งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดเผย การจำกัดคาร์โบไฮเดรตเพียงสัปดาห์ละ ๒ วัน อาจส่งผลดีต่อสุขภาพระบบเผาผลาญได้ทัดเทียมกับการอดอาหารแบบ ๑๖/๘ หรือ ๕:๒ ที่ค่อนข้างเคร่งครัด แต่เป็นวิธีที่ทำตามได้ง่ายกว่า นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกน่าสนใจสำหรับคนไทยที่อยากดูแลสุขภาพ แต่รู้สึกว่าการอดอาหารรูปแบบเดิมนั้นเป็นเรื่องยากเกินไป

การอดอาหารเป็นช่วง (Intermittent Fasting หรือ IF) โดยเฉพาะสูตรยอดฮิตอย่าง “๕:๒” ที่ต้องลดปริมาณแคลอรีลงอย่างฮวบฮาบถึง ๒ วันต่อสัปดาห์ กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก รวมถึงในหมู่คนไทยที่เชื่อว่าเป็นตัวช่วยทั้งลดน้ำหนักและส่งเสริมระบบเผาผลาญ ทว่า หลายคนก็ยังรู้สึกว่าการอดอาหารเช่นนี้เป็นเรื่องยาก ทั้งจากความหิวโหย การจัดสมดุลมื้ออาหารที่ยุ่งยาก หรือความกังวลว่าจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ล่าสุด ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ในอังกฤษ ได้เผยแพร่ผลการศึกษาชิ้นนี้เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ผ่านทางเว็บไซต์ The Conversation โดยชี้ว่ากลยุทธ์ใหม่อย่างการลดคาร์โบไฮเดรตสัปดาห์ละ ๒ วัน โดยไม่จำเป็นต้องลดแคลอรีอย่างหนักหน่วง อาจให้ผลลัพธ์ต่อสุขภาพใกล้เคียงกับ IF แต่ไม่สร้างความทรมานจากความหิวหรือฝืนรูปแบบการกินตามปกติมากจนเกินไป

เมื่อพิจารณาสถานการณ์สุขภาพในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าการค้นพบครั้งนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับปัญหาโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ ๒ และโรคหัวใจที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองอย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผลพวงจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารแบบตะวันตกและการมีกิจกรรมทางกายน้อยลง คนไทยจำนวนไม่น้อยจึงกำลังมองหาหนทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน ในขณะที่สูตรอดอาหารแบบ IF แม้จะได้รับความสนใจในแวดวงคนเมือง แต่ก็อาจไม่เหมาะกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงวัย เด็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีตารางการทำงานไม่แน่นอนอย่างกลุ่มอาชีพในภาคบริการ เกษตรกรรม หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ

เป้าหมายหลักของงานวิจัยชิ้นนี้ คือการค้นหากลไกที่แท้จริงว่าการอดอาหารนั้นส่งผลดีเพราะทำให้ร่างกายได้รับแคลอรีน้อยลง หรือเป็นเพราะมี “สวิตช์ระบบเผาผลาญ” (metabolic switch) สำคัญที่ถูกกระตุ้นจากการปรับเปลี่ยนตารางการกิน อาสาสมัคร ๑๒ รายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ถูกแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกให้ลดปริมาณแคลอรีลงประมาณ ๗๕% จากปกติ ส่วนอีกกลุ่มให้ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลงอย่างมากในวันที่กำหนด เมื่อสิ้นสุดแต่ละช่วงการทดลอง อาสาสมัครจะได้รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง จากนั้นทีมวิจัยจะทำการวัดประสิทธิภาพการเผาผลาญไขมันของร่างกาย ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพระบบเผาผลาญที่สำคัญ

ผลการทดลองพบว่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ลดแคลอรีหรือกลุ่มที่ลดเฉพาะคาร์โบไฮเดรต ผลลัพธ์ต่อระบบการเผาผลาญไขมันของร่างกายแทบไม่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องอดอาหารตลอดทั้งวันหรือลดปริมาณแคลอรีอย่างเข้มงวด เพียงแค่ลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นเวลา ๒ วันต่อสัปดาห์ก็อาจเพียงพอแล้ว สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ การที่ร่างกายสามารถ “สลับโหมด” การใช้พลังงานระหว่างคาร์โบไฮเดรตและไขมันได้อย่างยืดหยุ่นนี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน (ScienceAlert)

ผู้นำทีมวิจัยได้สรุปผลการศึกษาว่า “การจำกัดคาร์โบไฮเดรตให้ประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญได้อย่างน่าพอใจ เทียบเท่ากับการอดอาหารแบบดั้งเดิม” พร้อมเสริมว่า “ขณะนี้ ทีมงานกำลังทดสอบแนวทางการทำ IF ด้วยการลดคาร์โบไฮเดรต ซึ่งพบว่า แทนที่จะลดปริมาณแคลอรี ๒ วันต่อสัปดาห์ ก็สามารถเปลี่ยนไปเป็นการจำกัดคาร์โบไฮเดรตแทนได้”

สำหรับวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งในระดับครอบครัวและคนทำงาน ที่อาหารการกินมีความผูกพันลึกซึ้งกับประเพณี สังคม และศาสนา การลดการบริโภคข้าว อาหารประเภทเส้น หรือของหวานลงเป็นเวลา ๒ วันต่อสัปดาห์ ดูจะเป็นเรื่องที่พอทำได้ ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นงดข้าวสวยหรือผัดไทยทุกมื้อ เพียงแต่เลือกรับประทานผักที่ไม่มีแป้ง เนื้อปลา ไข่ เต้าหู้ หรืออาหารที่มีโปรตีนสูงในวันดังกล่าวแทน ทีมวิจัยยังเน้นย้ำว่า การอดอาหารหรือจำกัดคาร์โบไฮเดรตอย่างเข้มงวดเกินไป หากขาดความระมัดระวัง อาจนำไปสู่ภาวะขาดสารอาหาร หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตที่เกี่ยวกับการกินได้

ข้อควรตระหนักสำหรับคนไทยอีกประการคือ การควบคุมคาร์โบไฮเดรตอย่างเคร่งครัดอาจเป็นเรื่องท้าทายในระยะยาว และสำหรับบางราย อาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรต (carb phobia) หรือนำไปสู่ภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ ซึ่งน้ำหนักตัวจะขึ้นๆ ลงๆ อย่างควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องลดน้ำหนัก เช่น กลุ่มนักกีฬา วัยรุ่น หรือผู้ที่ต้องการรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ อนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้มีผู้เข้าร่วมทดลองเพียง ๑๒ คน ดังนั้น การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทยซึ่งมีภูมิหลังทางครอบครัว วัฒนธรรมอาหาร และวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น (ScienceAlert)

หากมองย้อนไปในอดีต จะพบว่าวิถีการกินของไทยดั้งเดิมก็มีช่วงเวลาที่ลดการบริโภคข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตอยู่บ้าง เช่น ในวันพระ หรือระหว่างช่วงฤดูทำนา ทว่าในปัจจุบัน การบริโภคอาหารแปรรูป ขนมหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาเบาหวานและโรคหัวใจทวีความรุนแรงขึ้น (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก: WHO Thailand) กระแสความสนใจที่หวนกลับมายังการอดอาหารและการลดคาร์โบไฮเดรต จึงเปรียบเสมือนการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการในประเทศไทยหลายท่าน ให้ทัศนะว่า “สูตรลดคาร์โบไฮเดรตแบบ ๕:๒” นี้ อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้คนไทยสามารถจัดสมดุลการบริโภคให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการฝืนตัวเองจนรู้สึกเหนื่อยล้าหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างมาก ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทุกครั้งก่อนเริ่มปฏิบัติ

หากในอนาคตมีการศึกษาวิจัยที่เจาะจงในกลุ่มประชากรชาวเอเชียและคนไทยเพิ่มมากขึ้น หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยอาจพิจารณานำแนวทางการลดคาร์โบไฮเดรตแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้มาปรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำด้านสุขภาพ หรือริเริ่มโครงการนำร่องในสถานศึกษา สถานประกอบการ หรือแม้กระทั่งในวัด ตัวอย่างเช่น การนำวัตถุดิบไทยที่หาได้ง่าย อาทิ ปลาเผา ไข่ต้ม เต้าหู้ และผักใบเขียว มาสร้างสรรค์เป็นเมนูเพื่อสุขภาพในบางวันของสัปดาห์

โดยสรุป แม้ว่าทัศนคติที่ว่า “ของดีต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก” อาจจะยังไม่เลือนหายไป แต่ในวันนี้ คนไทยมีทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพที่อ้างอิงจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือ “การจำกัดคาร์โบไฮเดรต ๒ วันต่อสัปดาห์” สำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือปรารถนาที่จะมีสุขภาพแข็งแรงยืนยาว วิธีนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี โดยควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ เมื่อองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้รับการค้นพบและเผยแพร่ อาหารไทยก็อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ความอร่อยถูกปาก แต่ยังสามารถเป็นกุญแจดอกสำคัญที่นำไปสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนใน “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” ของเรา