งานวิจัยชิ้นสำคัญล่าสุดตีแผ่ความจริงว่า คนนับล้านในโลกตะวันตกกำลังเผชิญภาวะไขมันพอกตับชนิดรุนแรงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผลการศึกษานี้ส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤตโรคระบาดที่อาจสั่นคลอนระบบสาธารณสุขโลกในอนาคตอันใกล้ ข้อค้นพบซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลกและถูกนำเสนอโดย เดอะการ์เดียน (The Guardian) ชี้ว่ามีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่กำลังเสี่ยงต่อภาวะตับถูกทำลายอย่างหนักแบบเงียบๆ ซึ่งส่วนใหญ่ป้องกันได้หากรู้ตัวและรักษาทันท่วงที

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา วงการแพทย์หันมาให้ความสำคัญกับภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic fatty liver disease หรือ NAFLD) และภาวะที่หนักหนากว่าอย่างภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ หรือ MASH (Metabolic dysfunction-associated steatohepatitis ซึ่งเดิมเรียกว่า NASH) มากขึ้น แม้ NAFLD มักโยงใยกับโรคอ้วน เบาหวาน และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพ แต่ MASH มีลักษณะเด่นคือการอักเสบและแผลเป็นในตับ ซึ่งอาจลุกลามเป็นตับแข็ง ตับวาย หรือมะเร็งตับ โดยไร้สัญญาณเตือนในระยะแรก งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย ทำให้เสียโอกาสทองในการรักษาและดูแลตับ

ข่าวนี้สะท้อนภาพสำคัญมาถึงคนไทย เพราะบ้านเราเองก็กำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วน เบาหวาน และโรคจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับการเกิดโรคไขมันพอกตับ ภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตก ซึ่งมีคนนับล้านไม่ล่วงรู้ถึงสุขภาพตับของตน อาจซ้ำรอยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากแนวโน้มสุขภาพปัจจุบันยังคงเป็นเช่นนี้ เมื่ออาหารการกินเปลี่ยนไป และวิถีชีวิตเนือยนิ่งมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่คนเมือง ความเสี่ยงต่อ NAFLD และ MASH ก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ผลศึกษาเมื่อปี 2565 โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ประเมินว่าผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ราวร้อยละ 18 อาจมีภาวะ NAFLD แล้ว และตัวเลขนี้ยังคงไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการบริโภคอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มน้ำตาลสูงที่ฮิตติดลมบน (BMJ Open Diabetes Research & Care)

ทีมวิจัยนานาชาติที่เดอะการ์เดียนอ้างถึง ได้ใช้เทคนิคการถ่ายภาพขั้นสูงและการตรวจเลือดเพื่อประเมินข้อมูลประชากรกลุ่มใหญ่ พบว่ากว่าร้อยละ 20 ของผู้ใหญ่ในบางประเทศตะวันตกมีไขมันพอกตับในระดับที่น่ากังวล และหลายคนอาการลุกลามไปสู่ขั้นรุนแรงโดยไม่เคยรู้ตัว การที่โรคไม่แสดงอาการจนกว่าจะถึงระยะท้ายๆ ทำให้ผู้ป่วยอาจมาถึงมือหมอเมื่อตับเสียหายเกินเยียวยา ข้อค้นพบนี้สอดรับกับเสียงเตือนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคตับในกรุงเทพฯ ที่สังเกตเห็นจำนวนผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้น แม้ในกลุ่มที่ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์หนักก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์กับเดอะการ์เดียนให้ทัศนะว่า การตรวจไม่พบและรักษาภาวะ NAFLD และ MASH ตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นช่องโหว่ใหญ่ด้านสาธารณสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคตับในสหราชอาณาจักรท่านหนึ่งระบุว่า “นี่คือวิกฤตเงียบ” พร้อมชี้ว่า ปัจจุบันมีเครื่องมือคัดกรองที่แม่นยำและไม่เจ็บตัวแล้ว แต่กลับไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในการตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนในไทย คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโรคตับชั้นนำก็ออกมาเรียกร้องเช่นกันให้มีการผนวกการประเมินสุขภาพตับที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการตรวจเอนไซม์ตับและการอัลตราซาวนด์ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านระบบเผาผลาญ

แม้ภัยคุกคามจะใหญ่หลวงเพียงใด แต่ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคไขมันพอกตับในหมู่คนทั่วไปยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในหลายพื้นที่ของไทย ภาวะนี้มักถูกเหมารวมว่าเกิดจากการดื่มเหล้าเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วชนิดที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลสำรวจผู้ใหญ่ในเขตเมืองของไทยโดยสถาบันวิจัยสาธารณสุขแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2566 พบว่ากว่าร้อยละ 60 ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้ำหนักเกินหรือเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงโรคตับ ช่องว่างทางความรู้นี้สะท้อนภาพเดียวกับที่พบในโลกตะวันตก ดังที่งานวิจัยล่าสุดชี้ชัด

ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่า โรคตับเป็นสาเหตุการตายอันดับหกของโลก และคาดการณ์ว่าภาระโรคจะยิ่งหนักหนาสาหัส หากวิกฤต NAFLD/MASH ไม่คลี่คลาย ทีมผู้เขียนงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้เตือนว่า ระบบสาธารณสุขปัจจุบัน ทั้งในโลกตะวันตกและประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่พร้อมรับมือจำนวนผู้ป่วยโรคตับระยะลุกลามที่อาจทะยานสูงขึ้นในทศวรรษหน้า สำหรับประเทศไทย ที่การปลูกถ่ายอวัยวะมีจำกัดและค่าใช้จ่ายมหาศาล สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อครอบครัวผู้ป่วยและงบประมาณสาธารณสุข

ในอดีต บ้านเราให้ความสำคัญกับโรคตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบ (โดยเฉพาะชนิดบีและซี) เป็นหลัก แต่การฉีดวัคซีนและยาต้านไวรัสก็ค่อยๆ ลดทอนภัยคุกคามเหล่านี้ลง แต่ปัจจุบัน การระบาดอย่างรวดเร็วของโรคอ้วน แม้ในหมู่เด็กเล็ก ก็ก่อให้เกิด “ภาระซ้ำซ้อน” ขึ้นมา วัฒนธรรมอาหารไทยดั้งเดิมที่อุดมด้วยผัก โปรตีนพอเหมาะ และของหมักดอง กำลังถูกกลืนกินด้วยวัฒนธรรมฟาสต์ฟู้ดแบบตะวันตก เครื่องดื่มน้ำตาลสูง และแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจที่ทำให้อาหารราคาถูกแต่พลังงานสูงกลายเป็นตัวเลือกน่าดึงดูด การเปลี่ยนแปลงนี้ บวกกับการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ส่งผลให้คนไทยมีความเสี่ยงด้านระบบเผาผลาญมากขึ้น ยิ่งเป็นการโหมกระพือให้โรคไขมันพอกตับลุกลาม (องค์การอนามัยโลก: โรคไม่ติดต่อในประเทศไทย)

เมื่อมองไปข้างหน้า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ทั้งในไทยและทั่วโลกต่างเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร่งด่วนทั้งในระดับนโยบายสาธารณสุขและวิถีชีวิตประจำวัน การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเป็นประจำ การรณรงค์ให้ความรู้เรื่องความเสี่ยงจากอาหาร และมาตรการส่งเสริมการกินดีอยู่ดีพร้อมการออกกำลังกาย เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่กำลังขับเคลื่อน นอกจากนี้ ยังมีการหันมาสนใจใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสุขภาพมากขึ้น เช่น แอปพลิเคชันมือถือที่ช่วยให้แต่ละคนติดตามน้ำหนัก อาหารการกิน และสุขภาพตับของตนเองได้ แม้การเข้าถึงและความเท่าเทียมจะยังเป็นโจทย์ใหญ่ในบางพื้นที่ของไทย

สำหรับคนไทย บทเรียนจากโลกตะวันตกนั้นชัดเจน: หากปล่อยปละละเลย โรคไขมันพอกตับสามารถกลายเป็นภัยเงียบที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว กระทบไม่ใช่แค่สุขภาพส่วนบุคคล แต่ยังรวมถึงสุขภาวะของชุมชนโดยรวม วิธีง่ายๆ เช่น การกินอาหารสมดุลตามแบบฉบับอาหารไทยดั้งเดิม (เน้นผัก ปลา ธัญพืชไม่ขัดสี) ลดละอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มน้ำตาลสูง และขยับร่างกายให้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน ก็ช่วยป้องกันโรคนี้ได้มากโข ใครที่น้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องสุขภาพตับ และขอตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม

หน่วยงานสุขภาพสามารถหนุนเสริมการต่อสู้กับภัยเงียบนี้ได้มากขึ้น โดยการผนวกความรู้เรื่องโรคตับเข้ากับแคมเปญสุขภาพต้านโรคอ้วนและเบาหวานที่มีอยู่เดิม สร้างฐานข้อมูลระบาดวิทยาที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับความชุกของโรค และทำงานเพื่อลดการตีตราทางสังคมที่เกี่ยวกับภาวะตับ “ชนิดไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์” ชุมชนสามารถเสริมพลังกันและกันด้วยการแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยสอดส่องดูแลเพื่อนบ้านกลุ่มเสี่ยง และอนุรักษ์วัฒนธรรมอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

สรุปแล้ว งานวิจัยล่าสุดที่เดอะการ์เดียนนำเสนอ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับทั้งโลกตะวันตกและประเทศในเอเชีย ตอกย้ำความเร่งด่วนของการตรวจหาโรคแต่เนิ่นๆ การป้องกัน และการปลุกจิตสำนึกสาธารณะเรื่องโรคไขมันพอกตับ ผู้กำหนดนโยบาย ครอบครัว และชุมชนในไทยล้วนมีบทบาทในการป้องกันวิกฤตนี้ ซึ่งแม้จะเป็นภัยเงียบ แต่ก็ป้องกันได้อย่างสิ้นเชิงหากเริ่มลงมือตั้งแต่วันนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือคำแนะนำ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่ไว้ใจได้ และติดตามข่าวสารล่าสุดจากองค์กรต่างๆ เช่น สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย และกระทรวงสาธารณสุข