ผลวิจัยและบทวิเคราะห์ชิ้นใหม่ๆ ชี้ชัดว่าลักษณะนิสัยของผู้ปกครองส่งผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จทางการเรียนและพัฒนาการทางอารมณ์ของลูก บทความชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจจากบทความที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางใน The Times of India ที่เจาะลึกพฤติกรรมเด่นของผู้ปกครองซึ่งส่งเสริมให้ลูกมีผลการเรียนเป็นเลิศ ผนวกกับข้อมูลเชิงลึกจากงานศึกษาระดับภูมิภาคและแนวโน้มการเลี้ยงลูกที่เปลี่ยนไปในสังคมไทย บทความนี้จะพาไปสำรวจกลยุทธ์ที่จับต้องได้และโครงการต่างๆ ที่กำลังขับเคลื่อนความสำเร็จของเด็กๆ ทั้งในห้องเรียนไทยและทั่วโลก

ในบริบทครอบครัวไทย ที่การแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยและชิงทุนการศึกษานั้นเข้มข้น และมักเริ่มต้นตั้งแต่เด็กยังเล็ก การสร้างสมดุลระหว่างความคาดหวังที่สูงกับการสนับสนุนลูกอย่างรอบด้านจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คำแนะนำที่พูดกันปากต่อปากอีกแล้ว เพราะมีงานวิจัยอย่างเป็นทางการทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของสภาพแวดล้อมในบ้าน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และการสร้างวินัยเชิงบวก ประเด็นเหล่านี้ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในช่วงหลังการระบาดใหญ่ ที่ทุกฝ่ายพยายามแก้ไขปัญหาสุขภาวะและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในกลุ่มต่างๆ ของสังคม (unicef.org/thailand)

บทความใน The Times of India ชี้ถึงแนวทางสำคัญหลายประการที่ทำให้ผู้ปกครองของเด็กเรียนเก่งแตกต่างออกไป เช่น การปลูกฝังความใฝ่รู้มากกว่ามุ่งเน้นแค่คะแนนสอบจากการท่องจำ การเป็นแบบอย่างที่ดีด้านวินัยในตนเอง การสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูก การจัดมุมอ่านหนังสือหรือทำการบ้านที่เป็นระเบียบ การมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่เข้าไปควบคุมจนลูกอึดอัด และการให้คุณค่ากับความพยายามมากกว่าความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงวางรากฐานสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ยังช่วยให้เด็กรู้จักรับมือกับความท้าทายทางอารมณ์ที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลว ความเครียด หรือแรงกดดันจากสังคม (timesofindia.indiatimes.com)

แม้ข้อค้นพบเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ก็มีผลการศึกษาทั้งระดับนานาชาติและในไทยที่สนับสนุนอย่างหนักแน่น ตัวอย่างเช่น งานวิจัยจากโครงการ “การเลี้ยงดูเด็กเล็กเพื่อสุขภาวะที่ดีตลอดชีวิต” (Parenting for Lifelong Health for Young Children หรือ PLH-YC) ซึ่งดำเนินงานในไทยโดยความร่วมมือระหว่างยูนิเซฟ มูลนิธิสันติวัฒนธรรม และกระทรวงสาธารณสุข ชี้ให้เห็นว่าการเลี้ยงลูกเชิงบวกที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สามารถลดความรุนแรงต่อเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ และยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ระยะยาว ข้อมูลจากมูลนิธิสันติวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า มีครอบครัวไทยกว่า 1,100 ครอบครัวเข้าร่วมโครงการอบรมดังกล่าวตั้งแต่ปี 2561 ถึงต้นปี 2567 และมีแผนจะขยายผลไปยังอีก 840 ครอบครัวใหม่ภายในปีนี้ (spp.cmu.ac.th)

หัวใจสำคัญของโครงการ PLH-YC และโครงการลักษณะเดียวกัน คือชุดค่านิยมที่สอดคล้องกับ 9 แนวทางของ The Times of India ประเด็นหลักคือการเลี่ยงการลงโทษทางร่างกายหรือการใช้อำนาจบีบบังคับ แต่เน้นการสร้างกิจวัตรที่สงบและสม่ำเสมอ การเปิดใจสื่อสารกันสองทางทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัว และการมองความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ความล้มเหลว เป้าหมายคือการสร้างความเข้มแข็งทางใจ (resilience) ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่เพียงช่วยเรื่องผลการเรียน แต่ยังเป็นเกราะป้องกันสุขภาพจิตไปตลอดชีวิต

ข้อมูลล่าสุดจากประเทศไทยยิ่งตอกย้ำแนวคิดเหล่านี้ ผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (MICS) ปี 2562 โดยยูนิเซฟ พบว่าเด็กไทยถึง 57.6% เคยถูกทำโทษด้วยความรุนแรงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ก็ตาม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านที่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จากแนวทางการลงโทษแบบเดิมๆ สู่การเลี้ยงดูเชิงบวก แม้กฎหมายจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นในระดับครอบครัว ผ่านการฝึกอบรมที่เข้าถึงผู้ดูแลเด็ก และการนำปรัชญาใหม่เหล่านี้ไปปรับใช้ในระบบสุขภาพชุมชน ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมักร่วมมือกับสถาบันการศึกษาด้านการพยาบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ ได้ฝึกอบรมทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครทั่วไป เพื่อเผยแพร่แนวทางการเลี้ยงดูเชิงบวกไปทั่วจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (peaceculturefoundation.org)

ภาพรวมจากระดับภูมิภาคยิ่งช่วยเสริมให้เห็นบริบทที่ชัดเจนขึ้น โครงการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Primary Learning Metrics หรือ SEA-PLM) ซึ่งยูนิเซฟและพันธมิตรร่วมกันดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 พบมาโดยตลอดว่าการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในเรื่องการช่วยลูกวางแผนการเรียน การดูแลให้มีกิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ และการอ่านหนังสือด้วยกัน ส่งผลอย่างมากต่อผลการเรียนของเด็ก ไม่ใช่แค่ในไทยแต่รวมถึงทั่วทั้งอาเซียน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเดียวกันนี้ก็เตือนว่า “การเลี้ยงลูกแบบเฮลิคอปเตอร์” หรือการที่พ่อแม่เข้าไปดูแลจ้ำจี้จ้ำไชมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อความสามารถในการควบคุมตนเองและทักษะการแก้ปัญหาของเด็กได้อย่างคาดไม่ถึง (รายงานหลักระดับภูมิภาค SEA-PLM 2019)

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญก็ยืนยันข้อค้นพบเหล่านี้ นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการ PLH-YC ระดับประเทศ ให้ความเห็นว่า “การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองอย่างมีประสิทธิผลคือการสร้างสมดุลระหว่างการวางกรอบกับการให้อิสระ เมื่อพ่อแม่รับฟัง กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และไว้ใจให้ลูกรับผิดชอบตัวเองได้ เด็กๆ ก็จะพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งสำคัญยิ่งกว่าแค่คะแนนสอบ” ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงจากมูลนิธิสันติวัฒนธรรมให้ทัศนะว่า “การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเกื้อกูลนั้นพิสูจน์แล้วว่าช่วยตัดวงจรความรุนแรง ลดปัญหาพฤติกรรม และวางรากฐานทางอารมณ์เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนในโรงเรียน” มุมมองนี้สอดรับกับผลการศึกษานานาชาติที่ชี้ว่า ผู้ปกครองที่มีวินัยในตนเองและเป็นแบบอย่างที่ดีเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจ จะเลี้ยงดูลูกให้มีความสามารถในการควบคุมตนเองและมีแรงจูงใจที่สูงขึ้นตามไปด้วย (spp.cmu.ac.th)

สำหรับคนไทยแล้ว ประเด็นเหล่านี้เชื่อมโยงกับค่านิยมทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกมานาน เช่น การเคารพผู้อาวุโส ความผูกพันในครอบครัว และหลักธรรมทางพุทธศาสนาเรื่องความพอเพียงหรือทางสายกลาง อย่างไรก็ดี เมื่อสังคมเปลี่ยนไปสู่ความทันสมัย ครอบครัวมีขนาดเล็กลง บทบาทของโรงเรียนและโซเชียลมีเดียก็ทวีความสำคัญขึ้น ทำให้พ่อแม่ยิ่งต้องตั้งความคาดหวังต่อลูกอย่างสมเหตุสมผลและเป็นจริงได้ พร้อมทั้งยังคงใส่ใจและเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของลูกอยู่เสมอ

อนาคตของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในประเทศไทยนั้น ขึ้นอยู่กับการรับมือกับความท้าทายเชิงระบบที่ยังค้างคาอยู่ แม้จะมีกรอบกฎหมายที่เข้มแข็งและโครงการนำร่องบ้างแล้ว แต่การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่บูรณาการและไร้ทิศทางที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ ประกอบกับการรับรู้ในวงกว้างที่ยังไม่เพียงพอ ทำให้การขยายผลแนวทางการเลี้ยงดูเชิงบวกเป็นไปอย่างจำกัด นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและโครงสร้างภายในขององค์กรพัฒนาเอกชนเองก็เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานในวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ ปัจจุบัน มีความพยายามที่จะก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ด้วยการจัดตั้งศูนย์เสริมศักยภาพระดับภูมิภาคเพิ่มขึ้น การใช้ประโยชน์จากแคมเปญรณรงค์ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การพิจารณาสิ่งจูงใจทางการเงินสำหรับผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรม

ข้อเสนอแนะเชิงรูปธรรมสำหรับครอบครัวไทยและผู้กำหนดนโยบายในอนาคต มีดังนี้:

  • ให้ความสำคัญกับโครงการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองที่เน้นการสร้างวินัยเชิงบวก ปราศจากความรุนแรง และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ
  • ส่งเสริมให้โรงเรียนเป็นตัวกลางสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองและครูให้มากขึ้น พร้อมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับกิจวัตรการเรียนรู้ที่บ้าน
  • สนับสนุนการนำแนวทางการเลี้ยงลูกที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพและการศึกษาของชาติ
  • ผลักดันให้ภาครัฐเพิ่มงบประมาณเพื่อขยายผลโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูง
  • สำหรับผู้ปกครองทั่วไป ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการสื่อสาร ความใฝ่รู้ และวินัยในตนเองในชีวิตประจำวันของลูก มากกว่าจะมุ่งเน้นเพียงการติวสอบ

ขณะที่ประเทศไทยยังคงต้องปรับตัวอยู่ท่ามกลางความท้าทายระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับแรงกดดันจากโลกยุคใหม่ ข้อค้นพบที่ได้นั้นชัดเจนอย่างยิ่งว่า: แนวทางการเลี้ยงลูกแบบองค์รวม ที่ให้การสนับสนุนและมีความสมดุล เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของเด็กทุกคน ไม่ใช่แค่ในฐานะเด็กที่สอบได้คะแนนดี แต่ในฐานะผู้เรียนรู้ที่มีความเข้มแข็งทางใจและพร้อมเรียนรู้ไปตลอดชีวิต สำหรับพ่อแม่ที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ลองเริ่มง่ายๆ ด้วยการถามลูกว่ามีอะไรที่โรงเรียนทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นหรือกังวลใจบ้าง แสดงความสนใจใคร่รู้ในโลกของพวกเขา และอย่ามุ่งเน้นแค่เรื่องเกรด แต่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของลูกในทุกๆ ด้าน

แหล่งข้อมูล: