เมื่อชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นทาสีอยู่ในตระกูลเจ้านาย ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้โปรยดอกสาละรอบอาสนะ และได้น้อมนำพวงมาลัยดอกสาละอันร้อยกรองอย่างดี ถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือของตน

มัญชิฏฐกวิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๔. มัญชิฏฐกวรรค

หมวดว่าด้วยวิมานแก้วผลึกสีแดง

๑. มัญชิฏฐกวิมาน

ว่าด้วยวิมานแก้วผลึกสีแดงที่เกิดขึ้นแก่หญิงผู้ถวายดอกสาละ

             (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า)

             [๖๘๙] เทพธิดา เธอรื่นรมย์อยู่ด้วยดนตรีเครื่องห้า ที่เทพบุตรและเทพธิดาประโคมอยู่อย่างไพเราะ ในวิมานแก้วผลึกแดงซึ่งมีพื้นดารดาษด้วยทรายทอง

             [๖๙๐] เมื่อเธอลงจากวิมานแก้วซึ่งบุญกรรมเนรมิตไว้แล้วนั้น เข้าไปสู่ป่าไม้สาละซึ่งผลิดอกบานสะพรั่งทุกฤดูกาล

             [๖๙๑] ยืนที่โคนต้นสาละใดๆ ก็ตาม ต้นสาละนั้นๆ ซึ่งเป็นต้นไม้อุดมสมบูรณ์ ก็น้อมกิ่งโปรยดอกลงมา

             [๖๙๒] ป่าไม้สาละเป็นที่อาศัยของเหล่าสกุณชาติ ต้องลมรำเพยพัดไหวไปมา มีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจต้นอุโลก

             [๖๙๓] เธอสูดดมกลิ่นที่หอมหวนนั้น ทั้งได้เห็นรูปอันมิใช่ของมนุษย์ เทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอเธอจงบอกเถิดว่า นี้เป็นผลของกรรมอันใดเล่า

             (เทพธิดาตอบว่า)

             [๖๙๔] เมื่อดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นหญิงรับใช้อยู่ในตระกูลเจ้านาย ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ จึงได้โปรยดอกสาละลง (รอบพระอาสน์)

             [๖๙๕] และมีจิตเลื่อมใส ได้น้อมพวงมาลัยดอกสาละ ซึ่งประดิษฐ์ไว้อย่างดี เข้าไปถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน

             [๖๙๖] ครั้นดิฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้วนั้น จึงสร่างโศก หมดโรคภัย มีความสุข รื่นเริง บันเทิงใจอยู่เป็นนิตย์

มัญชิฏฐกวิมานที่ ๑ จบ

--------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔

๑. มัญชิฏฐกวิมาน

               มัญชิฏฐกวรรควรรณนาที่ ๔               
               อรรถกถามัญชิฏฐกวิมาน               

               วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี. อุบาสกคนหนึ่งในกรุงสาวัตถีนั้นนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า จัดสร้างมณฑปแล้วบูชาสักการะ ถวายทานในมณฑปนั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในวิมานติดๆ กัน.
               สมัยนั้น หญิงรับใช้ประจำตระกูลคนหนึ่ง เห็นต้นสาละในสวนอันธวันออกดอกบานสะพรั่ง จึงเก็บดอกสาละในสวนนั้นมาเอาเถาไม้ร้อยเป็นมาลัยสวมคอ ทั้งเก็บดอกที่ขาวอย่างมุกดาและดอกงามๆ เป็นอันมากเข้าพระนคร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเปล่งพระพุทธรังสีมีวรรณะ ๖ ประการในมณฑปนั้น เหมือนดวงอาทิตย์อ่อนทอแสงส่องเทือกภูเขายุคนธร ก็มีจิตเลื่อมใส เอาดอกไม้เหล่านั้นบูชา วางพวงมาลัยไว้รอบพระพุทธอาสน์ โปรยดอกไม้อีกจำนวนหนึ่ง ถวายบังคมโดยเคารพ ทำประทักษิณสาม ครั้งแล้วไป.
               ต่อมานางได้ตายไปเกิดในดาวดึงส์. ที่ดาวดึงส์นั้น นางมีวิมานแก้วผลึกแดง และข้างหน้าวิมานมีสวนสาละใหญ่ พื้นที่สวนลาดทรายทอง. ยามที่นางออกจากวิมานเข้าสวนสาละ กิ่งสาละทั้งหลายโน้มลงโปรยดอกในเบื้องบน.
               ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหานางตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ถามถึงกรรมที่นางทำไว้ ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
               ดูก่อนเทพธิดา ท่านรื่นรมย์อยู่ในวิมานแก้วผลึก มีพื้นดาดาษไปด้วยทรายทอง กึกก้องไปด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เมื่อท่านลงจากวิมานแก้วผลึก อันบุญกรรมแต่งไว้เข้าไปสู่ป่าสาละ อันมีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง ยืนอยู่ที่โคนต้นสาละต้นใดๆ ต้นสาละนั้นๆ ซึ่งเป็นไม้อุดม ก็น้อมกิ่งโปรยดอกลงมา ป่าสาละนั้นต้องลมแล้ว โบกสะบัดไปมา เป็นที่อาศัยแห่งฝูงสกุณชาติ โชยกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น. ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์ ซึ่งมิใช่ของมนุษย์
               ดูก่อนเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
               พระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดานั้นได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
               เมื่อชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นทาสีอยู่ในตระกูลเจ้านาย ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้โปรยดอกสาละรอบอาสนะ และได้น้อมนำพวงมาลัยดอกสาละอันร้อยกรองอย่างดี ถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือของตน ครั้นดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว ก็สร่างโศกหมดโรคภัย สุขกายสุขใจ รื่นเริงบันเทิงอยู่.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.


               จบอรรถกถามัญชิฏฐกวิมาน               
               -----------------------------------------------------