จากผลการศึกษาวิจัยระดับนานาชาติที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมุมมองล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ช่วยตีแผ่ความเชื่อผิดๆ ที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับสุขภาพอุ้งเชิงกราน ประเด็นนี้จุดประกายคำถามสำคัญให้สังคมไทยได้ขบคิด ทั้งเรื่องการป้องกัน การรักษา ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม ในยุคที่ปัญหาอุ้งเชิงกรานถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงกว้างขึ้น ทั้งในแวดวงการแพทย์และสุขภาพทั่วไป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และคนไทยทั่วไปต้องหันมาทบทวนความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า ปัญหาอุ้งเชิงกรานเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ป้องกันไม่ได้ หรือเป็นแค่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้น รวมถึงตั้งคำถามว่าท่าบริหารกล้ามเนื้อ ‘เคเกล’ ที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหาจริงหรือ
แม้ว่าอุ้งเชิงกรานจะเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพที่ดี แต่กลับเป็นเรื่องที่มักถูกมองข้ามและไม่ค่อยถูกหยิบยกมาพูดคุยกันอย่างเปิดอก แม้กระทั่งตอนไปพบแพทย์ อุ้งเชิงกรานคือ “กลุ่มกล้ามเนื้อลักษณะคล้าย ‘ตะกร้า’ ที่อยู่บริเวณฐานของอุ้งเชิงกราน” ทำหน้าที่พยุงอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และมดลูก (ในผู้หญิง) หรือต่อมลูกหมาก (ในผู้ชาย) นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านอุ้งเชิงกรานรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า “เราไม่เคยได้รับการสอนเรื่องนี้อย่างจริงจัง… เราแทบไม่ได้รับความรู้เลยว่ากล้ามเนื้อส่วนนี้ทำงานอย่างไร และภาวะปกติเป็นแบบไหน” (The Guardian) ทว่าปัญหาที่เกิดกับกล้ามเนื้อส่วนนี้กลับส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นภาวะปัสสาวะเล็ด สมรรถภาพทางเพศที่ถดถอย อาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง และปัญหาอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน
การขาดความตระหนักรู้ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยความเชื่อผิดๆ ที่ยังฝังรากลึก โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าปัญหาอุ้งเชิงกรานเป็นเรื่องเฉพาะของผู้หญิง แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงอย่างการตั้งครรภ์ การคลอดบุตร และภาวะวัยหมดประจำเดือน จะส่งผลต่อผู้หญิงในสัดส่วนที่มากกว่า แต่ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมได้ชี้แจงว่า “ทุกคนมีอุ้งเชิงกราน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือเด็ก” ผู้ชายเองก็สามารถประสบปัญหาเหล่านี้ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปวดอุ้งเชิงกราน หรือแม้แต่ภาวะไส้ตรงปลิ้นจากการเบ่งถ่ายเป็นเวลานาน (The Guardian) ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะในไทยซึ่งมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง ก็ให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลให้อัตราผู้ที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่อยู่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.))
อีกหนึ่งความเชื่อที่สร้างปัญหาไม่แพ้กันคือ ความคิดที่ว่าปัญหาอุ้งเชิงกรานเป็นแค่เรื่องของความเสื่อมตามวัยที่ต้องทำใจยอมรับ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ได้ให้ทัศนะว่า “หลายๆ อาการที่เกิดขึ้นกับอุ้งเชิงกรานนั้นพบได้บ่อยก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ… อยากกระตุ้นให้ผู้ป่วยลองนึกถึงคุณภาพชีวิตของตนเอง และสิ่งที่เราสามารถทำได้ เพราะมันมีทางเลือกในการรักษาอยู่” (The Guardian) ในบริบทของไทยเอง ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยที่ผู้หญิงสูงวัยมักมองว่าอาการปัสสาวะเล็ดเป็นเรื่อง ‘ธรรมดา’ ของวัย ทำให้เกิดวัฒนธรรมการ ‘ทนเอา’ อย่างเงียบๆ ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่ขอความช่วยเหลือสำหรับอาการที่บั่นทอนชีวิตประจำวันของตนเอง (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.))
แม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ แต่มุมมองทางการแพทย์ทั้งในระดับสากลและในไทยจะเห็นตรงกันว่าปัญหาอุ้งเชิงกรานเป็นเรื่องที่ควรได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่าเสียดายที่แพทย์ในไทยจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่ได้ซักถามอาการเกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานอย่างจริงจังระหว่างการตรวจสุขภาพประจำปี ทำให้ผู้ป่วยต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากถึงปัญหาด้วยตัวเอง หรือต้องดั้นด้นไปหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อาทิ แผนกศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเข้ารับบริการกายภาพบำบัด (โรงพยาบาลศิริราช) ความท้าทายยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อการรับรู้เกี่ยวกับสาขานรีเวชวิทยาทางเดินปัสสาวะและอุ้งเชิงกราน ซึ่งเป็นสาขาเฉพาะทางที่ดูแลปัญหาเหล่านี้โดยตรง ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ ทั้งในกลุ่มประชาชนทั่วไปและแม้แต่ในแวดวงบุคลากรทางการแพทย์บางส่วน
สำหรับคนที่พอจะเคยได้ยินเรื่องการบริหารอุ้งเชิงกรานมาบ้าง คำว่า “เคเกล” (Kegels) คงเป็นชื่อที่คุ้นหูเป็นอย่างดี เพราะถูกพูดถึงและแนะนำกันอย่างแพร่หลายโดยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ในโลกออนไลน์ รวมถึงแบรนด์สุขภาพของเซเลบริตี้หลายราย แต่คำถามคือ ท่าบริหารเคเกลนี้ใช้ได้ผลกับทุกคนจริงหรือ? คำตอบสั้นๆ คือ ไม่เสมอไป ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยเคเกลอาจช่วยผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีอาการปัสสาวะเล็ดเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังคลอดบุตร อย่างไรก็ดี ปัญหาอุ้งเชิงกรานในผู้ป่วยบางรายไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อที่อ่อนแอ แต่กลับเกิดจากกล้ามเนื้อที่ตึงหรือเกร็งมากเกินไปต่างหาก การฝึกเคเกลแบบเหมารวมในกรณีเช่นนี้ อาจยิ่งทำให้อาการเลวร้ายลงได้ “ตามหลักการแล้ว การดูแลควรเป็นแบบเฉพาะบุคคลและอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ” ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพอุ้งเชิงกรานแห่งหนึ่งเน้นย้ำ (The Guardian) สำหรับผู้ที่มีอาการปวดอุ้งเชิงกรานหรือมีภาวะกล้ามเนื้อตึงเกร็งเกินไป การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามคำแนะนำ การยืดเหยียดอย่างถูกวิธี หรือการทำกายภาพบำบัดเฉพาะทาง อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำเคเกลเพียงอย่างเดียว (PubMed)
ที่สำคัญ ความเชื่อที่ว่าการรักษาปัญหาอุ้งเชิงกรานมี “วันหมดอายุ” หรือทำได้เฉพาะช่วงวัยใดวัยหนึ่งนั้น เป็นความคิดที่ล้าสมัยไปแล้ว อาการบาดเจ็บของอุ้งเชิงกรานสามารถแสดงอาการหรือทรุดลงได้แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีหลังจากการคลอดบุตรหรือเผชิญปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ “ไม่ว่าจะอายุเท่าไร คุณก็สามารถเริ่มดูแลเรื่องนี้และเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้” นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญคนเดิมยืนยัน (The Guardian) ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของนโยบาย “สูงวัยอย่างมีพลัง (Active Aging)” ของไทย ซึ่งเป็นกรอบนโยบายระดับชาติที่มุ่งส่งเสริมการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีและป้องกันภาวะทุพพลภาพในกลุ่มผู้สูงอายุ (กระทรวงสาธารณสุข)
ในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม สุขภาพอุ้งเชิงกรานยังคงเป็นเรื่องที่ถูกตีตราในสังคมไทยไม่น้อย พร้อมกับข้อห้ามและความเข้าใจผิดที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ตัวอย่างเช่น การดูแลตนเองหลังคลอดมักผูกโยงกับความเชื่อดั้งเดิมเรื่อง ‘การอยู่ไฟ’ และ ‘ลมในร่างกาย’ ซึ่งอาจทำให้ผู้หญิงบางรายลังเลที่จะเข้ารับการบำบัดอุ้งเชิงกรานด้วยวิธีการแพทย์สมัยใหม่ แม้จะมีบริการเหล่านี้รองรับก็ตาม (Journal of Health Research) การที่ประเด็นนี้ไม่ค่อยถูกหยิบยกมาพูดคุยในระบบการศึกษาและในครอบครัว ก็ยิ่งทำให้ปัญหาซุกซ่อนอยู่ใต้พรม เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยเพิ่งจะรู้จักคำว่า ‘อุ้งเชิงกราน’ ก็ต่อเมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติรุนแรงแล้ว
นักวิจัยด้านสาธารณสุขในไทยเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการให้ความรู้เรื่องนี้ ทั้งในหลักสูตรการเรียนการสอนของบุคลากรทางการแพทย์ และในหมู่ประชาชนทั่วไป (มหาวิทยาลัยมหิดล) การรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสุขภาพอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมาย เช่น ครู สตรีตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ สามารถช่วยลดความทุกข์ทรมานจากปัญหาที่ป้องกันได้ อีกทั้งยังช่วยลดภาระของประเทศจากภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัญหาสมรรถภาพทางเพศที่เกี่ยวข้องกับวัยได้อีกทางหนึ่ง ปัจจุบัน โรงพยาบาลหลายแห่งในไทยเริ่มมีการฝึกอบรมนักบำบัดเฉพาะทางและจัดสรรทรัพยากรไปยังศูนย์สุขภาพชุมชนมากขึ้น แต่ก็ยังถือเป็นก้าวแรกที่ต้องพัฒนาต่อไปอีกมาก (สมาคมนรีเวชทางเดินปัสสาวะและอุ้งเชิงกรานไทย)
เมื่อมองไปข้างหน้า บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะให้มีการพัฒนาระบบการคัดกรองและการดูแลแบบบูรณาการสหสาขาวิชาชีพ โดยเน้นการวินิจฉัยและให้การดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะและอุ้งเชิงกรานให้ครอบคลุมทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดและเมืองใหญ่ทั่วประเทศ การผนวกการประเมินสุขภาพอุ้งเชิงกรานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำวันสำหรับทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีประวัติการบาดเจ็บจากการคลอดบุตร ผู้ที่มีภาวะเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก หรือผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง จะช่วยให้สามารถตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่อาการจะลุกลามรุนแรง
ประชาชนที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดการตีตราเรื่องสุขภาพอุ้งเชิงกราน การเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างอาการที่ ‘เป็นปกติ’ กับอาการที่ ‘ไม่ควรปล่อยผ่าน’ และการตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อรับการดูแลอย่างทันท่วงที จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าปัญหาความผิดปกติของอุ้งเชิงกรานจะได้รับการดูแลอย่างรอบด้านทั้งร่างกายและจิตใจ
สำหรับคนไทยที่ต้องการดูแลสุขภาพอุ้งเชิงกรานของตนเองให้ดีขึ้น มีคำแนะนำเบื้องต้นดังนี้:
- ปรึกษาแพทย์ประจำตัวเกี่ยวกับอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับอุ้งเชิงกราน โดยไม่ต้องรอให้แพทย์เป็นฝ่ายถาม
- หลีกเลี่ยงการเริ่มบริหารท่าเคเกลด้วยตนเอง จนกว่าจะได้รับการประเมินและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังอยู่แล้ว
- ช่วยกันบอกต่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพอุ้งเชิงกรานในครอบครัวและคนรอบข้าง
- สนับสนุนโครงการต่างๆ ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการบำบัดอุ้งเชิงกรานและการคัดกรองโดยผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น
เมื่อความเข้าใจในเรื่องนี้กระจ่างชัดขึ้น และเรื่องที่เคยเป็น ‘ของต้องห้าม’ ถูกนำมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย สุขภาพอุ้งเชิงกรานก็จะไม่ใช่ภาระที่ต้องซุกซ่อนไว้อีกต่อไป ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง การดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และความมุ่งมั่นที่จะทลายความเชื่อผิดๆ เดิมๆ คนไทยทุกเพศทุกวัยก็จะสามารถทวงคืนความมั่นใจ ความคล่องตัวในการใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีกลับคืนมาได้