หลายครั้งที่วันๆ หนึ่งผ่านไปพร้อมกับความรู้สึกท้อแท้ใจ เคยสงสัยไหมว่าทำไมการทำตามเป้าหมายส่วนตัวถึงได้ยากเย็นนัก ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ การใช้เวลาดีๆ กับครอบครัว หรือการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ดูเหมือนเราต้องต่อสู้กับทั้งเวลาและนิสัยเดิมๆ อยู่ร่ำไป ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ ซึ่งนำเสนอโดยศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากห้องปฏิบัติการประสาทวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ชี้ว่าคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่พลังใจของเราเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีที่สมองของเราประเมิน “คุณค่า” ของทุกทางเลือกในแต่ละวัน แนวคิดของศาสตราจารย์ท่านนี้ ซึ่งสรุปไว้ในหนังสือเล่มใหม่และเพิ่งได้รับการแนะนำโดย Next Big Idea Club กำลังเปลี่ยนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและคนทั่วไปเกี่ยวกับการตัดสินใจและการเติบโตส่วนบุคคล (nextbigideaclub.com)
ในสังคมไทยที่ความเป็นเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว การต้องรับมือกับหลายบทบาทพร้อมกัน ทั้งเรื่องครอบครัว การงาน และการดูแลตัวเอง อาจเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับใครหลายคน ความสำคัญของการจัดการเป้าหมายหลากหลายด้านพร้อมกันนั้นเป็นสิ่งที่คนไทยเข้าใจเป็นอย่างดี สะท้อนจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากวิถีชีวิตที่พบมากขึ้นในหมู่คนไทย ซึ่งต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างจารีตประเพณี อาชีพการงาน และความคาดหวังของสังคม (WHO Thailand) งานวิจัยของศาสตราจารย์ท่านนี้นำเสนอเครื่องมือที่นำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้เราจัดการกับความท้าทายในชีวิตประจำวันเหล่านี้ได้ โดยอาศัยความเข้าใจจากการค้นพบใหม่ๆ เกี่ยวกับกลไกการทำงานของ “ระบบคุณค่า” ในสมอง
นักประสาทวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีเครือข่ายในสมองที่เรียกว่า “ระบบคุณค่า” (value system) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดลำดับความสำคัญของทางเลือกต่างๆ และชี้นำการตัดสินใจของเราอยู่ตลอดเวลา โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว การตัดสินใจแต่ละครั้งเริ่มต้นจากตัวเลือกที่สมองนำมาพิจารณา จากนั้นสมองจะกำหนด “มูลค่า” ที่ยืดหยุ่นได้ให้กับแต่ละตัวเลือก โดยอิงจากความทรงจำ บริบทในขณะนั้น และเป้าหมายในอนาคต ตัวอย่างเช่น พนักงานออฟฟิศคนไทยที่เหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน เมื่อต้องเลือกระหว่างการออกกำลังกายกับการตอบอีเมล สมองอาจให้น้ำหนักกับการตอบอีเมลมากกว่าโดยไม่รู้ตัว เพราะคำนึงถึงความเหนื่อยล้า ปริมาณงานที่ต้องทำ และรางวัลที่คาดว่าจะได้รับ (เช่น คำชมจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน) กลไกเดียวกันนี้ยังทำงานในทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารโรงเรียนที่กำลังตัดสินใจว่าจะนำหลักสูตรใหม่มาใช้หรือไม่ หรือคนกรุงเทพฯ ที่กำลังลังเลว่าจะขึ้นรถไฟฟ้า BTS หรือเรียกใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์
งานวิจัยของศาสตราจารย์ท่านนี้เน้นย้ำว่าการตัดสินใจของเรามีส่วนสำคัญในการตอกย้ำความเป็นตัวตนของเรา หากคุณมองว่าตัวเองเป็นคนขยัน คุณก็มีแนวโน้มที่จะเลือกทำในสิ่งที่ส่งเสริมภาพลักษณ์นั้น แม้จะต้องแลกกับการละเลยเป้าหมายอื่นๆ ก็ตาม ในวัฒนธรรมไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่อง “หน้าตา” หน้าที่ต่อครอบครัว และความปรองดองในสังคม รูปแบบการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยความเป็นตัวตนเช่นนี้ยิ่งถูกเสริมด้วยบรรทัดฐานและความคาดหวังของสังคม สิ่งนี้อาจเป็นทั้งพลังที่ช่วยผลักดันและเป็นข้อจำกัดในเวลาเดียวกัน เพราะแม้จะช่วยให้เรามุ่งมั่นทำสิ่งต่างๆ แต่ก็อาจปิดกั้นโอกาสใหม่ๆ ได้เช่นกัน ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ผลกระทบจากการครอบครอง” (endowment effect) คือ เรามักจะยึดติดกับนิสัยและความคิดเกี่ยวกับตัวเองที่เรา “เป็นเจ้าของ” จนบางครั้งก็ปกป้องมันอย่างเต็มที่
“เป็นเรื่องยากมากที่จะหลุดพ้นจากกรอบการตัดสินใจเดิมๆ เพื่อเลือกทำสิ่งใหม่ แม้ว่าเราจะอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงๆ ก็ตาม” ศาสตราจารย์ผู้เขียนหนังสือกล่าวไว้ ศาสตราจารย์ท่านนี้ยืนยันว่าประสาทวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่แค่การพยายามให้มากขึ้น แต่คือการทำความเข้าใจ และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนว่าสมองให้คุณค่ากับทางเลือกใดและอย่างไร
อีกปัจจัยสำคัญคือความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือสิ่งที่เราคิดไปเอง ล้วนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเรา “ระบบความสัมพันธ์ทางสังคม” (social relevance system) ในสมองจะประเมินความคิดเห็นที่เราคาดว่าจะได้รับจากเพื่อน ครอบครัว และคนรอบข้าง ในสังคมไทยที่ความคิดเห็นของส่วนรวมมักมีอิทธิพลสูง ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม การมีหน้ามีตาในสังคม และการทำให้พ่อแม่ภูมิใจ มักจะสำคัญกว่าความต้องการส่วนตัว คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในต่างแดนก็มักรู้สึกขัดแย้งกับกระแสสังคมเหล่านี้ ขณะที่นักเรียนมัธยมและนักศึกษามหาวิทยาลัยก็มักให้ความสำคัญกับความต้องการของพ่อแม่ในการเลือกอาชีพและเส้นทางชีวิต (อ้างอิงจาก “ผลสำรวจค่านิยมเยาวชนไทย” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2565)
ศาสตราจารย์ท่านนี้ให้ความเห็นว่าพลวัตทางสังคมเหล่านี้อาจผลักดันให้เราเติบโต แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเพิ่มความวิตกกังวล หรือทำให้เรายึดติดกับสิ่งที่คุ้นเคย แม้ว่าจะมีหลักฐานชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นประโยชน์มากกว่าก็ตาม ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์ท่านนี้เตือนว่า “ระบบความสัมพันธ์ทางสังคม” นี้มักทำงานโดยอาศัยสมมติฐานที่ไม่สมบูรณ์หรือคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นต้องการจากเราจริงๆ ซึ่งคนไทยหลายคนอาจนึกถึงประสบการณ์ที่พลาดโอกาสใช้เวลากับญาติผู้ใหญ่ ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ หรือเรียกร้องสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังเป็นที่ยอมรับชี้ว่า เราสามารถปรับเปลี่ยนระบบคุณค่าและระบบสังคมเหล่านี้ได้ แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่แค่ความปรารถนาเท่านั้น เช่น การทำให้เป้าหมายระยะยาวให้ความรู้สึกคุ้มค่าในปัจจุบัน การปรับเปลี่ยนมุมมองต่อตัวตน และการเปิดรับอิทธิพลใหม่ๆ ที่หลากหลายเข้ามาในเครือข่ายสังคมของเรา (รวมถึงสิ่งที่เราอ่านหรือฟัง) ประสาทวิทยาศาสตร์กล่าวว่าเราสามารถทำลายวงจรของนิสัยเดิมๆ ที่ต้องเสียสละและปฏิเสธตัวเองได้ ตัวอย่างจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย นักวิจัยท่านหนึ่งปรับเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการใช้เวลาคุณภาพกับคุณย่า โดยมองว่าการปั่นจักรยานไปบ้านคุณย่าเป็นการผสมผสานการออกกำลังกาย เวลาส่วนตัว และการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายไว้ในกิจกรรมเดียว ครอบครัวไทยอาจคุ้นเคยกับแนวคิดนี้ คล้ายกับการ “ทำบุญสองต่อ” ซึ่งเป็นค่านิยมที่พบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมไทย
ศาสตราจารย์ผู้เขียนหนังสือชี้ให้เห็นถึงผลกระทบในระยะยาวว่า การตัดสินใจส่วนบุคคลจะค่อยๆ ก่อร่างสร้างวัฒนธรรมของส่วนรวมขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป คนไทยที่แบ่งปันเรื่องราวการสร้างสมดุลระหว่างครอบครัว การดูแลตัวเอง และหน้าที่การงานอย่างจริงจัง สามารถช่วยปรับเปลี่ยนความคาดหวังของสังคมได้ และส่งเสริมบรรทัดฐานที่ดีต่อสุขภาพและปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ความท้าทายด้านสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น และยุคดิจิทัลกำลังเปลี่ยนโฉมการทำงานและการพักผ่อน แนวคิดเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความพยายามของประเทศไทยในการส่งเสริมสุขภาวะ ความเข้มแข็งทางใจ และนวัตกรรม (Department of Mental Health, Thailand)
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการนำข้อค้นพบเหล่านี้ไปปรับใช้ มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่น่าสนใจดังนี้:
- หมั่นทบทวนการตัดสินใจของตัวเอง: สละเวลาในแต่ละสัปดาห์เพื่อสังเกตแบบแผนการตัดสินใจที่มักเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
- ปรับมุมมองเรื่องผลตอบแทนปัจจุบัน: จับคู่กิจกรรมที่ส่งผลดีในระยะยาว (เช่น การออกกำลังกาย) กับสิ่งที่ให้ความสุขทันที (เช่น การฟังเพลง หรือการพูดคุยกับเพื่อน)
- เปิดใจรับมุมมองใหม่ๆ: ติดตามบุคคลหรือรายการพอดแคสต์ใหม่ๆ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อเพิ่มความหลากหลายของข้อมูลจาก “ระบบความสัมพันธ์ทางสังคม” ที่มีผลต่อการตัดสินใจของคุณ
- แบ่งปันการปรับเปลี่ยนค่านิยมของคุณ: เล่าเรื่องราวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น หรือการใช้เวลากับครอบครัว ให้เพื่อน เพื่อนร่วมงาน และคนอื่นๆ ในโซเชียลมีเดียฟัง เพื่อส่งอิทธิพลต่อการประเมินคุณค่าของพวกเขา
- ใจดีกับตัวเอง: ทำความเข้าใจว่าการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล แต่เป็นผลจากความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างตัวตนและบริบททางสังคม ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้เมื่อเวลาผ่านไป
แม้ว่าประสาทวิทยาศาสตร์ของการตัดสินใจจะยังเป็นศาสตร์ที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่กลยุทธ์ที่อิงจากหลักฐานเหล่านี้ช่วยให้คนไทยสามารถกำหนดชีวิตประจำวันของตนเอง และขยายผลไปสู่สังคม เพื่อสร้างความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ในขณะที่ประเทศไทยมองหาแนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต การปรับใช้บทเรียนเหล่านี้ทั้งในระดับบุคคลและชุมชน จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา และความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม
แหล่งข้อมูลประกอบด้วยบทความจาก Next Big Idea Club ที่สรุปเนื้อหาจากหนังสือของศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากห้องปฏิบัติการประสาทวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (nextbigideaclub.com) รวมถึงข้อมูลภูมิหลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO ประเทศไทย) (WHO Thailand) และรายงานจากหน่วยงานภาครัฐของไทย (กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (Department of Mental Health, Thailand), สำนักงานสถิติแห่งชาติ)