งานวิเคราะห์เชิงปรัชญาชิ้นใหม่ที่น่าจับตากำลังท้าทายความเชื่อดั้งเดิมในวงการจิตเวชศาสตร์ เกี่ยวกับภาวะที่เรียกว่า “อาการหลงผิด” พร้อมจุดประกายให้เกิดการทบทวนว่า สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น “ความวิกลจริต” นั้น เป็นเพียงสัญญาณของความผิดปกติ หรือแท้จริงแล้วคือกลไกการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาอย่างมีความหมาย งานวิจัยชิ้นล่าสุดซึ่งอ้างอิงในบทความของ Mad in America และมีรากฐานจากงานศึกษาในวารสาร European Journal of Analytic Philosophy เสนอว่า อาการหลงผิดอาจไม่ใช่แค่ความเจ็บป่วยที่แยกส่วน แต่เป็นการตอบสนองอย่างมีเป้าหมายต่อความทุกข์ที่ท่วมท้น ซึ่งเป็นแง่มุมที่มักถูกมองข้ามและผลักไสโดยแนวทางการรักษาแบบดั้งเดิม

มุมมองใหม่นี้สวนทางกับแนวคิดกระแสหลักที่มองว่าอาการหลงผิดเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนของจิตใจที่ “บกพร่อง” หรือทำงานผิดปกติตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในบริบทของสังคมไทย แนวคิดนี้สะท้อนภาพปัญหาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการตีตราปัญหาสุขภาพจิตยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ในการเข้าถึงการรักษา และคนไทยจำนวนมากที่ได้รับการวินิจฉัยทางจิตเวชก็มักรู้สึกแปลกแยกหรือไม่เป็นที่เข้าใจจากคนรอบข้างและสังคม (WHO Thailand) การตั้งคำถามต่อ “โมเดลความบกพร่อง” ของงานวิจัยใหม่นี้ จึงอาจเป็นหนทางที่ช่วยลดการตีตราและส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจในการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย

อาการหลงผิด (Delusion) ซึ่งหมายถึงความเชื่อบางอย่างอย่างฝังใจแม้จะมีหลักฐานมากมายมาคัดค้าน เป็นหัวข้อที่วงการจิตเวชให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน ภายใต้กรอบคิดดั้งเดิมที่มองว่าเป็นความบกพร่อง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะมองว่าอาการหลงผิดเป็นอาการของความล้มเหลวทางชีวภาพหรือจิตใจที่ซ่อนอยู่ แต่นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมได้วิเคราะห์ว่ามุมมองดังกล่าวอาจบดบังตรรกะความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง โดยระบุว่า “แนวคิดว่าด้วยความบกพร่องมองว่า ‘เมื่อใครสักคนมีอาการทางจิต นั่นเป็นเพราะมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกายหรือจิตใจ…เป็นผลมาจากการล่มสลายของระบบที่เคยทำงานได้ดี’ ในทางกลับกัน แนวคิดว่าด้วยกลยุทธ์มองว่า ‘ในผู้ที่มีอาการทางจิต เราจะเห็นถึงเป้าหมายที่กำลังจะบรรลุ การเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมาย หรือกลไกที่กำลังทำงานอย่างที่มันควรจะเป็น’” (Madin America)

การหันมามองในมุม “กลยุทธ์” นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแวดวงปรัชญาและชีววิทยา โดยเฉพาะจากผลงานของ จัสติน การ์สัน (Justin Garson) เรื่อง Madness: A Philosophical Exploration ซึ่งเสนอว่าอาการทางจิตในรูปแบบต่างๆ รวมถึงอาการหลงผิด อาจทำหน้าที่บางอย่างเพื่อการปรับตัว ซึ่งท้าทายแนวคิดที่ว่าอาการป่วยทางจิตเป็นเพียงความบกพร่อง (NDPR Review; BJPS Review) ดังที่นักวิจารณ์ ลิซ่า บอร์โตล็อตติ (Lisa Bortolotti) สรุปไว้ว่า “อาการหลงผิดช่วยเติมเต็มความปรารถนาของผู้ป่วย” และอาจทำหน้าที่เยียวยาหรือปกป้องจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับบาดแผลทางใจ ความทุกข์ยาก หรือการถูกกีดกันจากสังคม

งานวิจัยเชิงประจักษ์ในช่วงหลังก็สนับสนุนแนวคิดเชิงปรัชญานี้เช่นกัน งานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตเวชศาสตร์และจิตวิทยาชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ต้องรับมือกับความทุกข์ใจอย่างรุนแรง เช่น ผู้ป่วยโรคจิตเภทหรือโรคอารมณ์ผิดปกติ มักจะสร้างกลยุทธ์ส่วนตัวขึ้นมาเพื่อจัดการกับประสบการณ์ที่ท่วมท้น ซึ่งรวมถึงการสร้างความเชื่อที่ดูแปลกแยกหรืออาการหลงผิดด้วย งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี ๒๐๑๕ พบว่ากลยุทธ์การรับมือที่ผู้ป่วยสร้างขึ้นเองสามารถช่วยปกป้องจิตใจได้ ซึ่งชี้ว่า “การส่งเสริมกลยุทธ์การรับมืออาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการทางจิต” (PubMed) ในขณะเดียวกัน การศึกษาที่พิจารณาถึงผลกระทบจากบาดแผลทางใจ (trauma) พบว่าความเชื่อที่ไม่ปกติมักมีรากฐานมาจากการเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างรุนแรง โดยอาการหลงผิดทำหน้าที่เป็นกรอบความคิดเพื่อสร้างความหมายให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น (PubMed)

ผู้เชี่ยวชาญทั้งในแวดวงจิตเวชและปรัชญาก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน อาจารย์ด้านปรัชญาผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ European Journal of Analytic Philosophy ว่า “เมื่อเราฟังเรื่องราวของผู้ที่มีอาการหลงผิด แม้จะดูไม่มีเหตุผล แต่เรื่องเล่าของพวกเขามักสะท้อนบาดแผลทางอารมณ์หรือความต้องการที่แท้จริง การตีตราว่าความเชื่อเหล่านั้นเป็นพยาธิสภาพ อาจกลายเป็นการสร้าง ‘ความไม่เป็นธรรมเชิงองค์ความรู้’ (epistemic injustice) โดยไม่ตั้งใจ” แนวคิดนี้หมายถึงการลดทอนคุณค่าหรือปฏิเสธความน่าเชื่อถือของประสบการณ์ที่ไม่ตรงกับกระแสหลัก ซึ่งกำลังเป็นประเด็นทางจริยธรรมที่น่ากังวลในแวดวงสุขภาพจิต และมีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับสังคมไทยที่โครงสร้างเชิงอำนาจและการเคารพผู้มีอำนาจมักมีอิทธิพลต่อการพบแพทย์ (Psychology Today)

สำหรับสังคมไทย ประเด็นนี้อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ในสังคมไทยดั้งเดิม วิธีการมองปัญหาสุขภาพจิตมักเชื่อมโยงกับความปรองดอง บุญกรรม และคำอธิบายเชิงจิตวิญญาณ ซึ่งบางครั้งอาจขัดแย้งกับแนวคิดการแพทย์ตะวันตก ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตให้ทันสมัย การผสมผสานมุมมองใหม่ๆ จากทั่วโลกเข้ากับบริบทไทยจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเชิดชูภูมิปัญญาท้องถิ่นและส่งเสริมการดูแลที่ครอบคลุม การมองว่าอาการหลงผิดเป็นความพยายามปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหา แทนที่จะเป็นแค่ความผิดปกติ ยังสอดคล้องกับมุมมองในพุทธศาสนาเรื่อง “ทุกข์” (dukkha) และธรรมชาติของจิตที่ไม่หยุดนิ่ง เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น

ในอดีต ทัศนคติของคนไทยต่ออาการทางจิตมีทั้งความเมตตาตามหลักพุทธศาสนาและความเชื่อที่นำไปสู่การตีตรา โครงการป้องกันการฆ่าตัวตายและแคมเปญลดการตีตราที่นำโดยกระทรวงสาธารณสุขได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังอย่างเคารพและการสนับสนุนทางสังคมสำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญความทุกข์ทางใจ (WHO Thailand) การนำแนวคิดว่าด้วยกลยุทธ์มาปรับใช้ จะช่วยให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์และคนในครอบครัวเกิดความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น โดยมองความเชื่อที่ดูแปลกไปนั้นไม่ใช่แค่ “อาการป่วย” ที่ต้องกำจัด แต่เป็น “สัญญาณ” ที่บ่งบอกถึงความต้องการลึกๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทั้งการรักษาและการยอมรับทางสังคม

ในอนาคตข้างหน้า นักวิจัยและแพทย์ต่างเรียกร้องให้เดินบนแนวทางที่สมดุล การนำแนวคิดว่าด้วยกลยุทธ์มาใช้ไม่ได้หมายความว่าเราจะละทิ้งหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการเรียกร้องให้มีมุมมองแบบ “ทั้งสองอย่าง” (both-and) โดยยอมรับว่าปัจจัยทางชีวภาพ จิตใจ และสังคมล้วนมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน บทความล่าสุดในวารสาร Nature เกี่ยวกับแบบจำลองการเข้ารหัสเชิงทำนาย (predictive coding) ในวงการจิตเวชศาสตร์ก็ชี้ว่า ประสาทวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยกำลังมุ่งไปสู่ความเข้าใจที่ซับซ้อนขึ้น โดยไม่ได้ให้ความสำคัญแค่กลไกในสมอง แต่ยังรวมถึงความหมายในระดับบุคคลและวัฒนธรรมของอาการเหล่านั้นด้วย และในขณะที่เครื่องมือดิจิทัลและวิทยาศาสตร์ข้อมูลกำลังมีบทบาทมากขึ้นในบริการสุขภาพจิตของไทย (Springer) แพทย์ก็จะสามารถออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่เพียงจัดการกับอาการ แต่ยังให้เกียรติประสบการณ์ของผู้ป่วยด้วย

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย ผู้ดูแล หรือผู้เชี่ยวชาญ ข้อความสำคัญที่อยากส่งไปถึงคือ: เรามาร่วมกันท้าทายการตีตราด้วยการถามถึง “เรื่องราว” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเชื่อนั้นๆ ไม่ใช่ตัดสินเพียงแค่ตัวความเชื่อ หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับอาการหลงผิดที่สร้างความทุกข์ใจ ลองขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ใช้แนวทางดูแลแบบองค์รวมและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง กล้าที่จะบอกเล่ามุมมองของตัวเอง และคาดหวังการรับฟังด้วยความเคารพและความใส่ใจจากผู้ให้บริการ สำหรับผู้กำหนดนโยบาย การนำข้อค้นพบเหล่านี้ไปบรรจุในหลักสูตรด้านสุขภาพจิตและยุทธศาสตร์ระดับชาติ จะช่วยส่งเสริมสังคมที่เข้าอกเข้าใจและยอมรับความแตกต่างได้มากขึ้น

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังเป็นที่สนใจนี้ สามารถอ่านได้จากรายงานต้นฉบับใน Madin America ผลงานเชิงปรัชญาของ จัสติน การ์สัน (NDPR Review) และงานวิจัยล่าสุดใน PubMed, Nature และ Springer