ผลการศึกษาล่าสุดจากสวีเดนเผยว่า แค่อดนอนเพียง 3 คืน โดยได้พักผ่อนคืนละประมาณ 4 ชั่วโมง ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเลือดซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจได้ทันที งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Biomarker Research และมีรายงานสรุปโดย Neuroscience News ชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายจากการนอนน้อยแม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวสุขภาพดีที่มักมองข้ามความเสี่ยงโรคหัวใจ

จากการศึกษาภายใต้การควบคุมในห้องปฏิบัติการ พบว่าร่างกายคนเราตอบสนองต่อการอดนอนได้รวดเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด ขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจเชื่อว่าพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพต้องสะสมเป็นเวลาหลายปีกว่าจะเป็นโรคหัวใจ แต่ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากนอนไม่พอเพียงไม่กี่คืนเท่านั้น ประเด็นนี้กระทบโดยตรงกับวิถีชีวิตคนเมือง ทั้งกลุ่มคนทำงานเป็นกะ พนักงานออฟฟิศที่ต้องอดนอน และนักเรียนนักศึกษาที่ต้องโต้รุ่งอ่านหนังสือเตรียมสอบ กลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเผชิญกับภาวะนอนน้อยอยู่เป็นประจำ

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุปซอลา ได้ศึกษาในอาสาสมัครชายวัยหนุ่มสุขภาพดีจำนวน 16 คน โดยแบ่งการทดลองเป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบแรกให้อาสาสมัครนอนหลับตามปกติคืนละ 8 ชั่วโมงครึ่ง ติดต่อกัน 3 คืน ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งจำกัดการนอนหลับเหลือเพียงคืนละประมาณ 4 ชั่วโมง อาหารและกิจกรรมทุกอย่างถูกควบคุมให้เหมือนกันเพื่อประเมินผลกระทบจากการนอนหลับโดยตรง นอกจากการเก็บตัวอย่างเลือดหลายครั้งแล้ว ยังมีการเก็บตัวอย่างเลือดหลังการออกกำลังกายอย่างหนักอีกด้วย

จากการตรวจวิเคราะห์เลือด คณะนักวิจัยได้วัดระดับโปรตีนกว่า 90 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบและความเสี่ยงโรคหัวใจ พบว่าหลังจากอดนอน 3 คืน โปรตีนเหล่านี้หลายตัวมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนบางชนิด เช่น IL-27 และ LGALS9 ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน อันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของทั้งคนไทยและทั่วโลก (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก WHO) ที่สำคัญคือ ผลกระทบนี้เกิดขึ้นกับคนหนุ่มสาวที่สุขภาพดีและไม่มีโรคประจำตัว ซึ่งต่างจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่มักเน้นศึกษาในกลุ่มวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ

งานวิจัยนี้ยังได้ศึกษาด้วยว่า “การออกกำลังกาย” จะสามารถช่วยลดทอนผลเสียจากการอดนอนได้มากน้อยเพียงใด แม้ว่าการออกกำลังกายจะส่งผลดีต่อหัวใจเป็นปกติอยู่แล้ว แต่หากอดนอนอย่างหนัก ประโยชน์ดังกล่าวกลับลดน้อยลง เมื่อวิเคราะห์โปรตีนกลุ่มที่เป็นประโยชน์ พบว่าแม้จะยังคงมีอยู่ แต่บางส่วนกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการอดนอน หัวหน้าคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุปซอลาระบุว่า “การออกกำลังกายยังพอช่วยบรรเทาผลเสียบางอย่างจากการนอนไม่พอได้ แต่ไม่สามารถทดแทนหน้าที่อันสำคัญยิ่งของการนอนหลับได้” ดังนั้น ต่อให้ออกกำลังกายหรือเข้าฟิตเนสสม่ำเสมอ ก็ไม่อาจละเลยการนอนหลับอย่างมีคุณภาพได้

ในประเทศไทย ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การเดินทางที่เหนื่อยล้า และกิจกรรมยามดึก ไม่ว่าจะดูโทรทัศน์หรือเล่นสมาร์ทโฟน ล้วนส่งผลให้คนไทยจำนวนไม่น้อยนอนหลับไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจล่าสุดในสวีเดนพบว่าชาวสวีเดนเกือบครึ่งหนึ่งมีปัญหาการนอนหลับไม่ต่อเนื่อง และผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าคนในเมืองใหญ่ของไทยก็เผชิญปัญหานี้ไม่ต่างกัน (ผลสำรวจการนอนในกรุงเทพฯ) โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานเป็นกะ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ขับรถแท็กซี่ ผู้ที่ทำงานในภาคบริการ และนักเรียนนักศึกษา ล้วนเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญทั่วประเทศ ดังนั้น สัญญาณเตือนจากงานวิจัยนี้คือ แม้จะยังไม่มีภาวะเรื้อรังอย่างโรคอ้วนหรือเบาหวาน การอดนอนเพียงระยะสั้นก็ส่งผลกระทบต่อหัวใจได้แล้ว

หากย้อนดูในวัฒนธรรมไทย การดูแลตนเองอย่างพอดีและสมดุลตามหลักพุทธศาสนาถือเป็นแนวปฏิบัติสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทั้งสุขภาพกายและใจ (อ้างอิงจากประวัติศาสตร์สุขภาพการนอนในไทย) อย่างไรก็ตาม กระแสสังคมเมืองและเทคโนโลยีในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านี้ไป การนอนดึก เล่นเกม ดูซีรีส์ออนไลน์ หรือทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่น กลายเป็นเรื่องปกติของใครหลายคน ซึ่งกำลังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว แม้กระทรวงสาธารณสุขจะเคยออกประกาศเตือนภัยเรื่องการทำงานหนักและการติดจอ แต่การรณรงค์เรื่องการนอนหลับเพื่อสุขภาพดูเหมือนจะยังไม่เข้มข้นเท่าเรื่องบุหรี่หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

งานวิจัยจากสวีเดนยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญว่า ปัจจุบันยังขาดข้อมูลผลกระทบของการอดนอนในกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่เดิม คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุปซอลาจึงกำลังผลักดันให้มีการศึกษาที่ครอบคลุมกลุ่มประชากรและพฤติกรรมการนอนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น สำหรับประเทศไทย หากมหาวิทยาลัยหรือโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศร่วมกันศึกษาเพิ่มเติม ก็อาจได้ข้อมูลเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทย เช่น ปัจจัยด้านพันธุกรรม อาหาร หรือสภาพแวดล้อม มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนี้อย่างไร และหากได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการ สถาบันศาสนา โรงเรียน และสถานที่ทำงาน ก็น่าจะช่วยกันผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในอนาคต งานวิจัยนี้น่าจะส่งผลต่อแนวทางการป้องกันโรคหัวใจในระดับโลก โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association) ก็เพิ่งเพิ่ม “คุณภาพการนอนหลับ” เข้าไปในเกณฑ์ชี้วัดสุขภาพหัวใจที่ดี (แนวทางปฏิบัติของ AHA) และงานวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำว่าประเทศไทยก็ควรพิจารณาปรับแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน ในอีกไม่นาน แพทย์ในประเทศไทยอาจต้องเริ่มซักถามเรื่องพฤติกรรมการนอนหลับของผู้ป่วย เช่นเดียวกับที่เคยซักถามเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย หรือประวัติสุขภาพของคนในครอบครัว เมื่อทำการคัดกรองโรคหัวใจ

ในทางปฏิบัติ คนไทยควรตั้งเป้าหมายการนอนหลับให้ได้ “วันละ 7-9 ชั่วโมง” อย่างสม่ำเสมอ ไม่เว้นแม้วันหยุด พยายามเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาเดิมทุกวัน ลดการใช้หน้าจอหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน ฝ่ายนายจ้างควรช่วยจำกัดการทำงานล่วงเวลาและไม่สื่อสารเรื่องงานนอกเวลาทำงาน ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรปลูกฝังสุขนิสัยการนอนที่ดีให้แก่บุตรหลานตั้งแต่เยาว์วัย ปัจจุบันเทคโนโลยีก็มีส่วนช่วยได้มาก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ติดตามการนอนหลับ หรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนเวลานอน สุดท้ายนี้ หากพบว่ามีปัญหาการนอนไม่หลับบ่อยครั้ง หรือรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข เพราะอาจมีภาวะสุขภาพอื่นซ่อนอยู่

โดยสรุป การออกกำลังกายและอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อหัวใจเสมอ แต่วันนี้ “การนอนหลับ” ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของสุขภาพหัวใจ หากต้องการมีหัวใจที่แข็งแรงยืนยาว ต้องให้ความสำคัญกับการนอนหลับไม่น้อยไปกว่าอาหารหรือการออกกำลังกาย เพราะแค่การนอนไม่พอเพียงไม่กี่คืน ก็สามารถส่งผลเสียต่อหัวใจได้อย่างน่ากังวลแล้ว

แหล่งอ้างอิง: