนในระดับท้องถิ่น (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ย่านต่างๆ ที่ได้รับการพลิกฟื้นขึ้นใหม่ในไทย ตั้งแต่เมืองเก่าภูเก็ตไปจนถึงภาพวาดฝาผนังริมทางรถไฟของลำปาง สะท้อนความเชื่อที่เริ่มก่อตัวขึ้นว่าความเป็นของแท้ดั้งเดิมต่างหาก คือหัวใจสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่ใช่การมุ่งเน้นเชิงพาณิชย์จนเกินงาม

เมื่อมองไปข้างหน้า กรณีศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นลำดับความสำคัญสำหรับอนาคต ประการแรก ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ สำหรับข้อมูลนักท่องเที่ยวและการจัดการทรัพยากร เพื่อสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าโดยไม่ซ้ำรอยปัญหาภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง ประการที่สอง การกระชับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมการปรับใช้อาคารมรดกและการปรับปรุงภูมิทัศน์อย่างค่อยเป็นค่อยไปก็มีความสำคัญ ดังที่เห็นในเสียมราฐและอีโปห์ สุดท้าย การส่งเสริมความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมและการพัฒนาทักษะของบุคลากรบริการด่านหน้าจะช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงของไทยในด้าน “ความเป็นไทย” อันเป็นเอกลักษณ์ด้านความอบอุ่นและความคิดสร้างสรรค์ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสัมผัสได้เฉพาะในเมืองไทย

สำหรับผู้อ่านชาวไทยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริงนั้นชัดเจน คือการเรียนรู้และหาแรงบันดาลใจจากเพื่อนบ้าน โดยไม่ลืมเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละเมือง แต่ละย่าน และแต่ละแหล่งมรดกของไทย สนับสนุนการฟื้นฟูเมืองและความพยายามในการอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้สนับสนุนนโยบาย นักลงทุน หรือนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจ หากเป็นเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่น ลองพิจารณานำร่องการใช้แอปพลิเคชันดิจิทัลเพื่อควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่รับผิดชอบ ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ลองผสานการบริการแบบดั้งเดิมเข้ากับมาตรฐานการบริการระดับโลก และในฐานะผู้มาเยือน ลองออกไปสัมผัสประสบการณ์นอกกรอบเดิมๆ สำรวจเมืองต่างๆ ของไทยที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และสนับสนุนโครงการริเริ่มของชุมชนที่ช่วยให้สถานที่เหล่านั้นยังคงมีชีวิตชีวาและยั่งยืน อนาคตอันสดใสของไทยทั้งในด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมนั้น ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้จากแนวทางที่ดีที่สุดในภูมิภาค พร้อมทั้งสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของตนเองอย่างมั่นใจ