งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดไขปริศนากลไกในสมองที่ช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนคือภาพในจินตนาการ สิ่งไหนคือสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็นความสามารถพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการรับรู้โลกความเป็นจริง และเมื่อกลไกนี้เกิดบกพร่อง ก็อาจเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะทางจิตเวชอย่างโรคจิตเภทได้ งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Neuron โดยทีมวิจัยจาก University College London (UCL) ซึ่งชี้ชัดว่าสมองส่วนที่เรียกว่า ฟิวซิฟอร์มไจรัส (fusiform gyrus) ซึ่งมีหน้าที่ประมวลผลการมองเห็น มีบทบาทสำคัญในการแบ่งเส้นระหว่างโลกความจริงและโลกจินตนาการ การค้นพบครั้งนี้อาจพลิกโฉมความเข้าใจในวงการสุขภาพจิต เทคโนโลยี และการรับรู้ของมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง (ที่มา: Neuroscience News)
ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง ‘มายา’ ในพุทธศาสนา หรือประเด็นร้อนในยุคดิจิทัลอย่าง ‘ดีปเฟก’ (deepfake) คนไทยต่างคุ้นเคยกับความท้าทายในการแยกแยะความจริงออกจากสิ่งที่สร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี งานวิจัยชิ้นนี้จึงช่วยให้คำถามเชิงปรัชญาและปัญหาในชีวิตจริงเหล่านี้มีความกระจ่างชัดในทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยชี้ให้เห็นกลไกทางชีวภาพเบื้องหลังการตัดสินใจในชีวิตประจำวันที่เราอาจไม่เคยรู้ตัว สำหรับผู้คนนับล้านทั้งในไทยและทั่วโลกที่ต้องต่อสู้กับภาวะที่เส้นแบ่งนี้พร่าเลือน ดังเช่นในผู้ป่วยโรคจิตเภท การค้นพบนี้ได้ปูทางไปสู่แนวทางใหม่ๆ ในการวินิจฉัย ทำความเข้าใจ และอาจนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพในอนาคต
การศึกษานี้ใช้อาสาสมัคร 26 คน และใช้เครื่อง fMRI (functional magnetic resonance imaging) เพื่อติดตามการทำงานของสมองระหว่างการทดลอง โดยนักวิจัยจะให้อาสาสมัครดูภาพรูปแบบง่ายๆ ที่ซ่อนอยู่ในสัญญาณรบกวน (noise) พร้อมกับขอให้พยายามมองหาเป้าหมายที่จางๆ และในขณะเดียวกันก็ให้จินตนาการถึงรูปแบบบางอย่าง ซึ่งบางครั้งก็ตรงกับภาพบนจอ แต่บางครั้งก็ต่างกันออกไป ในการทดลองนั้นมีภาพที่มีรูปแบบปรากฏอยู่จริงเพียงครึ่งเดียว สถานการณ์นี้บีบให้อาสาสมัครต้องตัดสินใจตลอดเวลาว่าสิ่งที่เห็นนั้นมีอยู่จริง หรือเป็นเพียงภาพที่พวกเขามโนขึ้นมาเอง
นักวิจัยพบว่า เมื่อสมองส่วนฟิวซิฟอร์มไจรัสถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่ตอนที่เห็นภาพจริง แต่รวมถึงตอนที่จินตนาการภาพอย่างชัดเจนด้วย อาสาสมัครจะมีแนวโน้มที่จะสับสนระหว่างจินตนาการกับความจริงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “ลองนึกภาพแอปเปิลในใจให้ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้” นักประสาทวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากภาควิชาประสาทวิทยาศาสตร์การถ่ายภาพของ UCL อธิบาย “สมองหลายส่วนจะทำงานเหมือนกับตอนที่คุณเห็นแอปเปิลจริงๆ แต่จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าสมองแยกแยะประสบการณ์สองแบบนี้ออกจากกันได้อย่างไร”
ผลวิจัยเผยให้เห็นข้อมูลที่น่าทึ่งว่า จินตนาการที่ชัดเจนและรุนแรงเกินไปสามารถทะลวงกลไกป้องกันของสมอง ทำให้สมองเข้าใจผิดว่าภาพในหัวคือของจริง ซึ่งข้อมูลเชิงลึกนี้สอดคล้องกับสำนวนไทยโบราณที่ว่า “ติดแต่งคำ” ซึ่งเตือนใจไม่ให้หลงเชื่อเรื่องแต่งว่าเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ งานวิจัยยังเผยว่า สมองส่วนหน้า อินซูลา (anterior insula) ซึ่งอยู่ในเปลือกสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) และเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและการตระหนักรู้ในความคิดของตนเอง (metacognition) จะทำงานร่วมกับฟิวซิฟอร์มไจรัสเพื่อประเมินว่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากภายในหรือมาจากโลกภายนอก
“เราพบว่าความแรงของสัญญาณจากประสาทสัมผัส หรือพูดง่ายๆ คือระดับการถูกกระตุ้นของสมองส่วนที่ประมวลผลการมองเห็นระดับกลาง เป็นตัวตัดสินว่าสิ่งที่รับรู้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่จินตนาการ” ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยจากคณะจิตวิทยาและภาษาศาสตร์ของ UCL กล่าวเสริม “การทำงานของสมองส่วนนี้สอดคล้องกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่อธิบายกระบวนการ ‘ทดสอบความจริง’ (reality-testing) ของมนุษย์” ผลการค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับความก้าวหน้าล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neuron ซึ่งตอกย้ำแนวคิดที่ว่า ความล้มเหลวในกระบวนการติดตามตรวจสอบสัญญาณจากประสาทสัมผัสนี้ อาจเป็นต้นตอของโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการประสาทหลอนหรืออาการหลงผิดได้ (บทคัดย่องานวิจัยใน Neuron)
ในบริบทของประเทศไทย เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับสัญญาณทางชีวภาพที่บ่งบอกถึงอาการหลงผิดและประสาทหลอนนี้ สามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งการรณรงค์ให้ความรู้แก่สังคม และการวางยุทธศาสตร์การดูแลสุขภาพเชิงรุกตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในประเทศที่ต้นทุนทางสังคมจากปัญหาสุขภาพจิตสูงขึ้นและยังคงมีการตีตราผู้ป่วยอยู่ ก่อนหน้านี้หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยเคยชี้ให้เห็นถึงภาระจากโรคจิตเภทในประเทศ โดยคาดว่ามีชาวไทยหลายแสนคนที่ป่วยเป็นโรคในกลุ่มโรคจิต (กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข) ความสามารถในการตรวจจับความผิดปกติของเส้นแบ่งระหว่างโลกภายในและภายนอกได้อย่างเป็นรูปธรรม อาจปฏิวัติการคัดกรองและช่วยลดความล่าช้าในการเข้าถึงการรักษาที่หลายครอบครัวต้องเผชิญ
การทดลองในงานวิจัยนี้เรียบง่ายแต่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ความชัดเจนของภาพในจินตนาการที่อาสาสมัครประเมินด้วยตนเอง สามารถใช้ทำนายโอกาสที่พวกเขาจะสับสนระหว่างจินตนาการกับความจริงได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าจะไม่มีภาพใดๆ ปรากฏบนจอก็ตาม ผลการสแกนสมองแสดงให้เห็นว่าความสับสนนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสมองส่วนฟิวซิฟอร์มไจรัสทำงานในระดับสูงเท่านั้น ไม่ว่าจะมาจากการเห็นภาพจริงๆ หรือการจินตนาการที่ชัดเจนก็ตาม โดยปกติแล้ว สัญญาณจากการรับรู้จริงจะแรงกว่าสัญญาณจากจินตนาการอย่างชัดเจน แต่เมื่อเส้นแบ่งนี้พังทลายลง ความชัดเจนระหว่างความจริงและจินตนาการก็เลือนหายไปเช่นกัน
นักประสาทจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ให้ข้อสังเกตว่า “ข้อมูลเชิงประจักษ์ชิ้นนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่แพทย์สังเกตเห็นในทางคลินิกมานานหลายปี ผู้ป่วยที่มีอาการประสาทหลอนรุนแรงมักจะบรรยายประสบการณ์ของตนว่าสมจริงเกินจริง ไม่ใช่ภาพลางๆ ที่เกิดขึ้นแล้วหายไป ซึ่งตรงกับการค้นพบเรื่องความรุนแรงของการทำงานในสมองส่วนรับความรู้สึกนี้อย่างพอดิบพอดี”
ข้อมูลจากทั่วโลกก็สนับสนุนข้อสังเกตนี้เช่นกัน โดยชี้ว่าอาการประสาทหลอนทางตาที่ชัดเจนราวกับของจริงเป็นหนึ่งในอาการที่รบกวนการใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภทและโรคที่เกี่ยวข้องมากที่สุด ซึ่งมักนำไปสู่การแยกตัวออกจากสังคม ความสามารถในการดูแลตนเองบกพร่อง และสร้างความทุกข์ใจอย่างมากให้กับครอบครัว (เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรคจิตเภท โดยองค์การอนามัยโลก) ในบริบทของสังคมไทย ที่ความเชื่อดั้งเดิมมักสวนทางกับความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ ยิ่งทำให้การวินิจฉัยและการรับมือของครอบครัวซับซ้อนขึ้นไปอีก จึงยิ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่ายสำหรับประสบการณ์เหล่านี้
การทำงานร่วมกันระหว่างฟิวซิฟอร์มไจรัสและอินซูลาส่วนหน้ายังชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการคิดทบทวนความคิดของตัวเอง (metacognition) ของสมองอีกด้วย ทีมวิจัยจาก UCL ตั้งข้อสังเกตว่า การที่สมองส่วนอินซูลาเข้ามามีบทบาทด้วย ชี้ให้เห็นว่าการตัดสินว่า ‘อะไรคือของจริง’ ไม่ได้อาศัยแค่ข้อมูลจากประสาทสัมผัสเท่านั้น แต่ยังต้องผ่านกระบวนการประเมินและไตร่ตรองในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการฝึกสติในทางพุทธศาสนาที่ส่งเสริมการตระหนักรู้และควบคุมอารมณ์ สำหรับนักการศึกษาและแพทย์ในไทย การเชื่อมโยงภูมิปัญญาโบราณเข้ากับประสาทวิทยาศาสตร์การรู้คิดที่ล้ำสมัย อาจเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมในการสื่อสารกับผู้ป่วยและสาธารณชนได้
ในระยะยาว งานวิจัยนี้อาจส่งผลกระทบต่อวงการเทคโนโลยีและวงการแพทย์ไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มโลกเสมือน (VR) สนใจอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจว่าประสบการณ์ในจินตนาการเริ่มให้ความรู้สึกเหมือนจริงเมื่อใด ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในโรงเรียน พิพิธภัณฑ์ และสถานพยาบาลในไทย (Bangkok Post: การใช้ VR ในห้องเรียนไทย) การเข้าใจว่าสมองของเราจะเริ่มสับสนระหว่างโลกจินตนาการกับโลกจริงได้อย่างไรและเมื่อไหร่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี VR ให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานวัยเยาว์หรือผู้ที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพจิต
นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้วางรากฐานสำหรับการค้นหา “ระบบกลางสำหรับตรวจสอบความเป็นจริงในการรับรู้” ในสมองของมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่อาจจุดประกายทิศทางใหม่ๆ ทั้งในวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิจัยทางจิตเวช สำหรับระบบสาธารณสุขไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายในการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพจิตจากการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้านการตรวจสอบความเป็นจริงนี้ อาจช่วยพัฒนาเครื่องมือสุขภาพจิตดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับการตรวจหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้นหรือการตรวจเช็กด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ายังคงต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการค้นพบนี้ในกลุ่มประชากรที่ใหญ่ขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งปัจจัยทางวัฒนธรรมและภาษาอาจมีผลต่อการรับรู้และการวินิจฉัย “นี่คือก้าวสำคัญ แต่เราต้องไม่ลืมว่าจิตใจของคนเราได้รับอิทธิพลจากบริบทแวดล้อมเสมอ การรณรงค์ด้านสาธารณสุขจึงต้องคำนึงถึงไม่เพียงแค่ชีววิทยาของสมอง แต่ยังต้องละเอียดอ่อนต่อทัศนคติทางวัฒนธรรมที่มีต่ออาการป่วยทางจิตและจินตนาการด้วย” จิตแพทย์จากสถาบันจิตเวชที่ใหญ่ที่สุดของไทยให้ความเห็น
ในอนาคต นักวิจัยกำลังศึกษาว่าการบำบัดแบบพุ่งเป้า เช่น การฝึกการรู้คิด การฝึกสติ หรือแม้แต่การกระตุ้นสมองแบบไม่ลุกล้ำ จะสามารถเสริมสร้างระบบตรวจสอบความเป็นจริงของสมองในผู้ที่มีความเปราะบางได้หรือไม่ ข้อมูลทั้งจากไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ต่างชี้ตรงกันถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาแนวทางการรักษาใหม่ๆ ที่มีทั้งประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ในเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ความเครียดในเมือง ความโดดเดี่ยวทางสังคม และภาวะข้อมูลท่วมท้นในโลกดิจิทัลยังคงเพิ่มสูงขึ้น (UNICEF: สุขภาพจิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
แล้วทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรกับผู้อ่านชาวไทย? งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำให้เราเห็นถึงพลังและขีดจำกัดของสมองและจิตใจของเราเอง มันเตือนเราว่าสิ่งที่เรารู้สึกว่าจริงอาจไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป และบางครั้ง ความชัดเจนของจินตนาการของเราเองก็สามารถหลอกเราได้ สำหรับครอบครัวและผู้ดูแล การตระหนักถึงกลไกการทำงานของสมองจะช่วยลดความน่ากลัวและสร้างความเข้าใจต่อประสบการณ์ของผู้เป็นที่รัก และกระตุ้นให้เกิดการช่วยเหลืออย่างเข้าอกเข้าใจตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนแพทย์และผู้กำหนดนโยบายก็สามารถนำความรู้นี้ไปปรับปรุงการวินิจฉัย การเข้าถึง และการให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะในโรงเรียนและชุมชน
ในทางปฏิบัติ หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับภาวะที่เส้นแบ่งระหว่างจินตนาการและความจริงเริ่มเลือนราง ไม่ว่าจะผ่านความฝันกลางวันที่ชัดเจนเกินไป ความคิดที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องการ หรืออาการที่คล้ายกับประสาทหลอน ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับการประเมิน การร่วมกันรณรงค์เพื่อลดอคติต่อปัญหาสุขภาพจิต การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางประสาทวิทยาสมัยใหม่ และการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นภาษาไทย คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างงานวิจัยและการใช้ชีวิตประจำวัน และเมื่อมีการค้นพบใหม่ๆ เกิดขึ้น การผสมผสานความรู้เหล่านั้นเข้ากับประเพณีการฝึกฝนจิตใจและการสนับสนุนจากชุมชนอันแข็งแกร่งของไทยจะเป็นกุญแจสำคัญ
หากต้องการอ่านเพิ่มเติม สามารถเข้าถึงงานวิจัยต้นฉบับได้ในวารสาร Neuron: “A neural basis for distinguishing imagination from reality” (ลิงก์) และอ่านข่าวสรุปได้ที่ Neuroscience News สำหรับข้อมูลด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และข้อมูลสุขภาพจิตระดับโลกจาก องค์การอนามัยโลก