“ฉันสบายดี” หรือ “ไม่เป็นไร” สองคำนี้อาจเป็นคำพูดติดปากของคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรงในบ้านเรา เป็นเหมือนเกราะกำบังความรู้สึกวิตกกังวล ความเหนื่อยล้า และความอ่อนล้าทางใจโดยไม่รู้ตัว งานวิจัยล่าสุดและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายท่านชี้ตรงกันว่า คำพูดทำนองนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของวิกฤตสุขภาพจิตที่กำลังคุกคามคนรุ่นใหม่กลุ่มที่ดูประสบความสำเร็จสูง และมักถูกมองข้าม ซึ่งส่งผลกระทบไม่น้อยทั้งต่อนายจ้างและสังคมโดยรวม เบื้องหลังภาพลักษณ์โปรไฟล์ดี หน้าที่การงานเริ่ด คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “ภาวะวิตกกังวลแต่ยังทำงานได้ดี” (high-functioning anxiety) ซึ่งเป็นภาวะทางอารมณ์ที่ซ่อนเร้นและเรื้อรัง มักไม่มีใครสังเกตเห็นจนกระทั่งอาการลุกลามกลายเป็นภาวะหมดไฟและความทุกข์ใจที่หนักหนาสาหัสขึ้น (อ้างอิงจาก Business Standard)

ในสมรภูมิการทำงานที่ทั้งเร่งรีบและแข่งขันสูงลิ่ว ไม่ว่าจะเป็นย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ หรือศูนย์กลางสตาร์ทอัพอย่างเชียงใหม่ คนทำงานเจนใหม่ต่างต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลที่ต้องดูมั่นใจ สตรอง และทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา สำหรับหลายๆ คน คุณค่าในตัวเองกลับผูกติดอยู่กับผลงานที่ต้องเพอร์เฟกต์เท่านั้น ขณะที่การยอมรับความเปราะบาง หรือแค่เอ่ยปากว่าต้องการความช่วยเหลือ กลับถูกตีตราว่าเป็นความอ่อนแอ “บ่อยครั้งที่กลุ่มคนซึ่งดูประสบความสำเร็จสูงมักถูกขับเคลื่อนด้วยความคลั่งไคล้ความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) และการพยายามเอาใจคนอื่น (people-pleasing) ควบคู่ไปกับความกลัวความล้มเหลวอย่างสุดขีด” ผู้บริหารและจิตแพทย์อาวุโสจาก Tulasi Healthcare กล่าว “การซุกซ่อนความวิตกกังวลจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเอาตัวรอดของพวกเขา” แนวโน้มเช่นนี้พบได้ดาษดื่นในแวดวงคนทำงานบ้านเรา ที่ซึ่งค่านิยมแบบกลุ่มก้อนและบรรทัดฐานในออฟฟิศทำให้การเปิดอกคุยเรื่องสุขภาพใจเป็นเรื่องยากและไม่ค่อยจะเกิดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมศาสตร์ชี้ว่า ภาวะวิตกกังวลแต่ยังดูโปรนี้มักจะเกิดกับคนหนุ่มสาวที่ทุ่มเทให้กับเดดไลน์ เป้าหมาย และความคาดหวังของคนอื่น จนมองข้ามสุขภาวะของตัวเองไปเสียสนิท ที่ปรึกษาอาวุโสด้านพฤติกรรมศาสตร์จากโรงพยาบาล Max Super Speciality Hospital อธิบายว่า คนที่ใช้ชีวิตใน ‘โหมดเอาตัวรอด’ มักจะเก็บกดความต้องการทางอารมณ์ของตัวเอง แล้วผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องการดูแลตัวเองไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนด จิตใต้สำนึกมักจะบอกว่า “เดี๋ยวค่อยดูแลตัวเองทีหลัง เมื่องานนี้เสร็จหรือโปรเจกต์นี้จบ” แต่สำหรับหลายคน คำว่า “ทีหลัง” นั้นไม่เคยมาถึงเสียที พอเวลาผ่านไป ภาวะเช่นนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกด้านชาทางอารมณ์ อาการนอนไม่หลับ และปัญหาสุขภาพเรื้อรังต่างๆ ตามมา ทั้งๆ ที่ภายนอกยังดูเหมือนทำงานได้ดีไม่มีตก

อาการของภาวะวิตกกังวลแบบนี้มักจะดูไม่ชัดเจนเท่าโรควิตกกังวลทั่วไป และมักถูกปล่อยปละละเลยไป ไม่ค่อยมีการปะทุทางอารมณ์ที่รุนแรงให้เห็น แต่สัญญาณเตือนภัยเงียบอาจรวมถึงอาการกล้ามเนื้อตึงเป็นประจำ หงุดหงิดง่ายโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ไวต่อเสียงหรือคำตำหนิเป็นพิเศษ และการเซย์เยสรับงานเพิ่มเป็นอาจิณ บางคนอาจเริ่มตีตัวออกห่างจากงานสังสรรค์กับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว หันไปพึ่งพาสิ่งเสพติดอย่างบุหรี่เพื่อจัดการกับความเครียด หรือคอยเช็กเรตติ้งจากเพื่อนร่วมงานอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่ในใจกลับรู้สึกเหินห่างจากคนรอบตัว ที่น่าเจ็บปวดคือ คนกลุ่มนี้มักถูกหัวหน้ายกให้เป็น ‘ดาวเด่น’ หรือคนสำคัญที่ทีมจะขาดไปไม่ได้ ซึ่งช่างเป็นอะไรที่ย้อนแย้ง เพราะยิ่งได้รับการยอมรับจากภายนอกมากเท่าไหร่ ความทุกข์ข้างในใจก็ยิ่งหนักหนาขึ้นเท่านั้น (อ้างอิงจาก Business Standard)

ต้นตอสำคัญของปรากฏการณ์นี้หนีไม่พ้น ความคลั่งไคล้ความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) และการชอบเอาอกเอาใจคนอื่น (people-pleasing) ดังที่ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งอธิบายไว้ว่า “ความสมบูรณ์แบบนิยมมันกระซิบข้างหูคุณว่า คุณจะมีค่าก็ต่อเมื่อทำทุกอย่างได้เป๊ะปังไร้ที่ติเท่านั้น แค่พลาดเป้าไปนิดเดียวก็อาจกระตุ้นให้เกิดการโบยตีตัวเองอย่างหนักหน่วง” ขณะเดียวกัน ความที่ไม่อยากมีเรื่องมีราวกับใคร ก็ผลักดันให้คนกลุ่มนี้ตอบตกลงเซย์เยสไปซะทุกเรื่อง จนกลายเป็นความเหนื่อยล้าแบบเงียบๆ แทนที่จะเป็นการเปิดอกคุยกันตรงๆ ทัศนคติเหล่านี้ยิ่งเห็นได้ชัดเจนในสังคมไทย ที่ซึ่งแนวคิดเรื่อง ‘ความเกรงใจ’ หรือการไม่อยากสร้างความลำบากใจให้คนอื่น ทำให้การขีดเส้นแบ่งให้ตัวเองหรือการยอมรับว่าใจมันล้า เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเข้าไปอีก

ที่ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มคนทำงานที่ภายนอกดูเหมือนรับมือไหวเหล่านี้ มักจะตั้งแง่กับการไปพบนักจิตบำบัดแบบตรงไปตรงมา เพราะมองว่านั่นคือการเปิดเผยความอ่อนแอ หรือไม่ก็กลัวว่าจะไปขัดแข้งขัดขาความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ในทางกลับกัน การช่วยเหลือแบบเนียนๆ ในที่ทำงาน เช่น การจัดเบรกสั้นๆ ให้ฝึกสติ การฝึกหายใจตามคำแนะนำ หรือการเช็กอัปสุขภาพใจเป็นประจำ กลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหยิบยื่นความช่วยเหลือ “กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงไม่กระทบประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังช่วยส่งเสริมด้วยซ้ำ” ผู้บริหารและจิตแพทย์อาวุโสจาก Tulasi Healthcare คนเดิมกล่าวเสริม ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เพื่อนร่วมงานและเจ้านายช่วยกันสร้างบรรยากาศที่เปิดรับความเปราะบาง สนับสนุนการดูแลตัวเอง และมองว่าการขอความช่วยเหลือคือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการทำงาน ไม่ใช่ความพ่ายแพ้

ในสังคมไทย ที่ให้ความสำคัญกับความภูมิใจในอาชีพการงานและการรักษาหน้าเป็นอย่างยิ่ง การซัปพอร์ตด้านสุขภาพจิตแบบเงียบๆ แต่ได้ผลจึงจำเป็นสุดๆ คนหนุ่มสาวที่นั่งเก้าอี้ตำแหน่งใหญ่โตทั้งในบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานรัฐ มักพยายามคีปลุคเยือกเย็นและเก่งกาจต่อหน้าครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าข้างในใจความวิตกกังวลจะกำลังกัดกินสุขภาวะของพวกเขาก็ตาม วิกฤตโควิด-19 และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยิ่งซ้ำเติมให้แรงกดดันเหล่านี้หนักหน่วงขึ้นไปอีก ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ชัดว่าอุบัติการณ์ของภาวะวิตกกังวลและโรคเครียดในหมู่คนทำงานในเมืองกรุงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในบ้านเราออกมาเตือนว่า หากไม่รีบยื่นมือเข้าช่วยตั้งแต่เนิ่นๆ และลดอคติเรื่องสุขภาพจิต ประเทศไทยอาจต้องเจอกับปัญหาประสิทธิภาพการทำงานดิ่งเหว การขาดงาน และอาจถึงขั้นเกิดภาวะทุพพลภาพระยะยาวจากภาวะหมดไฟเรื้อรัง (อ้างอิงจาก Thai PBS World และ The Nation Thailand)

แต่ถึงอย่างนั้น มุมมองแบบไทยๆ ดั้งเดิมก็ยังมีส่วนช่วยป้องกันปัญหานี้ได้เหมือนกัน คอนเซ็ปต์อย่าง ‘สบายๆ’ (การใช้ชีวิตแบบไม่เคร่งเครียด) และการฝึกสติแบบพุทธ ถูกคนรุ่นใหม่นำมาปรับใช้ในความหมายใหม่ว่าเป็นการอนุญาตให้ตัวเองผ่อนคันเร่งชีวิตลงบ้าง และหันมาฟังเสียงหัวใจตัวเองมากขึ้น โครงการส่งเสริมสุขภาวะในที่ทำงานเก๋ๆ หลายแห่งในกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เน้นแค่ฟิตเนสทางกาย แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองทั้งใจและอารมณ์ โดยผสมผสานการฝึกสมาธิแบบตะวันออกเข้ากับจิตบำบัดสไตล์ตะวันตก ขณะเดียวกัน บริษัทในไทยจำนวนไม่น้อยก็เริ่มมีบริการสายด่วนปรึกษาแบบลับๆ และจัดเวิร์กช็อปเรื่องการรับมือกับความเครียด ซึ่งช่วยทลายกำแพงอคติที่มีมานานเกี่ยวกับการเยียวยาปัญหาใจได้ดีทีเดียว

ถึงกระนั้น ความท้าทายก็ยังคงมีอยู่ไม่น้อย คนหนุ่มสาวไทยจำนวนมากยังคงอกสั่นขวัญแขวนว่า ถ้าเปิดปากเรื่องความวิตกกังวลหรือภาวะหมดไฟ เก้าอี้ในที่ทำงานอาจจะไม่มั่นคง หรืออาจจะพลาดโอกาสทองในการเติบโตในสายอาชีพไปเลยก็ได้ วัฒนธรรมองค์กรแบบมีขั้นมีตอนที่ยังฝังรากลึกก็อาจทำให้ลูกน้องไม่กล้าปฏิเสธหรือเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ แม้นโยบายฝ่ายบุคคลจะดูดีมีสไตล์และทันสมัยแค่ไหนก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจึงออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะผู้บริหารระดับบิ๊กๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชนของไทย ช่วยเป็นตัวอย่างด้วยการเปิดใจพูดถึงปัญหาของตัวเอง และให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานไม่แพ้เป้าหมายทางธุรกิจ

ในวันข้างหน้า การตื่นตัวที่มากขึ้นเกี่ยวกับภาวะวิตกกังวลแต่ยังดูโปรนี้ อาจเป็นเชื้อไฟให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่งทั้งในเชิงนโยบายและวัฒนธรรมองค์กร ตัวอย่างเช่น ร่างแนวปฏิบัติฉบับล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขเสนอให้มีการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตและจัดอบรมเสริมสร้างพลังใจให้เป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับพนักงานใหม่ในบริษัทใหญ่ๆ ข้อมูลจากต่างแดนก็ชี้ว่ามาตรการเหล่านี้เวิร์คจริง โดยผลการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) เมื่อปี 2565 ในวารสาร BMC Psychiatry พบว่าการให้ความช่วยเหลือในที่ทำงานช่วยลดความวิตกกังวลและทำให้พนักงานหนุ่มสาวในสายงานที่กดดันสูงๆ อยู่กับองค์กรได้นานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (อ้างอิงจาก BMC Psychiatry)

สำหรับตัวเราเอง สิ่งที่ทำได้เลยคือเริ่มจากการสำรวจใจตัวเองอย่างซื่อสัตย์ และหมั่นพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือคนที่ไว้ใจได้บ่อยๆ สัญญาณที่ฟ้องว่าภาวะวิตกกังวลแบบนี้อาจกำลังคืบคลานเข้ามาหาคุณ ได้แก่ ความตึงเครียดตามร่างกายไม่หายสักที การต้องการคำชมหรือการยอมรับจากคนอื่นอยู่เรื่อย การเลี่ยงกิจกรรมสังคมที่เคยชอบ หรือความรู้สึกกลวงโบ๋แม้ภายนอกจะดูประสบความสำเร็จก็ตาม การฝึกเทคนิคผ่อนคลายความเครียดง่ายๆ เช่น การหายใจเข้าลึกๆ การจดบันทึก การพักสายตาจากหน้าจอบ้างระหว่างวัน หรือการหาเวลาพักผ่อนจริงๆ แบบไม่มีใครกวน ก็ช่วยได้เยอะ ส่วนคนที่เป็นหัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคล ควรมุ่งมั่นทำให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องธรรมดาในออฟฟิศ และทำให้บริการช่วยเหลือต่างๆ เป็นที่รู้จักและเข้าถึงง่าย โดยเน้นย้ำเสมอว่าการดูแลตัวเองคือหัวใจสำคัญของการทำงานให้มีประสิทธิภาพในระยะยาว

สรุปง่ายๆ ก็คือ คำว่า “ไม่เป็นไร” หรือ “ฉันสบายดี” ของคนทำงานรุ่นใหม่ในบ้านเรา มักจะซ่อนความทุกข์ที่หนักอึ้งเกินกว่าใครจะเห็น การหันมาใส่ใจสัญญาณของภาวะวิตกกังวลแต่ยังดูโปร และการลงมือแก้ไขเชิงรุก ทั้งในระดับตัวเองและระดับองค์กร จะช่วยให้ประเทศไทยมีคนทำงานที่ทั้งแกร่งและยืดหยุ่นทางใจมากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะถอดหน้ากากที่สวมอยู่ และช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เห็นคุณค่าสุขภาพจิตไม่น้อยไปกว่าความสำเร็จที่จับต้องได้ ซึ่งจะส่งผลดีไม่ใช่แค่กับตัวพนักงาน แต่ยังรวมถึงครอบครัว ธุรกิจ และประเทศชาติโดยรวมด้วย

สำหรับคำแนะนำและแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม ลองเข้าไปดูได้ที่ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือสายด่วนรับฟังปัญหาที่เป็นความลับ เช่น สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ส่วนนายจ้างก็สามารถศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เกี่ยวกับสุขภาพจิตในที่ทำงานได้เช่นกัน