นักจิตวิทยาเด็กออกมาเตือนผู้ปกครองและผู้ดูแล โดยกำชับว่าไม่ควรเพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่น่ากังวลของเด็ก โดยมองว่าเป็นแค่ ‘เรื่องเด็ก ๆ’ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยล่าสุดต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สัญญาณเตือนทางพฤติกรรม เช่น อาการเบื่ออาหาร พฤติกรรมก้าวร้าวปุบปับ การแอบใช้อินเทอร์เน็ต หรือพัฒนาการที่ดูถดถอยลง ล้วนอาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางอารมณ์ที่ซ่อนเร้น และจำเป็นต้องได้รับการใส่ใจดูแลอย่างทันท่วงที (NYPost)

ในสังคมไทยที่ครอบครัวจำนวนมากกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข้อควรระวังเหล่านี้ยิ่งทวีความสำคัญ การหลอมรวมค่านิยมการเลี้ยงดูแบบไทยดั้งเดิมเข้ากับอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัล ได้ก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ต้น เพราะหากปล่อยปละละเลย พฤติกรรมดังกล่าวอาจลุกลามบานปลาย ส่งผลกระทบไม่เพียงต่อตัวเด็ก แต่ยังรวมถึงความสงบสุขของครอบครัวและสังคมในวงกว้าง

นักจิตวิทยาคลินิกได้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายที่เด่นชัดหลายประการ ได้แก่ พฤติกรรมก้าวร้าวต่อเนื่อง อาการอาละวาดรุนแรง (tantrums) ความอยากอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ทราบสาเหตุ การกัดเล็บจนติดเป็นนิสัย และการต้องการความเป็นส่วนตัวสูงในการใช้อินเทอร์เน็ต หรือการเลือกใช้โหมด “ไม่ระบุตัวตน” (incognito) ดร. เรจีน มูราเดียน (Dr. Regine Muradian) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา แนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างใกล้ชิด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อพบว่าพัฒนาการของเด็กช้าลง หยุดชะงัก หรือถดถอย ดังที่ ดร. มูราเดียน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Parade เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “ปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ปัญหารุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป”

เช่นเดียวกัน ดร. คาร์ลา ซี. อัลลัน (Dr. Carla C. Allan) จากโรงพยาบาลเด็กฟีนิกซ์ (Phoenix Children’s) ก็เน้นย้ำว่าผู้ดูแลควรแจ้งกุมารแพทย์หากสังเกตเห็นความผิดปกติทางพัฒนาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ความปลอดภัยในโลกดิจิทัลก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล ดร. เบร็ตต์ บิลเลอร์ (Dr. Brett Biller) นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการด้านสุขภาพจิตจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแฮ็กเคนแซ็ก (Hackensack University Medical Center) เตือนว่าการที่เด็กใช้เวลาออนไลน์ตามลำพังโดยไม่มีผู้ดูแล มักเป็นการซ่อนเร้นปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น พร้อมกระตุ้นให้ผู้ปกครองพยายามทำความเข้าใจแรงจูงใจเบื้องลึกของเด็ก แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการจำกัดหรือตั้งกฎเกณฑ์

พฤติกรรมก้าวร้าวและการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมอย่างฉับพลันไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวเสมอไป ดร. เดนิทรี วอห์น (Dr. Denitrea Vaughan) จาก Thriveworks ชี้ว่าความอยากอาหารที่เปลี่ยนไปอาจเป็นสัญญาณของความทุกข์ใจ ความวิตกกังวล หรือแม้กระทั่งภาวะการกินที่ผิดปกติ ในขณะเดียวกัน นักจิตวิทยา ลิตวินอฟ (Litvinov) ให้ความเห็นว่าผู้ปกครองควรสังเกตการใช้คำพูดที่หยาบคายหรือไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนโซเชียลมีเดียหรือในกลุ่มแชท ซึ่งมักพบเห็นการแสดงความคิดเห็นที่ดูหมิ่นความสามารถ เหยียดเชื้อชาติ หรือมีเนื้อหาทางเพศเพิ่มมากขึ้น

ผลการศึกษาชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพจิตของผู้ปกครองและพฤติกรรมของเด็ก จากงานวิจัยปี 2024 ของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต (Ohio State University) พบว่า ภาวะหมดไฟในการเลี้ยงดูบุตร (parental burnout) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นทั่วโลก มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาพฤติกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นในเด็ก หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยอธิบายว่า แรงกดดันจากการเลี้ยงดูบุตรในยุคปัจจุบันมักนำไปสู่การตะคอก การลงโทษที่รุนแรง และการทำให้เด็กรู้สึกอับอาย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้ปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กเลวร้ายลง เบอร์นาเด็ตต์ เมลนิก (Bernadette Melnyk) รองประธานฝ่ายสุขภาพของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต กล่าวว่า “เมื่อพ่อแม่เกิดภาวะหมดไฟ พวกเขามักจะมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และความเครียดสูงขึ้น และลูก ๆ ของพวกเขาก็จะแสดงปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ที่แย่ลงตามไปด้วย”

ในบริบทของวัฒนธรรมไทย ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและความปรองดองในสังคม ปัญหาพฤติกรรมของเด็กจึงอาจถูกมองในเชิงลบและถือเป็นเรื่องน่าอับอาย ทำให้ผู้ปกครองบางส่วนลังเลที่จะขอความช่วยเหลือหรือเปิดเผยปัญหากับคนนอกครอบครัว ทว่า การขยายตัวของสังคมเมืองและอิทธิพลของยุคดิจิทัลกำลังสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นทั้งต่อตัวเด็กและผู้ดูแล แม้โรงเรียนในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่หลายแห่งในไทยได้เริ่มโครงการนำร่องด้านสุขภาพจิตแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำว่าครอบครัวคือด่านแรกที่สำคัญที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยเน้นย้ำว่า การเอาใจใส่ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม การสื่อสารอย่างเปิดอก และทัศนคติที่ไม่ตัดสินผู้อื่น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่แนวคิดเรื่อง “การรักษาหน้า” อาจเป็นอุปสรรคทำให้หลายคนไม่กล้าขอความช่วยเหลือที่จำเป็น (Bangkok Post)

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ปกครองไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรใช้วิธีแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดร. วอห์น แนะนำว่า “ควรให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนนิสัยทีละอย่าง เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกว่าหนักหนาเกินไป” ดร. วอห์น ยังเน้นถึงประสิทธิผลของการเสริมแรงทางบวก เช่น การชมเชยและให้กำลังใจ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ อย่างไรก็ดี สำหรับบางครอบครัว การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น การบำบัดด้วยการพูดคุย (talk therapy) หรือการบำบัดด้วยการเล่น (play therapy) อาจมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหายังคงอยู่ แม้ครอบครัวจะพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม

งานวิจัยทั่วโลกต่างชี้ให้เห็นว่าความกังวลเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ผลการทบทวนวรรณกรรมวิจัยปี 2023 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร “Asian Journal of Psychiatry” พบว่าระดับความวิตกกังวลและปัญหาพฤติกรรมในเด็กมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศอาเซียน ซึ่งรวมถึงประเทศไทย (Asian Journal of Psychiatry) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีทั้งความกดดันทางการเรียนที่สูงขึ้น การใช้โซเชียลมีเดีย และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิม

ในสังคมไทยปัจจุบัน การพูดคุยเรื่องสุขภาพใจเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นและถูกตีตราน้อยลง อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมสุขภาพจิต ก็ได้จัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงบริการช่วยเหลือเฉพาะทางยังคงไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ (กรมสุขภาพจิต ประเทศไทย) ความพยายามในการพัฒนาการฝึกอบรมครู ระบบการให้คำปรึกษาในโรงเรียน และการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองกำลังดำเนินไป แต่ยังคงต้องการความมุ่งมั่นและทรัพยากรสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ผู้ปกครองและผู้ดูแลจึงควรสังเกตสัญญาณต่าง ๆ เหล่านี้อย่างใกล้ชิด:

  • เบื่ออาหารกะทันหัน หรือน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • มีพฤติกรรมก้าวร้าว อาละวาดรุนแรง หรือใช้ความรุนแรงบ่อยครั้ง
  • พัฒนาการดูถดถอยหรือหยุดชะงัก
  • มีท่าทีปิดบังหรือซ่อนเร้นเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตมากผิดปกติ
  • ใช้ภาษาหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในกลุ่มแชทออนไลน์
  • กัดเล็บเป็นประจำ หรือมีพฤติกรรมอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงความวิตกกังวล

แล้วพ่อแม่ชาวไทยจะทำอะไรได้บ้าง? ประการแรก หากพฤติกรรมที่น่ากังวลยังคงดำเนินต่อไปนานกว่า 2-3 สัปดาห์ ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็ก ประการที่สอง สร้างบรรยากาศในบ้านที่เอื้อให้เด็กสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเปิดเผยและรู้สึกปลอดภัย ประการที่สาม เข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตดิจิทัลของลูก ไม่ใช่ในฐานะผู้คอยจับผิด แต่เป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยให้พวกเขาสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ปลอดภัยกว่าในโลกออนไลน์ได้ และสุดท้าย มองหาแหล่งความช่วยเหลือในชุมชน เช่น ครูแนะแนวที่โรงเรียน หรือกลุ่มสนับสนุนต่าง ๆ พร้อมทั้งทบทวนทัศนคติที่ว่าการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเป็นสัญญาณของความอ่อนแอหรือความล้มเหลวของครอบครัว

เมื่อมองไปยังอนาคต ผู้เชี่ยวชาญชี้ถึงความจำเป็นในการผลักดันนโยบายที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในบริการสุขภาพจิตเด็กที่ทุกคนเข้าถึงได้ การรณรงค์ระดับชาติเพื่อลดอคติและการตีตราต่อการดูแลสุขภาพจิต และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและครอบครัว แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศระดับสากลชี้ว่า การให้ความช่วยเหลือด้วยความเข้าอกเข้าใจตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว ในปัจจุบัน การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่เปิดกว้าง และความเต็มใจที่จะขอความช่วยเหลือ ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ครอบครัวไทยสามารถนำมาใช้เพื่อดูแลสุขภาพจิตของเด็กรุ่นใหม่

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือความช่วยเหลือ ผู้ปกครองสามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต หรือปรึกษาผู้ประสานงานด้านสุขภาพจิตของโรงเรียน กิจกรรมอบรมผู้ปกครอง ซึ่งปัจจุบันมีการจัดขึ้นเป็นประจำในโรงเรียนหลายแห่งในเขตเมือง ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ ความท้าทาย และกลยุทธ์ในการส่งเสริมสุขภาพใจที่ดีของครอบครัว

แหล่งข้อมูล: