รวมถึงสะท้อนความจริงที่เราพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย คนที่มีเงิน มีอำนาจ หรือมีอิทธิพล มักรอดพ้นจากความผิด ในขณะที่คนธรรมดา ๆ กลับถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด บางครั้งอาจเกินจริง จนรู้สึกได้ถึงความไม่เป็นธรรม

ประเทศไทยของเรายังคงเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในรายงานดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index - CPI) ประจำปี ๒๐๒๔ ซึ่งจัดทำโดยองค์กร Transparency International และเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๐๒๕ ระบุว่า ประเทศไทยได้คะแนน ๓๔ จาก ๑๐๐ คะแนน ลดลงจาก ๓๕ คะแนนในปีก่อนหน้า และอยู่ในอันดับที่ ๑๐๗ จาก ๑๘๐ ประเทศทั่วโลก ถือเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ ๑๒ ปี  

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๒๐ ขณะที่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับที่ ๘ รองจากสิงคโปร์ (๘๔ คะแนน), มาเลเซีย (๕๐ คะแนน), ติมอร์-เลสเต (๔๔ คะแนน), เวียดนาม (๔๔ คะแนน), อินโดนีเซีย (๓๗ คะแนน), ฟิลิปปินส์ (๓๖ คะแนน) และบรูไน (๓๕ คะแนน)  

ข้อมูลนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญในการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ

รวมถึงสะท้อนความจริงที่เราพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย คนที่มีเงิน มีอำนาจ หรือมีอิทธิพล มักรอดพ้นจากความผิด ในขณะที่คนธรรมดา ๆ กลับถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด บางครั้งอาจเกินจริง จนรู้สึกได้ถึงความไม่เป็นธรรม

เรามักเห็นผู้รักษากฎหมายแสดงความเข้มงวดอย่างน่าชื่นชมในช่วงแรกของการเกิดคดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นข่าวครึกโครมจนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ยิ่งผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นคนมีฐานะหรือมีหน้าตาทางสังคม พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ก็มักแสดงออกอย่างขึงขังเป็นพิเศษ เสียงเชียร์จากสังคมก็ยิ่งกระหึ่ม ทว่า..ไม่นานข่าวก็มักเงียบหายไป พร้อมกับความคาดหวังของประชาชนที่ค่อยจืดจางลง เพราะสุดท้ายหลายคนกลับหลุดรอดจากบทลงโทษอย่างหน้าตาเฉย

ทำไมช่วงต้นคดีเจ้าหน้าที่ถึงดูจริงจัง? พอจะคาดเดาได้อยู่สองประการ หนึ่งแรงกดดันจากกระแสสังคม ทำให้ต้อง “แสดงบทบาท” อย่างเต็มที่ สองอาจมีผลประโยชน์แอบแฝง โดยเฉพาะ “เงินใต้โต๊ะ” ที่ถูกใช้แลกเปลี่ยนเพื่อให้กฎหมายอ่อนแรงลง ความผิดยิ่งหนัก เงินใต้โต๊ะก็มักยิ่งสูงขึ้น

หลายคนอาจนึกถึงคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังเป็นข้อกังขาในสังคม คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่ายังไม่ได้รับโทษจริงตามกฎหมาย ซึ่งสะท้อนภาพซ้ำ ๆ ของบ้านเรา เหมือนที่เคยได้ยินบางประเทศที่ยังไม่พัฒนา ผู้นำที่ทำผิดกฎหมายแต่ก็ไม่เคยผิด บางคราวแก้กฎหมายให้ตัวเองไม่ผิดก็ยังได้ เมื่อก่อนเราเคยหัวเราะเยาะประเทศอื่น ๆ แต่วันนี้หัวเราะไม่ออก เพราะเรื่องคล้ายกันเกิดขึ้นต่อหน้าเรา

กรณีล่าสุดที่แพทยสภามีมติพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของแพทย์ผู้มีชื่อเสียงและมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีใหญ่ในเวลานี้ สังคมกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ยิ่งเมื่อมีข่าวว่าแพทย์ท่านนั้นเดินทางไปร้องขอจากนักการเมืองที่อาจจะเป็นกลุ่มพวกเดียวกัน ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย

บางคนตั้งข้อสังเกตอย่างแหลมคมว่า..

“แพทย์ซึ่งได้รับความนับถือจากสังคมสูงกว่านักการเมืองอย่างเทียบกันไม่ได้ กลับลดตัวไปร้องขอนักการเมือง แทนที่จะเป็นที่องค์กรของแพทย์ด้วยกัน เพื่อให้รอดพ้นจากการกระทำที่ผ่านมา..มันช่างย้อนแย้งกับศักดิ์ศรีของวิชาชีพที่สูงส่ง”

เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนความจริงของสังคมไทย ที่ทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า คนมีเงิน คนมีอำนาจ หรือคนมีอิทธิพลในประเทศนี้ จะสามารถหลุดรอดไปได้อีกกี่ครั้ง?

เรื่องนี้ยังไม่จบ และเราไม่ควรปล่อยให้มันเงียบหายไปเฉย ๆ เพราะนี่คือโอกาสสำคัญที่สังคมไทยจะได้แสดงจุดยืนว่า เราจะยอมให้ความยุติธรรมพ่ายแพ้ต่อเงินและอำนาจอีกต่อไปหรือไม่?

โปรดติดตามเรื่องนี้ต่อด้วยหัวใจที่เปิดรับความจริง และหวังอย่างไม่สิ้นหวังว่า วันหนึ่งความยุติธรรมจะมีที่ยืนอย่างมั่นคงในแผ่นดินนี้

ไม่ใช่แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ อย่างที่เคยเป็นมานานแสนนาน

อ้างอิง ;
๑) Transparency International. (๒๐๒๕). Corruption Perceptions Index ๒๐๒๔: Thailand. (https://www.transparency.org)
๒) ThaiPublica. (๒๐๒๕, February ๑๑). ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี ๒๕๖๗ ไทยได้ ๓๔ คะแนนอยู่อันดับ ๑๐๗. (https://thaipublica.org)