กระแจะ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Hesperethusa crenulata) หรือที่คนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรียกขานกันหลากหลายชื่อ ทั้งพญายา ขะแจะ หรือตุมตัง เป็นพืชที่ถูกนำเปลือก ลำต้น และเนื้อไม้มาใช้ในตำรับยาแผนโบราณมาเนิ่นนาน สำหรับบ้านเรา คำว่า “กระแจะ” นั้นผูกพันกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ชวนให้นึกถึงทั้งการรักษาโรค ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปจนถึงเรื่องราวความรักที่เล่าขานกันมารุ่นสู่รุ่น สมุนไพรชนิดนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยทางกาย แต่ยังปรากฏในบทกวีและประเพณีวัฒนธรรมทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน ปัจจุบัน มรดกอันล้ำค่าของกระแจะกำลังถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อนักวิจัยจำนวนมากหันมาให้ความสนใจกับสารพฤกษเคมีอันทรงอานุภาพ และศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อความงาม สุขภาพ และการป้องกันโรค

เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนแล้วที่หมอพื้นบ้านไทยได้นำเนื้อไม้สีซีดจางและมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของต้นกระแจะมาใช้ปรุงยา เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยนานาชนิด ตั้งแต่ปัญหาผิวหนังไปจนถึงอาการไข้ ข้อมูลจากแหล่งตำรับยาสมุนไพรไทยที่น่าเชื่อถือหลายแห่ง เช่น ฐานข้อมูลสมุนไพร NBT หอพรรณไม้สมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ Medthai.com - กระแจะ ชี้ว่าเนื้อไม้และแก่นไม้ของกระแจะมักถูกนำมาใช้ร่วมกับสมุนไพรไทยตัวอื่นๆ ทั้งในตำรับยาแผนโบราณและในรูปแบบยาเดี่ยว ยาเหล่านี้มีทั้งแบบใช้ทาภายนอกและรับประทาน เพื่อหวังผลในการรักษาโรคผิวหนัง ลดการอักเสบ ใช้เป็นเครื่องหอมระงับกลิ่นกาย หรือแม้แต่ปรุงเป็นยาปลุกกำหนัดในตำรับยาของราชสำนักสมัยโบราณ

คนไทยผูกพันกับกระแจะอย่างแนบแน่น เห็นได้จากบันทึกทางวรรณกรรมตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่กล่าวถึง “ลูกหอม” ซึ่งทำจากผงกระแจะ เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประทินโฉมของชาววังทั้งหญิงชาย “แก่นไม้หอม” นี้ มักเป็นส่วนผสมในยาเสน่ห์และเครื่องสำอางสำหรับชาววัง สะท้อนให้เห็นทั้งคุณสมบัติทางความงามและสรรพคุณทางยาของสมุนไพรชนิดนี้ หมอพื้นบ้านในแต่ละภูมิภาคก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น พญายาในจังหวัดราชบุรี ขะแจะในภาคเหนือ และตุมตังในภาคอีสาน โดยแต่ละชื่อก็มีเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง (Medthai.com - กระแจะ) ในตำรับยาโบราณ เนื้อไม้กระแจะเป็นที่นิยมเพราะมีกลิ่นหอม จึงถูกนำมาใช้ทำเครื่องหอมระงับกลิ่นกาย เครื่องหอมในพิธีกรรมทางศาสนา หรือแม้กระทั่งใช้อบร่ำเสื้อผ้าให้หอมสดชื่น

ด้วยความนิยมที่ไม่เคยจางหายนี่เอง นักวิจัยในยุคปัจจุบันจึงเริ่มหันมาเจาะลึกองค์ประกอบทางเคมีของกระแจะอย่างจริงจัง งานทบทวนวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบฉบับสมบูรณ์ ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2564 ในวารสาร Cosmetics (MDPI, 2021) ได้รวบรวมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับกระแจะไว้อย่างน่าสนใจ จากการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่น่าทึ่งหลายชนิดในส่วนต่างๆ ของกระแจะ ไม่ว่าจะเป็นลำต้น เปลือก ใบ และผล สารเหล่านี้รวมถึงกลุ่มโพลีฟีนอล ฟลาโวนอยด์ คูมาริน (โดยเฉพาะมาร์เมซินและซูเบอโรซิน) อัลคาลอยด์ เทอร์พีน และสเตียรอยด์

แล้วชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ที่ฟังดูซับซ้อนเหล่านี้ มีความหมายอย่างไรกับคนทั่วไปที่กำลังมองหาสมุนไพรทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลกันล่ะ? อธิบายง่ายๆ ก็คือ สารเหล่านี้หลายชนิดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม สามารถต่อกรกับอนุมูลอิสระตัวร้ายที่คอยทำลายเซลล์ ช่วยชะลอวัย และอาจมีส่วนช่วยป้องกันโรคเรื้อรังบางชนิดได้ด้วย ตัวอย่างเช่น สารกลุ่มคูมาริน ไม่ได้มีดีแค่กลิ่นหอมหวาน แต่ยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และปกป้องผิวจากแสงแดด ส่วนสารมาร์เมซิน ซึ่งเป็นคูมารินอีกชนิดที่พบในเปลือกไม้ ก็มีผลการศึกษาชี้ว่าสามารถดูดซับรังสียูวีเอได้หลากหลายช่วงคลื่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์กันแดดจากธรรมชาติ (MDPI, 2021)

มีงานวิจัยในห้องปฏิบัติการไม่น้อย โดยเฉพาะงานวิจัยที่ใช้สารสกัดจากเปลือกต้นกระแจะ ได้ศึกษาคุณสมบัติในการปกป้องสุขภาพ เมื่อนำสารสกัดจากกระแจะไปทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธีมาตรฐาน เช่น DPPH และการวัดปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมด พบว่าสารสกัด โดยเฉพาะที่สกัดด้วยเอทานอลและเมทานอล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยและผู้ร่วมงานจากต่างประเทศหลายท่านได้รายงานตรงกันว่า ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของกระแจะมักจะเทียบเคียงได้ หรือในบางกรณีอาจสูงกว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักกันดีอย่างวิตามินซีและอีเสียด้วยซ้ำ (Wangthong et al., 2010; MDPI, 2021)

แต่คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะนักวิจัยยังค้นพบฤทธิ์ต้านการอักเสบที่สำคัญของกระแจะ โดยเฉพาะจากสารสกัดเปลือกไม้ เมื่อทดสอบกับเซลล์ภูมิคุ้มกันในจานเพาะเลี้ยง พบว่าสารสกัดกระแจะที่ใช้ตัวทำละลายหลายชนิดสามารถลดกระบวนการส่งสัญญาณการอักเสบได้ โดยสารสกัดบางชนิดมีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดีกว่ายาต้านการอักเสบมาตรฐาน ในปริมาณที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ (MDPI, 2021) การที่ยาต้านการอักเสบเป็นที่นิยมใช้ในการแพทย์พื้นบ้านไทยเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ การระคายเคืองผิวหนัง และอาการปวดข้อมาอย่างยาวนานนั้น ยิ่งเป็นการตอกย้ำความน่าเชื่อถือของภูมิปัญญาดั้งเดิมด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

แน่นอนว่าเรื่องความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัยสมุนไพรในยุคนี้ แม้จะพบความเป็นพิษต่อเซลล์อยู่บ้างในสารสกัดที่ได้จากตัวทำละลายอินทรีย์บางชนิดเมื่อใช้ในความเข้มข้นสูง แต่ผงเปลือกไม้ดั้งเดิมและตำรับที่ใช้น้ำเป็นตัวสกัด ซึ่งคล้ายกับการใช้แบบโบราณ แสดงความเป็นพิษน้อยมากในการศึกษาในเซลล์เพาะเลี้ยง ที่สำคัญคือ ไม่พบความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรม (genotoxicity) หรือโอกาสที่จะทำลายดีเอ็นเอ ในการทดสอบมาตรฐานในห้องปฏิบัติการ (Wangthong et al., 2010) หลักฐานเบื้องต้นด้านความปลอดภัยนี้สอดคล้องกับประวัติการใช้กระแจะอย่างปลอดภัยมายาวนาน ทั้งในการแพทย์พื้นบ้านและในราชสำนัก อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อควรระวังอยู่บ้างว่าการใช้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือในรูปแบบที่ไม่เจือจาง อาจยังคงมีความเสี่ยงอยู่

อีกด้านที่กระแจะโดดเด่น และสอดคล้องทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ ก็คือเรื่องสุขภาพผิว ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ซึ่งเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า “ทานาคา” (Thanaka) ผงเปลือกไม้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเครื่องสำอางคู่ใจที่ใช้ปกป้องผิวจากแสงแดดและเสริมความงามมากว่า 2,000 ปี งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ต่อยอดชื่อเสียงนี้ โดยนอกจากคุณสมบัติในการดูดซับรังสียูวีที่ได้รับการยืนยันแล้ว สารสกัดจากกระแจะยังมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียอย่างอ่อนต่อเชื้อที่เป็นสาเหตุของปัญหาผิวหนัง เช่น Propionibacterium acnes (เชื้อสิว) และ Staphylococcus aureus ซึ่งสนับสนุนการใช้แบบพื้นบ้านในการรักษาสิวและการติดเชื้อที่ผิวหนัง (MDPI, 2021) ปัจจุบัน ผู้ผลิตเครื่องสำอางในประเทศไทย พม่า และมาเลเซีย ได้นำสารสกัดมาตรฐานของกระแจะมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่แป้งทาหน้า สครับ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ไปจนถึงสบู่ โดยชูคุณประโยชน์หลากหลาย ตั้งแต่การชะลอวัย เพิ่มความกระจ่างใสให้ผิว ไปจนถึงการควบคุมความมันและลดผดผื่นคัน

การแพทย์พื้นบ้านไทยแต่เดิมมีการใช้กระแจะมากกว่าแค่เรื่องความสวยความงามหรือการใช้ทาภายนอกทั่วไป ตำรับยาโบราณบางตำรับมีการใช้กระแจะแบบรับประทาน เช่น เป็นส่วนผสมในยาแก้ไข้ บำรุงระบบย่อยอาหาร หรือเป็นยาบำรุงกำลัง (ฐานข้อมูลสมุนไพร NBT; Medthai.com - กระแจะ) อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับการใช้ภายในร่างกายแล้ว ยังคงมีค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับข้อมูลจำนวนมากที่สนับสนุนการใช้ทาภายนอก

วัฒนธรรม ตำนาน และพิธีกรรมก็มีส่วนหล่อหลอมให้ผู้คนรู้สึกผูกพันกับพืชมหัศจรรย์ชนิดนี้เช่นกัน ในแถบภาคกลางของประเทศไทย กระแจะมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับความรักและเสน่ห์มาอย่างยาวนาน มักถูกนำไปใช้ในเครื่องหอมของราชสำนัก พิธีแต่งงาน และพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือเพื่อเสริมสร้างความสุขในชีวิตคู่ ในบริบทที่กว้างขึ้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พืชในกลุ่มเดียวกันอย่าง “ทานาคา” ก็ทำหน้าที่เป็นทั้งสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และเป็นยารักษาโรคที่ใช้กันจริงในชีวิตประจำวัน โดยมีหลักฐานปรากฏแม้ในบทกวีและภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่สะท้อนบทบาทอันสำคัญนี้ (MDPI, 2021)

แล้วอนาคตของกระแจะในแวดวงสุขภาพของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป? แนวโน้มปัจจุบันชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเวชสำอางและเภสัชกรรมแบบยั่งยืน การผลักดันไปสู่วิธีการสกัดแบบ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” (green extraction) เช่น การใช้ตัวทำละลายที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและโลกอย่างกลีเซอรอล แทนสารเคมีที่รุนแรง กำลังทำให้สารสกัดจากพืชมีความปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายและผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน นักวิจัยยังคงเดินหน้าศึกษาเพิ่มเติม เพื่อแยกโมเลกุลจำเพาะที่ให้คุณประโยชน์เหล่านี้ และทำความเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ให้ชัดเจน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (MDPI, 2021)

สำหรับคนทั่วไปและผู้ที่สนใจเรื่องสุขภาพ มีข้อแนะนำง่ายๆ สองประการ ประการแรก การใช้กระแจะแบบดั้งเดิมเพื่อบำรุงผิว ปกป้องแสงแดด และดูแลสุขภาพผิวภายนอกนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน ดังนั้น การเลือกใช้สารสกัดมาตรฐานที่มีการควบคุมคุณภาพ หรือผลิตภัณฑ์ทาภายนอกที่น่าเชื่อถือ ก็อาจให้ประโยชน์ได้จริง ประการที่สอง ควรใช้ความระมัดระวังและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่ไว้ใจได้ทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจรับประทานหรือใช้ยาสมุนไพรแผนโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบที่มีความเข้มข้นสูงหรือเป็นส่วนผสมในตำรับยาที่ซับซ้อน แม้ว่างานวิจัยจะยืนยันว่าการใช้ทาภายนอกส่วนใหญ่มีความเป็นพิษต่ำ แต่ก็ไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้เรื่องอาการแพ้ส่วนบุคคล หรือปฏิกิริยาระหว่างยาได้ทั้งหมด

โดยสรุป กระแจะ (Hesperethusa crenulata) เป็นมากกว่ามรดกตกทอดจากการแพทย์พื้นบ้าน แต่เป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาการรักษาแบบไทยสามารถมาบรรจบและผสมผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัวและเกิดประโยชน์ จากการใช้ในราชสำนักสู่หมอพื้นบ้าน และปัจจุบันสู่ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และเคาน์เตอร์ผลิตภัณฑ์ความงาม ต้นไม้มหัศจรรย์ชนิดนี้ยังคงมอบแรงบันดาลใจและความหวัง ทั้งในฐานะยารักษาโรค ส่วนหนึ่งของพิธีกรรม และเป็นขุมทรัพย์องค์ความรู้ใหม่ๆ ที่รอคอยการค้นพบและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

แหล่งข้อมูล: