พักหลังมานี้ นักศึกษาสายคอมพิวเตอร์จำนวนไม่น้อยเริ่มแสดงความกังวลกันมากขึ้นเกี่ยวกับจำนวนคนที่ล้นตลาดในสายงาน และผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการหางานในอนาคต สิ่งนี้สะท้อนความไม่แน่นอนและความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อภาพลักษณ์ “อาชีพทองคำ” ในแวดวงเทคโนโลยี ทั้งในไทยและทั่วโลก ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาในรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ของ The Technician ซึ่งชี้ให้เห็นแนวโน้มความกังวลที่เพิ่มขึ้นในหมู่นักศึกษาและบัณฑิตรุ่นใหม่ ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปไวและการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดแรงงานด้านเทคโนโลยี (Technician Online)

เรื่องนี้นับว่าสำคัญสำหรับบริบทของไทย เนื่องจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สาขาคอมพิวเตอร์กลายเป็นตัวเลือกยอดฮิตของนักศึกษาไทย ด้วยความคาดหวังถึงอาชีพการงานที่ดีและรายได้งามในเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตของประเทศ แต่ข้อมูลทั้งจากต่างประเทศและในไทยเริ่มชี้ให้เห็นว่า ตลาดงานสายนี้อาจไม่ได้สดใสเหมือนเดิม ผลจากจำนวนบัณฑิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมที่นำ AI มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นักศึกษาหลายคนต้องหันกลับมาทบทวนเส้นทางอาชีพและแผนการเรียนกันใหม่

รายงานวิจัยและข้อมูลล่าสุดพบว่า ตลาดแรงงานสายเทคโนโลยีกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในช่วงปี ๒๕๖๗–๒๕๖๘ จำนวนบัณฑิตสายคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ และเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะ “ล้นตลาด” คือมีคนหางานมากกว่าตำแหน่งงานว่าง โดยเฉพาะในตำแหน่งระดับเริ่มต้นของบริษัทเทคฯ ใหญ่ๆ (UECampus) สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ AI อย่าง ChatGPT หรือ Google Gemini สามารถทำงานที่เดิมเป็นของโปรแกรมเมอร์จบใหม่ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนได้ เช่น เขียนโค้ดเบื้องต้น แก้บั๊ก หรือแม้แต่งานซัพพอร์ตด้านเทคนิค (Wikipedia)

ความกังวลว่า AI จะมาแย่งงานไม่ใช่เรื่องเกินจริง จากผลสำรวจของ Exploding Topics พบว่า คนในวงการไอทีถึง ๔๔% เชื่อว่า AI อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงทางอาชีพของพวกเขาในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า (Exploding Topics) ขณะเดียวกัน รายงานปี ๒๕๖๘ จาก BestColleges ก็พบว่า จำนวนนักศึกษาสายคอมพิวเตอร์ที่กังวลเรื่องการหางานเพิ่มขึ้นพรวดพราดที่สุดในปีนี้ คือเพิ่มขึ้นถึง ๑๗ จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าสาขาอื่นๆ ถึงเท่าตัว (BestColleges) เสียงจากแวดวงการศึกษาและอุตสาหกรรมก็ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ผู้บริหารสถาบันเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ชี้ว่า AI จะเข้ามาทำงานโค้ดดิ้งซ้ำๆ เช่น การดีบักหรืองานพัฒนาซอฟต์แวร์พื้นฐาน ซึ่งเดิมเป็นงานของบัณฑิตจบใหม่ ให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติแทน (Newsday)

ในบริบทของไทยเอง มหาวิทยาลัยและสถาบันอาชีวศึกษาต่างก็เปิดรับนักศึกษาสายคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากนโยบายดิจิทัลของภาครัฐและความต้องการของภาคเอกชน แต่ผู้บริหารฝ่ายบุคคลในหลายบริษัทก็เริ่มให้ความเห็นว่า “บัณฑิตจบใหม่ในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่าตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่เปิดรับ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานพัฒนาซอฟต์แวร์ ขณะที่องค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ในไทยหลายแห่งก็เริ่มนำ AI มาใช้ทดแทนงานบางส่วนที่เคยต้องใช้คนทำ

ภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวน นักศึกษาบางส่วนจึงเลือก “เรียนต่อ ป.โท เพื่อหนีตลาดงานชั่วคราว” โดยหวังว่าตลาดแรงงานอาจฟื้นตัวในอีก ๒-๓ ปีข้างหน้าเมื่อพวกเขาเรียนจบ (MSN) ทว่า ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่านี่อาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะกุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่างได้จริงคือ “การมีทักษะเฉพาะทางที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น AI, ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, วิทยาศาสตร์ข้อมูล และสายเทคโนโลยีเฉพาะทางอื่นๆ ซึ่งยังขาดแคลนบุคลากรและ AI ทดแทนได้ยากกว่า”

อาจารย์ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ท่านหนึ่งอธิบายว่า “แม้ AI จะช่วยงานเขียนโค้ดหรืองานซัพพอร์ตได้ดีขึ้น แต่ทักษะในการพัฒนา ติดตั้ง ดูแลระบบ AI การรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือการนำเทคโนโลยีใหม่ไปประยุกต์ใช้จริงในธุรกิจ ยังคงต้องพึ่งพาบุคลากรที่มีคุณภาพสูง” ปัจจุบัน สถาบันการศึกษาหลายแห่งในไทยกำลังเร่งปรับปรุงหลักสูตร โดยเพิ่มวิชา AI ภาคปฏิบัติ และบูรณาการเรื่องจริยธรรมรวมถึงความรู้ด้านข้อมูลเข้าไปตั้งแต่ระดับปริญญาตรี

ตลอดมา แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาพลิกโฉมตลาดแรงงาน แต่ก็มักจะเปิดทางให้กับอาชีพใหม่ๆ เสมอ หลายคนจึงเปรียบเทียบช่วงเวลานี้กับยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่คอมพิวเตอร์ในทศวรรษ ๒๕๒๐ หรือช่วงที่อินเทอร์เน็ตบูมในปลายทศวรรษ ๒๕๓๐ ซึ่งถึงแม้จะทำให้บางตำแหน่งงานหายไป แต่ก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ในระยะยาว สำหรับสังคมไทย ภาพจำที่ว่าสายไอทีคือ “ตั๋วทอง” สู่รายได้ดี อาจต้องปรับมุมมองใหม่ โดยหันมาเน้นความยืดหยุ่น การมีทักษะรอบด้าน และความพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องว่า ตลาดเทคโนโลยียังคงมีงานรองรับ แต่จะต้องการคนที่มีความรู้ลึกและทักษะเฉพาะทางมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทักษะการเขียนโปรแกรมทั่วไป “การพัฒนาตนเองและสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจะกลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป” นักพัฒนาหลักสูตรของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในไทยกล่าว นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่า ความต้องการบุคลากรด้านจริยธรรม AI, การวิเคราะห์ทางธุรกิจ และการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆ เช่น การเกษตร หรือสาธารณสุข จะเป็นเทรนด์สำคัญของการจ้างงานในอนาคต

สำหรับนักศึกษาไทยและผู้ที่เกี่ยวข้อง มีหลายแนวทางในการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้ ที่ปรึกษาด้านอาชีพแนะนำให้ติดตามข้อมูลตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด หาประสบการณ์ฝึกงานในสาขาที่ AI ทดแทนได้ยาก และสร้างแฟ้มสะสมผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหาจริง ขณะที่ภาควิชาด้านไอทีควรสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนให้มากขึ้น เพื่อให้หลักสูตรทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานจริง

บทบาทของหน่วยงานภาครัฐก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่น การลงทุนในงานวิจัย AI ที่ตอบโจทย์บริบทของไทย การสนับสนุนสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี หรือการพัฒนาโซลูชัน AI สำหรับใช้ในภาครัฐ เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ๆ ที่แก้ปัญหาเฉพาะของประเทศได้

แม้สถานการณ์ตลาดงานเช่นนี้จะท้าทายและน่ากังวล แต่มองในแง่บวกก็คือ “หากกล้าเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง พัฒนาทักษะที่เป็นที่ต้องการ และติดตามเทรนด์ใหม่อยู่เสมอ โอกาสในสายงานนี้ก็ยังมีอยู่เสมอ” ดังที่อาจารย์อาวุโสในวงการไอทีไทยท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “อนาคตเป็นของผู้ที่ไม่หยุดเรียนรู้และปรับตัว”

นักศึกษาไทยที่ต้องการข้อมูลและคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารล่าสุดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ (Newsday) รวมถึงข้อมูลจากสมาคมวิชาชีพด้านเทคโนโลยีในไทย และศึกษาข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่