งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาบุคลิกภาพและสังคมค้นพบว่า คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อใจคนที่เติบโตมาจากครอบครัวรายได้น้อย มากกว่าคนที่มาจากครอบครัวร่ำรวย ข้อค้นพบนี้ได้มาจากการทดลองหลายครั้งกับอาสาสมัครเกือบ 2,000 คน ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่หยั่งรากลึกในใจหลายคนว่า ความลำบากในวัยเด็กหล่อหลอมให้คนมีคุณธรรมและน่าไว้ใจ ประเด็นนี้น่าสนใจไม่น้อย ทั้งในระดับสากลและสำหรับสังคมไทยเราเอง (Neuroscience News)
สำหรับคนไทยเราแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจถือเป็นหัวใจสำคัญทั้งในชีวิตส่วนตัวและในโลกการทำงาน งานวิจัยชิ้นนี้จึงน่าสนใจสำหรับคนไทย เพราะมันชี้ให้เห็นว่ามุมมองที่เรามีต่อพื้นเพทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะชีวิตในวัยเด็กของใครสักคน อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกคบค้าสมาคมกับใคร ไปจนถึงการเลือกคู่ค้าทางธุรกิจ ในสังคมที่สถานภาพทางสังคมและชาติตระกูลมักส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ การเข้าใจถึงที่มาที่ไปของความไว้วางใจจึงอาจช่วยให้เรามีปฏิสัมพันธ์กันอย่างจริงใจและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
ทีมวิจัย ซึ่งนำโดยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ได้ศึกษาว่าภูมิหลังทางชนชั้นของคนเรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีผลต่อความน่าเชื่อถือในสายตาคนอื่นอย่างไร ในการทดลองสำคัญส่วนหนึ่ง อาสาสมัครถูกขอให้เล่น “เกมทดสอบความไว้ใจ” กับโปรไฟล์ของบุคคลที่ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นคนจริงๆ ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นข้อมูลที่ทีมวิจัยสร้างขึ้น โดยโปรไฟล์เหล่านี้มีรายละเอียดแตกต่างกันไป บางคนถูกบรรยายว่าเติบโตมาอย่างธรรมดา เช่น เรียนโรงเรียนรัฐ หรือต้องทำงานพิเศษหาเงินเอง ส่วนโปรไฟล์อื่นๆ สะท้อนชีวิตที่สุขสบายกว่า เช่น เรียนโรงเรียนเอกชน มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ
เมื่อถูกขอให้ “ฝาก” สลากลุ้นรางวัลไว้กับโปรไฟล์เหล่านี้ โดยมีเงื่อนไขว่าสลากนั้นจะถูกส่งคืนเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในภายหลัง อาสาสมัครส่วนใหญ่มอบสลากให้กับโปรไฟล์ของคนที่เติบโตมาอย่างยากลำบากมากกว่า ที่น่าสนใจคือ แม้คนเราจะพร้อมจะไว้ใจคนที่กำลังลำบากในปัจจุบัน แต่กลับเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่ามีเพียงคนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ติดดินเท่านั้นที่จะตอบแทนความไว้วางใจนั้น หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “ความไว้วางใจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสัมพันธ์ที่ดี หากปราศจากมัน ชีวิตคู่อาจพังทลาย ที่ทำงานอาจระส่ำระสาย และสังคมอาจแตกแยกมากขึ้น… งานวิจัยของเราชี้ว่าคนเราแยกแยะชัดเจนระหว่างชีวิตวัยเด็กกับสถานะปัจจุบันของคนคนหนึ่ง” (ข่าวประชาสัมพันธ์จาก APA)
อาสาสมัครส่วนใหญ่ให้คะแนนว่าคนที่มาจากครอบครัวธรรมดาทั่วไปนั้นดูมีศีลธรรมและน่าไว้ใจกว่า นักวิจัยได้จำแนกความไว้วางใจออกเป็น “ความไว้วางใจเชิงพฤติกรรม” (วัดจากสิ่งที่อาสาสมัครเต็มใจจะให้) และ “การคาดหวังความน่าเชื่อถือ” (ความเชื่อว่าความไว้วางใจนั้นจะได้รับการตอบสนอง) แม้ว่าทั้งสองปัจจัยนี้จะเทไปทางผู้ที่มีวัยเด็กติดดินมากกว่า แต่สถานะทางการเงินในปัจจุบันกลับส่งผลต่อพฤติกรรมการให้เท่านั้น ไม่ได้กระทบถึงความเชื่อในความน่าเชื่อถือ
ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประการคือ งานวิจัยนี้ยังเผยให้เห็นบทบาทที่ซับซ้อนของความเห็นอกเห็นใจ อาสาสมัครมองว่าคนที่ลำบากในปัจจุบันอาจมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่า แต่กลับไม่ได้คาดหวังว่าคนกลุ่มนี้จะมีศีลธรรมหรือพร้อมจะตอบแทนน้ำใจได้เท่ากับคนที่เติบโตมาจากครอบครัวรายได้น้อย หัวหน้าทีมวิจัยอธิบายว่า นี่บ่งชี้ว่าคนเรามีกลยุทธ์ในการให้ความไว้วางใจ: “ถ้าคุณเกิดมารวยตลอดชีวิต คุณอาจจะอยากเล่าเรื่องพื้นเพตัวเองให้น้อยลง แล้วเน้นไปที่ปัจจุบัน แต่ถ้าคุณดิ้นรนทางการเงินมาตลอด การชี้ให้เห็นว่าคุณโตมาจากครอบครัวธรรมดาๆ อาจเป็นประโยชน์กับคุณมากกว่า”
สำหรับประเทศไทย ที่ซึ่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงสูง และความผูกพันในครอบครัวยังเหนียวแน่น ผลการวิจัยนี้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจต่อพลวัตทางสังคมในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่ปฏิสัมพันธ์ในชุมชนเล็กๆ ไปจนถึงแวดวงธุรกิจ วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความอ่อนน้อมถ่อมตน (ความเป็นกันเอง ไม่ถือตัว) และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การที่เรามักจะไว้ใจคนที่สู้ชีวิตมา อาจสะท้อนค่านิยมบางอย่างที่หยั่งรากลึกในสังคม รวมถึงอุปนิสัยของคนไทยที่มักจะชื่นชมคนที่ดูเรียบง่าย เข้าถึงง่าย และเป็นกันเองกับผู้คนทั่วไป
ขณะเดียวกัน งานวิจัยนี้ก็จุดประกายคำถามสำคัญว่า การตัดสินใจให้ความไว้วางใจใครสักคนจากภูมิหลังของเขานั้นสมเหตุสมผลแค่ไหน แม้คนจากครอบครัวธรรมดาจะถูกมองว่ามีศีลธรรมสูงกว่า แต่การศึกษานี้ไม่ได้ฟันธงว่า ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาเป็นคนที่น่าเชื่อถือกว่าจริงๆ หรือไม่ หัวหน้าทีมวิจัยเน้นย้ำว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อทำความเข้าใจว่าเมื่อใดที่ความไว้วางใจอาจถูกมอบให้ผิดคน หรือเมื่อใดที่เราอาจพลาดโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยุติธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อกัน
เมื่อมองไปข้างหน้า ผลการวิจัยนี้อาจส่งผลต่อวิธีที่คนไทยและผู้คนทั่วโลกนำเสนอตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นตอนสัมภาษณ์งาน บนโลกโซเชียล หรือในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ในสังคมที่ภาพลักษณ์ภายนอกและความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ การเน้นย้ำถึงภูมิหลังที่เคยลำบากหรือการต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรค อาจกลายเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างความไว้วางใจ
สำหรับผู้อ่านชาวไทย งานวิจัยนี้มีข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้หลายอย่าง อย่างแรกคือ ลองสำรวจตัวเองว่าเราตัดสินคนอื่นจากภูมิหลังของเขาหรือไม่ และพยายามแยกแยะระหว่างภาพที่เราเห็นกับความเป็นจริง ไม่ว่าจะในที่ทำงานหรือในชุมชน ลองให้ความไว้วางใจโดยดูจากสิ่งที่พิสูจน์ได้และการมีปฏิสัมพันธ์กันจริงๆ มากกว่าจะมาจากอคติเรื่องชนชั้นหรือการเลี้ยงดู ส่วนใครที่มาจากครอบครัวมีอันจะกิน อาจลองคิดดูว่าการเปิดเผยตัวตนอย่างจริงใจและการอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น จะช่วยสร้างความไว้วางใจที่แท้จริงกับคนรอบข้างได้อย่างไร ในขณะที่สังคมไทยเรามีความหลากหลายและเป็นสังคมเมืองมากขึ้น การเปิดใจยอมรับนิยามของความไว้วางใจและศีลธรรมที่กว้างและครอบคลุมยิ่งขึ้น จะช่วยลดช่องว่างทางสังคมลงได้
ผู้ที่สนใจอ่านเพิ่มเติม สามารถศึกษาค้นคว้าได้จากงานวิจัยต้นฉบับเรื่อง “Trust and Trust Funds: How Others Childhood and Current Social Class Context Influence Trust Behavior and Expectations” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาบุคลิกภาพและสังคม (บทคัดย่อ) และข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องจาก APA