ผลวิจัยระดับนานาชาติชิ้นล่าสุด เผยข่าวดีว่า การออกกำลังกายทุกรูปแบบ แม้จะแค่เล็กน้อย ไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ก็ยังส่งผลดีต่อสุขภาพผู้สูงวัยอย่างเห็นได้ชัด นับเป็นการท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่มักแนะนำให้ออกกำลังกายตามเป้าเท่านั้น สำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ข้อมูลนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะแค่เปลี่ยนจากการนั่งเฉยๆ มาขยับเขยื้อนร่างกายบ้าง ก็ช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพหนักๆ ได้แล้ว
รายงานจาก News-Medical.net เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา เผยว่า งานวิจัยชิ้นนี้ นำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยเออเรบรู (Örebro University) ประเทศสวีเดน ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้สูงวัย 871 ราย อายุระหว่าง 65-79 ปี จาก 4 ประเทศยุโรป ได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ และสหราชอาณาจักร กลุ่มตัวอย่างถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ออกกำลังกายระดับปานกลาง-หนัก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2.5 ชั่วโมงตามเกณฑ์มาตรฐาน และกลุ่มที่ออกกำลังกายน้อยกว่านั้น จุดเด่นของงานวิจัยนี้ คือการใช้อุปกรณ์ติดตามการเคลื่อนไหวแบบสวมใส่ (wearable activity tracker) แทนการสอบถามข้อมูลจากผู้เข้าร่วมโดยตรง ทำให้ได้ข้อมูลการเคลื่อนไหวที่แม่นยำและเป็นจริง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญเมื่อเทียบกับงานวิจัยก่อนๆ ที่มักอาศัยความจำหรือการประมาณการของผู้ให้ข้อมูล
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมทุกคนยังต้องบันทึกรายละเอียดอาหารที่รับประทานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และได้รับการประเมินพฤติกรรมการบริโภคตามมาตรฐาน ทีมวิจัยยังได้วัดรอบเอวและเก็บตัวอย่างเลือด เพื่อตรวจหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarker) 5 ชนิด ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาการเมตาบอลิก ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่ประกอบด้วยความผิดปกติหลายอย่าง เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง และภาวะดื้ออินซูลิน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวานและโรคหัวใจ
ผลการศึกษาที่น่าสนใจพบว่า ผู้ที่ใช้เวลานั่งน้อยกว่าวันละ 8.3 ชั่วโมง แม้จะไม่ได้ออกกำลังกายตามเกณฑ์มาตรฐาน ก็ยังมีความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการเมตาบอลิกต่ำกว่าอย่างชัดเจน พูดง่ายๆ ก็คือ แค่ขยับตัวทำกิจกรรมเบาๆ ตลอดวัน เช่น เดินในบ้าน ทำสวน หรือทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็มีส่วนช่วยป้องกันโรคได้อย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยเออเรบรู ผู้ทำการวิจัย ให้ความเห็นว่า “เราพบว่า แม้ในกลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกายตามเกณฑ์ที่แนะนำ การนั่งน้อยลงก็ยังสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีขึ้น นั่นแปลว่าการออกกำลังกายเบาๆ ก็ยังส่งผลดีต่อสุขภาพ” ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มที่ออกกำลังกายมากที่สุดและนั่งน้อยที่สุด มีค่าตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่ดีที่สุดในบรรดาผู้เข้าร่วมทั้งหมด
งานวิจัยชิ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2548 และกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด” (super-aged society) อย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 ประชากรไทย 1 ใน 5 จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมเนือยนิ่ง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ถือเป็นภาระหนักด้านสาธารณสุขในกลุ่มผู้สูงอายุไทย
ตามวิถีชีวิตดั้งเดิม ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยมักมีกิจกรรมให้ทำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยงานวัด ทำสวนเล็กๆ น้อยๆ หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน ทว่า ความเป็นเมืองและสิ่งอำนวยความสะดวกยุคใหม่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเหล่านี้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ที่การใช้ลิฟต์ แอปเรียกรถ หรือความบันเทิงออนไลน์ ทำให้ผู้คนใช้เวลานั่งนิ่งๆ มากขึ้น ผลการศึกษาชิ้นนี้จึงยิ่งมีความหมายต่อครอบครัวและผู้ดูแลชาวไทย เพราะการสนับสนุนให้ผู้สูงวัยลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเบาๆ เพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างคุ้มค่า
ในมิติของระบบสาธารณสุข การป้องกันหรือชะลอการเกิดกลุ่มอาการเมตาบอลิกจะช่วยลดภาระการรักษาพยาบาล ลดการใช้ยาที่มีราคาสูงในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในยุคที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูงและเงินออมภาคครัวเรือนลดน้อยลง บุคลากรด้านสาธารณสุขของไทย เช่น นักวิจัยอาวุโสจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ย้ำถึงความสำคัญของการนำผลวิจัยระดับโลกเช่นนี้มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย โดยระบุว่า “การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทางกาย ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายหนักๆ หรือต้องเสียเงินเข้าฟิตเนสราคาแพงเสมอไป แค่การขยับเขยื้อนร่างกายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน หรือกิจกรรมที่คุ้นเคยแบบไทยๆ ก็ส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้สูงวัยได้อย่างมากแล้ว”
ในอนาคต เทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่เพื่อติดตามการเคลื่อนไหว ที่คาดว่าจะมีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น อาจเป็นเครื่องมือสำคัญให้หน่วยงานสาธารณสุขไทยใช้ติดตามและส่งเสริมพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายที่ดีในกลุ่มผู้สูงอายุ การรณรงค์ของภาครัฐอาจหันมาให้ความสำคัญกับ “ทุกนาทีที่มีการเคลื่อนไหว” ไม่ใช่แค่ “ชั่วโมงการออกกำลังกาย” พร้อมทั้งส่งเสริมกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและยังคงเป็นที่นิยม เช่น การเต้นแอโรบิกยามเช้าตามสวนสาธารณะ
ในอนาคต เราอาจได้เห็น “การออกแบบเพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหว” (active design) ในโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุในไทยมากขึ้น เช่น การจัดให้มีทางเดินสะดวก สวนส่วนกลาง และที่นั่งพักผ่อนที่กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหว หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์กรที่รับผิดชอบการพัฒนาเมืองใหม่ ก็มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดนี้เป็นแนวทางในการทบทวนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ
สำหรับครอบครัวไทย ข้อความจากงานวิจัยนี้ชัดเจนและนำไปปรับใช้ได้ไม่ยาก หากมีผู้สูงอายุในบ้าน ลองชวนให้ท่านลุกขึ้นยืนหรือเดินเล่นสัก 2-3 นาที วันละหลายๆ ครั้ง แม้งานบ้านเล็กน้อย เช่น กวาดบ้าน ทำความสะอาดเบาๆ หรือช่วยดูแลหลาน ก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดี การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุในบ้านลุกออกจากโซฟามาทำกิจกรรมที่ปลอดภัยและเพลิดเพลิน จะช่วยลดความเสี่ยงกลุ่มอาการเมตาบอลิก และส่งเสริมให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว
คงต้องติดตามกันต่อไปว่าหน่วยงานสาธารณสุขทั้งในไทยและต่างประเทศจะนำผลวิจัยนี้ไปปรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติและการรณรงค์ในระดับชุมชนอย่างไร แต่ในระหว่างนี้ สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้คือ ทุกก้าวย่าง ทุกการยืดเส้นยืดสาย ล้วนมีความหมายต่อสุขภาพ แม้จะเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม