วงการแพทย์ฮือฮา! นักวิทย์ฯ ค้นพบยีน PHGDH ไม่ใช่แค่เอี่ยว แต่เป็น ‘ต้นเหตุ’ โดยตรงของโรคอัลไซเมอร์ งานวิจัยชิ้นนี้อาจพลิกโฉมการวินิจฉัยและรักษาโรคสุดโหดชนิดนี้ไปเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่นั้น ทีมวิจัยยังเจอ ‘หน้าที่ลับ’ ของยีนนี้ แถมยังค้นพบสารต้นแบบยาตัวเด็ด ที่อาจช่วยป้องกันหรือเบรกโรคตั้งแต่ระยะแรกๆ นับเป็นข่าวดีสุดๆ โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

สถานการณ์อัลไซเมอร์น่าเป็นห่วงไม่น้อย เพราะเป็นโรคสมองเสื่อมที่เจอบ่อยสุดทั่วโลก กระทบผู้สูงอายุ 1 ใน 9 คนที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ยิ่งในไทยเราที่คนแก่เพิ่มขึ้นพรวดๆ เรื่องความจำเสื่อมตามวัยเลยกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งด้านสาธารณสุขและสังคม (scitechdaily.com) ถึงแม้จะรู้กันว่าการกลายพันธุ์ของยีนบางตัว (ที่เจอน้อยมาก) ทำให้เป็นอัลไซเมอร์ได้ แต่คนไข้ส่วนใหญ่กลับเป็นโรคนี้แบบไม่รู้สาเหตุ งานวิจัยล่าสุดนี้มาช่วยไขความกระจ่างตรงจุดนี้แหละ ไม่ใช่แค่ให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังจุดประกายความหวังให้ครอบครัวและระบบสาธารณสุขที่ต้องแบกรับภาระดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม

งานวิจัยชิ้นโบแดงนี้ เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารดังอย่าง Cell เมื่อ 23 เมษายน 2568 เป็นผลงานของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ที่ใช้ทั้ง AI และห้องแล็บสุดล้ำตามแกะรอยการเกิดโรคอัลไซเมอร์ จนไปป๊ะเข้ากับยีน PHGDH ที่แสดงออกสูงปรี๊ด ไม่ใช่แค่เป็นตัวชี้วัดในเลือด แต่เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดโรคในสมองโดยตรงเลยทีเดียว (วารสาร Cell) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวภาพจากคณะวิศวกรรมศาสตร์เจคอบส์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยอาวุโสของโครงการนี้ ให้ทัศนะว่า “น่าเสียดายที่ตอนนี้เรามีวิธีรักษาอัลไซเมอร์น้อยมาก แล้วยาที่มีอยู่ก็ยังไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร” คำพูดนี้ยิ่งเน้นให้เห็นว่างานวิจัยนี้มันสำคัญและเร่งด่วนแค่ไหน

ทีเด็ดที่ทำให้งานวิจัยนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็คือวิธีการที่ใช้ ทีมวิจัยไม่ได้ทำแบบเดิมๆ แต่ใช้ AI สร้างโมเดล 3 มิติของโปรตีน PHGDH แบบละเอียดสุดๆ ทำให้เห็นเลยว่า PHGDH ไม่ได้เป็นแค่เอนไซม์ที่ช่วยสร้างซีรีน (กรดอะมิโนและสารสื่อประสาท) อย่างเดียว แต่มันยังมีโครงสร้างเล็กๆ ที่ “แอบทำงานอีกอย่าง” คล้ายๆ กับส่วนที่จับดีเอ็นเอในโปรตีนควบคุมยีน (transcription factors) ที่คอยสั่งเปิด-ปิดยีนต่างๆ ในเซลล์ บทบาทลับๆ ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนนี้แหละ ที่ดูเหมือนจะไปป่วนการทำงานของยีนปกติในเซลล์สมอง จนเกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่นำไปสู่ระยะเริ่มต้นของอัลไซเมอร์

ทีมวิจัยลองทดสอบสิ่งที่ค้นพบทั้งในหนูทดลองและออร์แกนอยด์สมองคน (กลุ่มเซลล์สมองจิ๋วที่เลี้ยงในห้องแล็บ) ก็เห็นชัดว่าพอระดับ PHGDH สูงขึ้น โรคก็หนักขึ้น แต่ถ้าระดับต่ำลง การลุกลามของโรคก็น้อยลง นั่นแปลว่า PHGDH ไม่ใช่แค่ “เกี่ยวแบบอ้อมๆ” แต่เป็น “ตัวการใหญ่” ที่ทำให้เกิดอัลไซเมอร์ชนิดที่จู่ๆ ก็เป็นขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ การค้นพบนี้จะเขย่าวงการวิจัยและการรักษาโรคนี้ในอนาคตอย่างแน่นอน

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น! ที่เด็ดกว่าคือ นักวิจัยยังไปเจอสารประกอบ NCT-503 ที่สามารถเข้าไปขัดขวาง “งานลับ” ของ PHGDH ได้แบบตรงจุด โดยไม่ไปยุ่งกับหน้าที่หลักในการเป็นเอนไซม์ของมันเลย สาร NCT-503 นี้น่าสนใจมาก เพราะมันซึมเข้าสมองได้ (ผ่านด่านที่เรียกว่า blood-brain barrier หรือปราการเลือด-สมอง) แถมยังไม่ไปกวนการสร้างซีรีนอีกด้วย ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยมากนัก พอลองให้หนูทดลองที่ป่วยใช้ NCT-503 ก็พบว่าความจำดีขึ้น อาการวิตกกังวลลดลงเห็นๆ ซึ่งอาการพวกนี้แหละที่ทรมานทั้งคนไข้และครอบครัวสุดๆ (scitechdaily.com)

ยาอัลไซเมอร์ที่เราใช้ๆ กันอยู่ ส่วนใหญ่มักจะไปจัดการกับพลากแอมีลอยด์ (amyloid plaques) หรือคราบโปรตีนเหนียวๆ ที่ยิ่งเป็นโรคมากก็ยิ่งสะสมเยอะ แต่หลายทีการรักษาก็อาจจะเริ่มช้าไปจนช่วยอะไรไม่ได้มาก (ข้อมูลโรคอัลไซเมอร์จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา) แต่กลไกที่เกี่ยวกับ PHGDH เนี่ย ดูเหมือนจะเกิดขึ้น “ตั้งแต่เนิ่นๆ” ของการเป็นโรคเลย ถ้าเราเข้าไปจัดการตรงนี้ได้ ก็อาจจะช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดพลากตั้งแต่แรกๆ เท่ากับเป็นการ “ซื้อเวลา” สำคัญ ในตอนที่สมองคนไข้ยังทำงานได้ดีอยู่

ถึงผลในสัตว์ทดลองกับออร์แกนอยด์จะดูดีมีแวว แต่คนทำวิจัยก็ยอมรับตรงๆ ว่ายังมีข้อจำกัดอยู่ ตอนนี้ยังไม่มีโมเดลสัตว์ทดลองที่เป๊ะๆ สำหรับอัลไซเมอร์ชนิดที่เกิดขึ้นเอง และยังต้องพัฒนาต่ออีกเยอะ รวมถึงต้องทดลองในคนจริงๆ ก่อนที่วิธีรักษาใหม่ๆ จะเอามาใช้ได้จริง แต่ยังไงซะ การที่เรารู้ว่า PHGDH มีสองหน้า คือเป็นทั้งเอนไซม์ที่เห็นๆ กันอยู่ กับเป็นตัวควบคุมยีนที่ซ่อนไว้ ก็เหมือนเป็นการเปิดประตูไปสู่ยาโมเลกุลเล็กกลุ่มใหม่ ที่วันข้างหน้าอาจจะเป็นยาแบบกินได้เลย ซึ่งถ้าทำได้จริงก็จะถือว่าก้าวหน้าไปไกลกว่ายาปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ต้องให้ทางเส้นเลือด แถมต้องเสียเวลาไปโรงพยาบาลอีก

สำหรับประเทศไทย การค้นพบนี้มีความหมายมากๆ เพราะเรากำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในไม่ช้า ปัญหาเรื่องสมองเสื่อมและความจำจึงเป็นเรื่องด่วนจี๋ กระทรวงสาธารณสุขของไทยก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าคนจะเป็นโรคสมองเสื่อมกันเยอะขึ้นอีกมากในอีกหลายสิบปีข้างหน้า (กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย) เรื่องนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตทางการแพทย์ แต่เป็นวิกฤตสังคมด้วย เพราะทั้งครอบครัวและระบบสาธารณสุขจะต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ การตรวจเจอโรคแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะถ้าตรวจจากเลือดหาสัญญาณอย่างยีน PHGDH ได้ ก็จะช่วยให้กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงการรักษาใหม่ๆ ที่กำลังพัฒนาได้ทันท่วงที ในตอนที่ยายังออกฤทธิ์ได้ดี แถมถ้ายาแบบกินอย่างที่พัฒนามาจาก NCT-503 เกิดมีขึ้นมาจริงๆ ก็จะกระจายยาได้ทั่วถึงและประหยัดกว่าเดิมเยอะ แม้แต่คนที่อยู่ไกลโรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็เข้าถึงได้

เรื่องความจำเสื่อมกับโรคสมองเสื่อมถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสังคมไทย มันกระทบทั้งศักดิ์ศรีความเป็นคนและความสัมพันธ์ในครอบครัว แถมยังไปสอดคล้องกับคำสอนทางพุทธศาสนาเรื่องความไม่เที่ยงของร่างกายและจิตใจ (อนิจจัง) อีกด้วย แต่พอนวัตกรรมทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้น โอกาสที่จะดูแลสมองให้ฟิตปั๋งไปจนแก่ ก็เป็นเหมือนแสงแห่งความหวังให้ผู้สูงอายุไทยยังได้ทำกิจกรรมกับครอบครัวและสังคมอย่างเต็มที่ เรื่องนี้ยิ่งสำคัญกับผู้สูงอายุในต่างจังหวัด ที่ปกติก็เป็นที่เคารพนับถือในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ แต่พอเป็นโรคสมองเสื่อมก็อาจจะถูกทอดทิ้งได้ง่ายๆ

มองไปข้างหน้า งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นอนาคตที่เราอาจตรวจเจอและรักษาอัลไซเมอร์ตั้งแต่ระยะแรกๆ ได้ดีขึ้น ทำให้คนไข้ยังคงใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้และมีศักดิ์ศรีต่อไป ถ้าการทดลองในคนยืนยันว่ายาที่จัดการกับ PHGDH ปลอดภัยและได้ผลจริง ประเทศอย่างไทยก็ควรเตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อม ตั้งแต่โรงพยาบาลชุมชนไปจนถึงศูนย์การแพทย์ใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อนำเครื่องมือตรวจวินิจฉัยและวิธีรักษาใหม่ๆ เหล่านี้มาใช้ คนวางนโยบาย หมอ พยาบาล และนักการศึกษา ต้องจับมือกันรณรงค์เรื่องสุขภาพสมอง สนับสนุนให้ผู้สูงอายุตรวจสุขภาพเป็นประจำ และช่วยครอบครัวรับมือกับการดูแลผู้ป่วย

สำหรับคนไทยและครอบครัวที่กังวลเรื่องความจำเสื่อม สิ่งที่ดีที่สุดคือคอยติดตามข่าวความคืบหน้างานวิจัยอัลไซเมอร์ใหม่ๆ พาสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุไปปรึกษาหมอเป็นประจำ และคอยดูว่าจะมีวิธีตรวจหรือรักษาแบบใหม่ๆ ออกมาเมื่อไหร่ หลังจากการค้นพบเหล่านี้ถูกพัฒนาจากห้องแล็บไปสู่การใช้งานจริง การสนับสนุนงานวิจัยโรคสมองเสื่อมในบ้านเราและโครงการดีๆ ด้านสาธารณสุข รวมถึงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันในครอบครัว ก็สำคัญไม่แพ้ยาตัวใหม่ๆ เลย

เอกสารอ้างอิง: