บรรดาแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ออกมาส่งเสียงเตือนถึงพฤติกรรมที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่กลับค่อยๆ บั่นทอนสุขภาพของเราอย่างเงียบเชียบ และบ่อยครั้งก็ทำร้ายเราก่อนที่อาการจะแสดงออกมาด้วยซ้ำ ไล่ตั้งแต่การนอนกรนที่ไม่เคยคิดจะรักษา ไปจนถึงการมองข้ามเรื่องง่ายๆ อย่างการใช้ไหมขัดฟัน ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ชี้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลเสียร้ายแรงในระยะยาว โดยเฉพาะกับคนไทยที่ต้องรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพทั้งแบบเก่าและใหม่ที่ถาโถมเข้ามา ข้อมูลใหม่นี้สอดรับกับความวิตกกังวลในระดับสากล ตอกย้ำว่าการเลือกใช้ชีวิตมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความเป็นอยู่ที่ดีในวันข้างหน้า และอันตรายมากมายก็แฝงตัวอยู่ในสิ่งที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ประเทศไทยเผชิญกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มานาน ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็ง ซึ่งงานวิจัยจากทั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ชี้ว่าเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตถึง 71% ของทั้งประเทศ (nationthailand.com; who.int) แม้ภาครัฐจะเน้นย้ำเรื่องพิษภัยของบุหรี่ สุรา และอาหารขยะอยู่บ่อยครั้ง แต่บุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่หน้างานกลับกำลังชี้ให้เห็นถึงภัยใกล้ตัวจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่เรามักมองข้าม ข้อมูลจากบทความล่าสุดของ BuzzFeed ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในวารสารการแพทย์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก พบว่าพฤติกรรมเสี่ยงหลายอย่างมักเริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อยที่ดูเหมือนไม่มีพิษสง ไม่ว่าจะบนโต๊ะกินข้าว ในห้องนอน หรือในช่วงเวลาที่เราอาจเผลอไผลไปโดยไม่รู้ตัว (buzzfeed.com)

แพทย์เตือนว่าการนอนกรนที่ปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นแค่เรื่องน่ารำคาญในบ้าน อาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งเป็นภาวะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง อุบัติเหตุ ภาวะหัวใจล้มเหลว และภาวะซึมเศร้า สำหรับผู้ป่วยทั่วโลก รวมถึงคนเมืองในไทย ภาวะนี้ยังคงถูกมองข้ามทั้งในแง่การวินิจฉัยและการรักษาอยู่มาก และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายถึงชีวิตได้ อายุรแพทย์ท่านหนึ่งที่ให้ข้อมูลกับ BuzzFeed โดยไม่ประสงค์ออกนาม อธิบายถึงผลกระทบต่อเนื่องที่น่ากลัวว่า “ความดันโลหิตสูงนำไปสู่โรคหัวใจ โรคไต และโรคหลอดเลือดฝอยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวและโรคหลอดเลือดสมอง” ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับในไทยเองก็แสดงความกังวลไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อคนเมืองจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาทั้งนอนไม่พอและมีภาวะเจ็บป่วยแฝงเร้นโดยไม่รู้ตัว

การใช้ยาที่ซื้อเองโดยไม่มีใบสั่งแพทย์อย่างผิดวิธี ก็เป็นอีกความเสี่ยงที่พบบ่อย บุคลากรทางการแพทย์ชี้ว่า การกินยาหลายตัวที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอล (อะเซตามิโนเฟน) พร้อมๆ กัน อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดโดยไม่รู้ตัวจนตับวายได้ เรื่องนี้ยิ่งน่ากังวลในไทย ซึ่งการซื้อยากินเองเป็นเรื่องปกติ และพิษจากพาราเซตามอลก็เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของภาวะตับวายเฉียบพลันที่พบในโรงพยาบาล (sciencedirect.com) แพทย์จึงอยากให้ผู้บริโภคใส่ใจมากขึ้น ควรตรวจดูส่วนผสมของยาให้ดีเสมอ และปรึกษาเภสัชกรหากไม่มั่นใจ

คงไม่น่าแปลกใจที่การดื่มเหล้ามากเกินไปและการสูบบุหรี่ จะเป็นเรื่องที่แพทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ แม้ว่าอันตรายของพฤติกรรมเหล่านี้จะพูดถึงกันทั่วไป แต่เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ป่วยวิกฤตและอายุรศาสตร์ กลับสะท้อนความจริงอันน่าขนลุก ทั้งภาวะอวัยวะล้มเหลว การรับรู้ที่ถดถอย และการเสียชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นปลายทางที่พบได้บ่อย ในสังคมไทย ที่การดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ยังเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปทั้งในเชิงวัฒนธรรมและสังคม คำเตือนเหล่านี้จึงยิ่งมีความหมาย องค์การอนามัยโลกชี้ว่า ทั้งควันบุหรี่ที่สูบเองและควันบุหรี่มือสองเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่ป้องกันได้ทั่วโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับอัตราการตายจากยาสูบในประเทศไทยด้วย (wikipedia.org)

พฤติกรรมอื่นๆ ที่หลายคนอาจไม่รู้ ก็แฝงความเสี่ยงร้ายแรงไม่แพ้กัน อย่างการกัดเล็บ ที่ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่กลับเป็นการนำเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายและอาจทำลายฟันได้ การดูแลช่องปากไม่ดี การละเลยไหมขัดฟัน ก็เป็นการเปิดประตูสู่ฟันผุ โรคเหงือก หรืออาจลุกลามถึงขั้นติดเชื้อที่หัวใจ (เยื่อบุหัวใจอักเสบ) ได้ ในบ้านเรา สุขภาพช่องปากถือเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ มีอัตราฟันผุและโรคเหงือกที่ไม่ได้รับการรักษาสูงลิ่ว โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

ความเสี่ยงติดเชื้อยิ่งพุ่งสูง หากปล่อยปละละเลยแผลเล็กแผลน้อยจนเนื้อตาย เจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉินและพยาบาลเตือนว่า “การปล่อยให้แผลติดเชื้อลุกลาม อาจต้องรักษาแผลกันเป็นเดือนๆ เสียอวัยวะ หรือหนักกว่านั้น” สำหรับคนไทย โดยเฉพาะผู้สูงวัย ผู้ป่วยเบาหวาน หรือคนที่เข้าถึงบริการสุขภาพได้ยาก การติดเชื้อที่ไม่รักษาอาจลุกลามเร็ว แถมค่ารักษาก็บานปลาย

แพทย์ยังชี้ถึงปัจจัยก่อโรคเรื้อรังที่คนมักมองข้าม นั่นคือ การไม่ออกกำลังกาย ไลฟ์สไตล์เนือยนิ่ง และการกินหวานเกินไป การไม่ค่อยขยับตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนเมืองในไทยที่พึ่งพารถยนต์มากขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพจิต ผลการศึกษาในประชากรจีนชิ้นล่าสุดชี้ว่า รูปแบบการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการลดความเสี่ยงเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (PubMed) สถานการณ์แบบนี้ก็พบได้ในไทยเช่นกัน ซึ่งอัตราโรคอ้วนที่พุ่งสูงทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยขยับร่างกายมากกว่านี้

เครื่องดื่มหวานฉ่ำและขนมกรุบกรอบ ที่หลายคนมองว่าเป็นการให้รางวัลตัวเองแบบไม่เป็นพิษเป็นภัย กลับถูกขนานนามว่าเป็น “ตัวทำลายล้าง” ทั้งฟันและระบบเผาผลาญ ทันตแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อในไทย ที่เห็นจำนวนเด็กและเยาวชนป่วยเป็นฟันผุและเบาหวานเพิ่มขึ้น ต่างก็เห็นพ้องกับผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกว่า การกินอาหารน้ำตาลสูงเป็นต้นเหตุของทั้งฟันผุและโรคเรื้อรัง (wikipedia.org) คำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ให้ผู้ใหญ่และเด็กกินน้ำตาลไม่เกิน 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน ยังไม่ค่อยมีใครทำตามกันจริงจังนักทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จิตแพทย์และนักการศึกษาในไทยกังวลเป็นพิเศษกับภาวะบ้าความสำเร็จและความเครียดสะสม ซึ่งสอดรับกับงานวิจัยทั่วโลกเรื่องภาวะหมดไฟ (burnout) ในโรงเรียนและที่ทำงานที่แข่งขันกันดุเดือด การโหมทำงานหรือเรียนอย่างไม่ลืมหูลืมตา อาจนำไปสู่ภาวะสติแตก โรควิตกกังวล หรือแม้แต่เจ็บป่วยทางกายได้จริงๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะให้สร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จกับการดูแลตัวเอง โดยนำ “สติ” (mindfulness) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่มีรากฐานจากพุทธศาสนาในบ้านเรา มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

เมื่อมองย้อนไปในอดีต ก็ยิ่งตอกย้ำข้อมูลในปัจจุบัน พิษภัยของบุหรี่เป็นที่รับรู้ในโลกตะวันตกมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1800 (พ.ศ. 2343) และเป็นที่ยอมรับในวงกว้างเมื่อถึงทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503) ส่วนในไทย การรณรงค์ต้านบุหรี่คืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังเจอแรงต้านทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยและคนต่างจังหวัด (wikipedia.org) ขณะเดียวกัน ปัญหาน้ำตาลและการไม่ออกกำลังกาย ที่เคยเป็นความเสี่ยงเล็กๆ ในสังคมเกษตร กลับพุ่งพรวดตามความเจริญของเมือง เศรษฐกิจที่ดีขึ้น และอิทธิพลของอาหารตะวันตก

แนวโน้มในวันข้างหน้า ชี้ให้เห็นทั้งภัยคุกคามและโอกาส คาดกันว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจะคร่าชีวิตคนไทยก่อนวัยอันควรมากขึ้น หากไม่มีนโยบายที่เข้มแข็งพอ อย่างไรก็ดี การรณรงค์สาธารณสุขและความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น การสร้างเลนจักรยานในเมือง การจำกัดโฆษณาอาหารขยะ และการส่งเสริมอาหารไทยดั้งเดิม ก็กำลังค่อยๆ พลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้น ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย แม้จะได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบในภูมิภาค แต่ก็ยังท้าทายกับการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางที่สุดด้วยบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

แล้วคนไทยอย่างเราจะทำอะไรได้บ้างจากข้อมูลเหล่านี้? ข้อสรุปจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขบ้านเรานั้นชัดเจนว่า:

  • อย่าเมินอาการนอนกรน อ่อนเพลียไม่หาย หรือความผิดปกติทางสุขภาพใดๆ ควรไปตรวจคัดกรอง และลองตรวจการนอนหลับหากสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • รอบคอบและหาข้อมูลก่อนซื้อยากินเอง เช็คส่วนผสมซ้ำซ้อนในยาที่ซื้อเองเสมอ (โดยเฉพาะพาราเซตามอล) และปรึกษาหมอหรือเภสัชกรหากไม่แน่ใจ
  • ใส่ใจสุขภาพจิตและช่องปาก ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน ลดหวาน และสร้างสมดุลชีวิตทำงานกับชีวิตส่วนตัวด้วยสติหรือเทคนิคผ่อนคลายอื่นๆ
  • ขยับร่างกายให้มากขึ้น การเดิน ปั่นจักรยาน หรือทำงานบ้านก็นับด้วย ออกกำลังกายระดับปานกลางแค่ 30-60 นาทีเกือบทุกวัน ก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคได้เยอะ
  • บอกต่อคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กๆ ถึงพิษภัยของน้ำหวาน บุหรี่ และเหล้า ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อคนรอบข้างด้วย

ท้ายที่สุด สุขภาพของแต่ละคนก็เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นผลรวมจากการตัดสินใจในชีวิตประจำวันที่มาจากทั้งความรู้ นิสัย และวัฒนธรรม ในวันที่ประเทศไทยยังคงผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ การตื่นตัวและระแวดระวังพฤติกรรม “ตัวร้ายทำลายสุขภาพ” เหล่านี้ จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่อนาคตสุขภาพดีของคนไทยทุกคน

แหล่งข้อมูลน่าสนใจและข้อมูลเพิ่มเติม: