แวดวงท่องเที่ยวเอเชียกำลังพลิกโฉมครั้งใหญ่ เมื่อเวียดนามผงาดขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งของภูมิภาคในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 โค่นแชมป์เก่าอย่างไทยและอินโดนีเซีย ข้อมูลล่าสุดจากวงการท่องเที่ยวที่ Hindustan Times เปิดเผย ชี้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 10 ล้านคนแห่เยือนเวียดนามเพียงแค่สามเดือนแรกของปี ตอกย้ำเสน่ห์ที่ร้อนแรงของเวียดนาม และชี้ให้เห็นถึงทิศทางการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเด็นนี้น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เมื่อประเทศไทย ซึ่งครองตำแหน่งศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเอเชียมาอย่างยาวนาน กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ตัวเลขจากไตรมาสแรกสะท้อนชัดว่า ไทยจำเป็นต้องยกเครื่องกลยุทธ์การท่องเที่ยวใหม่ เพื่อรักษาเสน่ห์ดึงดูดใจ ท่ามกลางความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การที่เวียดนามสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้แซงหน้าทั้งไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งล้วนเป็นหมุดหมายสำคัญของนักเดินทางในเอเชียมาตลอดนั้น ส่งสัญญาณถึงยุคใหม่แห่งการแข่งขันและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับภูมิภาค
ยอดนักท่องเที่ยวที่ทะยานขึ้นของเวียดนามเป็นผลพวงจากหลายปัจจัยส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายวีซ่าที่ผ่อนคลายของรัฐบาล แคมเปญการตลาดที่เจาะตรงกลุ่มเป้าหมาย และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังยุคโควิด-19 ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เวียดนามเปิดกว้างและเย้ายวนใจนักท่องเที่ยวทั้งจากในภูมิภาคและแดนไกลยิ่งขึ้น เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างดานัง ฮานอย และโฮจิมินห์ซิตี้ ต่างคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวของมนต์เสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ สีสันยามค่ำคืน แหล่งรวมอาหารเลิศรสที่กำลังมาแรง และความหรูหราในราคาที่เอื้อมถึง ยิ่งไปกว่านั้น ค่าครองชีพที่ไม่สูงนักในเวียดนามยังเอื้อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเที่ยวได้นานขึ้นและสัมผัสประสบการณ์ได้หลากหลายขึ้นด้วยงบประมาณที่จำกัด ซึ่งถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำคัญในยุคที่เศรษฐกิจโลกยังคงผันผวน
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวราว 9.4 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน ตามหลังเวียดนามอยู่เล็กน้อย อ้างอิงข้อมูลทางการจาก Bangkok Post แม้ตัวเลขดังกล่าวยังคงดูดี แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แปรปรวน ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และความจำเป็นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการท่องเที่ยวให้หลากหลายยิ่งขึ้น นอกเหนือจากหมุดหมายเดิมๆ อย่างภูเก็ตและพัทยา ด้านหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของไทยได้ตอบสนองด้วยการเน้นย้ำนโยบาย “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง และส่งเสริมแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคมองว่า การเติบโตของเวียดนามไม่ใช่ภัยคุกคามต่อไทยเสียทีเดียว แต่เป็นโอกาสให้ไทยได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ผู้แทนจากสมาคมด้านธุรกิจการท่องเที่ยวไทยแห่งหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “ความสำเร็จของเวียดนามชี้ให้เห็นว่า นโยบายวีซ่าที่ยืดหยุ่นผนวกกับโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย สามารถดันยอดนักท่องเที่ยวให้พุ่งพรวดได้จริง ไทยเองก็ต้องปรับตัวไม่หยุดนิ่ง โดยหันมาเน้นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นแท้ๆ และโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อเรียกแรงส่งกลับคืนมา” ขณะที่ผู้คร่ำหวอดในวงการมองว่า แม้การเติบโตแบบก้าวกระโดดของเวียดนามส่วนหนึ่งจะสะท้อนถึงความต้องการเดินทางที่อัดอั้นมานานหลังการระบาดใหญ่ แต่การลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งล่าสุดทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการตลาดดิจิทัล ก็ได้ยกระดับภาพลักษณ์ของเวียดนามในระยะยาวไปแล้วอย่างแท้จริง
นักวิเคราะห์ไทยบางรายชี้ว่า ทั้งสองประเทศมีความคล้ายคลึงกันในแง่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ต่างก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเสน่ห์ของแหล่งมรดกโลก ชายหาดเมืองร้อน อาหารสตรีทฟู้ด และประเพณีอันงดงาม กระนั้น ก็ยังมีความแตกต่างที่น่าสนใจอยู่บ้าง เช่น เมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและพื้นที่ชายฝั่งที่ยังไม่เป็นที่รู้จักนักของเวียดนาม กลับมอบความแปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวที่เคยสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของไทยมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเวียดนามยังเดินหน้าโปรโมตกิจกรรม เทศกาล และประสบการณ์ทางวัฒนธรรมอย่างเต็มกำลัง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักเดินทางสายลุยไปจนถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์ ตามรายงานของ Vietnam News Agency
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายสำคัญคือการรักษามาตรฐานการบริการระดับโลก ควบคู่ไปกับการจัดการปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญ ตั้งแต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลด้านการท่องเที่ยว กำลังระดมสมองผลักดันแคมเปญโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เช่น น่าน เชียงราย ตรัง และภาคอีสาน พร้อมทั้งกระตุ้นการกลับมาเยือนซ้ำด้วยเทศกาลวัฒนธรรมร่วมสมัย แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และทางเลือกการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (ข้อมูลจาก TAT Newsroom)
เมื่อมองถึงทิศทางการฟื้นตัว ภาคการท่องเที่ยวไทยตั้งเป้ากลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 ภายในสิ้นปี 2568 โดยอาศัยจุดแข็งด้านเครือข่ายเที่ยวบินที่ครอบคลุมและโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวโลกที่ยังไม่แน่นอนนัก การผงาดขึ้นของคู่แข่งอย่างเวียดนามยิ่งตอกย้ำว่าไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญของไทยได้เสนอแนะแนวทางที่เป็นรูปธรรมหลายประการ เช่น การปรับปรุงขั้นตอนการขอวีซ่าให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น (รวมถึงการพิจารณายกเว้นวีซ่าเพิ่มเติมให้ตลาดท่องเที่ยวสำคัญ) การลงทุนในเครื่องมือดิจิทัลเพื่อยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยว การเพิ่มบริการด้านภาษา และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรองทั่วประเทศ ปัจจุบัน ความสนใจของนักท่องเที่ยวเบนเข็มไปที่การท่องเที่ยวเชิงลึก สัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น และกิจกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นทิศทางที่ไทยมีศักยภาพพร้อมตอบโจทย์ หากยังคงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเป็นหัวใจหลัก
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงควรเปิดใจรับความร่วมมือในระดับภูมิภาค เรียนรู้จากโมเดลนวัตกรรมของเพื่อนบ้าน และแสวงหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในดวงใจของนักเดินทางรุ่นต่อไป แม้ตัวเลขล่าสุดจะสะท้อนการแข่งขันที่สร้างสรรค์ แต่ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า บัลลังก์ผู้นำการท่องเที่ยวแห่งเอเชียยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศ และบทต่อไปของหน้าประวัติศาสตร์นี้จะถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่พร้อมจะนำด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และความเป็นตัวตนที่แท้จริง