พักหลังมานี้ กระแสการกินโยเกิร์ตทุกวันดูจะฮิตติดลมบนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากงานวิจัยใหม่ๆ ที่ชี้ให้เห็นคุณประโยชน์ต่อสุขภาพแบบรอบด้าน หลายคนยกให้โยเกิร์ตเป็นแหล่งรวมโปรไบโอติก โปรตีน และวิตามินตัวท็อป แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เบรกไว้ว่าต้องเลือกให้เป็น เพราะโยเกิร์ตแต่ละสูตรไม่เหมือนกัน การเลือกให้ถูกชนิดจึงสำคัญต่อสุขภาพโดยตรง ยิ่งช่วงหลังโควิด-19 คนไทยยิ่งใส่ใจเรื่องอาหารการกินเพื่อสุขภาพมากขึ้น การทำความเข้าใจเรื่องโยเกิร์ตอย่างถ่องแท้ จึงน่าจะมีส่วนช่วยให้ดูแลสุขภาพกันได้ดียิ่งขึ้น
โยเกิร์ต คือหนึ่งในของกินยอดฮิตไปทั่วโลก เกิดจากการนำนมไปหมักด้วยเชื้อแบคทีเรียตัวหลักๆ อย่าง Lactobacillus delbrueckii subsp. bulgaricus และ Streptococcus thermophilus จนได้รสเปรี้ยวอมหวาน เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม แต่ทีเด็ดสำคัญคือ โยเกิร์ตอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ตัวดี (โปรไบโอติก) ที่ช่วยให้ลำไส้แข็งแรง ช่วงสิบปีมานี้ กระแสการกินโยเกิร์ตและอาหารหมักดองอื่นๆ ทั่วโลกก็แรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผลวิจัยที่ชี้ชัดว่าโยเกิร์ตมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพได้หลายอย่าง (Wikipedia; Frontiers)
ผลวิจัยล่าสุดชี้ 5 เหตุผลเด็ดๆ ที่โยเกิร์ตควรเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารทุกวัน:
- ข้อแรก โปรไบโอติกในโยเกิร์ตช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ หนุนระบบย่อยอาหารให้ทำงานคล่อง ลดอาการไม่สบายท้องจากภาวะย่อยแลคโตสผิดปกติ และช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารสำคัญได้ดีขึ้น (MDPI; Food and Life)
- ข้อสอง โปรตีนสูงในโยเกิร์ตช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและทำให้อิ่มนาน เหมาะกับคนที่อยากควบคุมน้ำหนักหรือต้องการฟื้นฟูร่างกายหลังออกกำลังกาย
- ข้อสาม โยเกิร์ตเป็นแหล่งแคลเซียมและวิตามินดีชั้นดี ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มักเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบาง
- ข้อสี่ โปรไบโอติกในโยเกิร์ตยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และมีส่วนช่วยลดโอกาสหรือระยะเวลาการเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อทั่วไปหลายชนิด (ResearchGate - Health Benefits of Yogurt)
- ข้อห้า งานวิจัยยังพบว่า การกินโยเกิร์ตเป็นประจำอาจมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วยกลไกต้านการอักเสบและอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะในโยเกิร์ตสูตรพิเศษบางชนิด (MDPI)
แต่เดี๋ยวก่อน โยเกิร์ตแต่ละชนิดที่วางขายตามท้องตลาดนั้นไม่เหมือนกันไปซะหมด ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านออกมาเตือนให้เลี่ยงโยเกิร์ตที่เติมน้ำตาลหรือแต่งกลิ่นรสมากเกินไป เพราะมักจะอัดแน่นไปด้วยน้ำตาลและสารปรุงแต่ง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ตั้งแต่น้ำหนักตัวเกิน กลุ่มอาการเมตาบอลิก ไปจนถึงฟันผุ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่ท้าทายคนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ดังนั้น เวลาจะเลือกซื้อโยเกิร์ต ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “มีจุลินทรีย์มีชีวิต” มีน้ำตาลน้อย และส่วนผสมไม่ซับซ้อน คำแนะนำล่าสุดจากนักโภชนาการประจำโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยก็ไปในทิศทางเดียวกัน คือให้เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือสูตรที่ใช้ผลไม้สดเป็นส่วนผสม เพราะจะได้ทั้งรสชาติอร่อยและประโยชน์เต็มๆ
ทั้งในระดับโลกและในเอเชีย กลุ่มนักโภชนาการและนักวิจัยต่างเห็นตรงกันว่า โยเกิร์ตควรเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน รายงานวิจัยปี ๒๕๖๗ ในวารสาร Frontiers in Nutrition ระบุว่า “โยเกิร์ตเป็นแหล่งโปรตีนและสารอาหารสำคัญในสัดส่วนที่เหมาะสม ให้พลังงานต่ำ และช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายกลุ่ม ทั้งโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับการเผาผลาญ” (Frontiers) ขณะที่นักโภชนาการจากคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่า “จุลินทรีย์มีชีวิตในโยเกิร์ตมีบทบาทสำคัญต่อทั้งระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะกับเด็กๆ ผู้สูงอายุ และผู้ที่กำลังพักฟื้นร่างกาย ยิ่งในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเราด้วยแล้ว”
ตลาดโยเกิร์ตในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ตามห้างร้านมีตัวเลือกให้ละลานตา นอกเหนือจากโยเกิร์ตพร้อมดื่มแบบเดิมๆ กระแสนี้ก็เข้ากันดีกับเทรนด์รักสุขภาพของคนเมือง โดยเฉพาะครอบครัวในกรุงเทพฯ ที่มักเลือกโยเกิร์ตโปรไบโอติกให้ลูกพกไปกินที่โรงเรียน หรือกลุ่มคนออกกำลังกายที่นิยมโยเกิร์ตสูตรไขมันต่ำหรือแบบกรีกโยเกิร์ต อย่างไรก็ตาม ในแถบชนบทหรือครัวเรือนที่รายได้ไม่สูงนัก อาจจะยังเข้าถึงโยเกิร์ตชนิดไม่หวาน หรือยังขาดข้อมูลเรื่องตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพได้ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่นโยบายโภชนาการสาธารณะต้องให้ความสำคัญต่อไป
วัฒนธรรมอาหารไทยเราที่คุ้นเคยกับของหมักดองอยู่แล้ว อย่างน้ำปลา หรือส้มตำปูเค็ม ก็ดูจะเปิดรับให้โยเกิร์ตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูประจำวันได้ไม่ยาก หลายบ้านนิยมกินโยเกิร์ตกับผลไม้สดเป็นมื้อเช้า หรือเป็นของหวานชื่นใจคลายร้อนในช่วงหน้าร้อน แถมโยเกิร์ตเองก็เริ่มเข้าไปมีบทบาทในอาหารฟิวชันมากขึ้น เช่น ทำเป็นน้ำจิ้มโยเกิร์ตรสจัดจ้าน หรือเอาไปใส่ในแกงต่างๆ ปัจจัยทางประวัติศาสตร์เรื่องการนำเข้าผลิตภัณฑ์นม และการเติบโตของอุตสาหกรรมนมในบ้านเราตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่แล้ว ก็มีส่วนทำให้คนไทยรู้จักและเข้าถึงโยเกิร์ตได้มากขึ้น
มองไปข้างหน้า งานวิจัยใหม่ๆ ก็เริ่มชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่าจับตามอง เช่น การทดลองทางคลินิกที่กำลังศึกษาว่า โปรไบโอติกในโยเกิร์ตบางสายพันธุ์จะช่วยลดอาการภูมิแพ้ ปรับอารมณ์ หรือกระทั่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิตผ่านกลไกการทำงานเชื่อมโยงระหว่างสมองกับลำไส้ได้หรือไม่ (PubMed - Impact of Fermented Milk on Gut Microbiota And Human Health) ในขณะเดียวกัน โยเกิร์ตทางเลือกที่ทำจากพืช เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ หรือนมมะพร้าว ก็กำลังมาแรง เป็นตัวเลือกให้คนที่แพ้นมวัว ซึ่งพบได้มากถึง 90% ของผู้ใหญ่ในแถบเอเชียตะวันออก รวมถึงคนไทยจำนวนไม่น้อย (ScienceDirect - Nutritional health aspects and functional properties of nut yogurt)
สำหรับคุณผู้อ่านและครอบครัวคนไทยที่อยากได้ประโยชน์จากโยเกิร์ตเต็มๆ ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำดีๆ มาฝาก: ๑) เลือกโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ ไม่เติมน้ำตาล ๒) อยากเพิ่มรสชาติ ให้ใส่ผลไม้สด ถั่ว หรือราดน้ำผึ้งนิดหน่อยแทนน้ำตาล ๓) กินเป็นของว่าง มื้อเช้า หรือของหวาน เพื่อช่วยให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนสมดุล และ ๔) อ่านฉลากทุกครั้ง เลือกสูตรที่เขียนว่า “มีจุลินทรีย์มีชีวิต” ส่วนใครที่แพ้แลคโตส ก็เลือกโยเกิร์ตจากพืชที่เสริมจุลินทรีย์ดีได้เลย ที่สำคัญที่สุด แม้โยเกิร์ตจะมีประโยชน์สารพัด ก็ควรกินคู่กับอาหารอื่นๆ ให้หลากหลาย และไม่ควรกินแทนอาหารมื้อหลัก
ด้วยข้อมูลงานวิจัยที่มากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับความสนใจของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้โยเกิร์ตกลายเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่หลายบ้านขาดไม่ได้ในยุคนี้ อย่างไรก็ตาม การเลือกให้เป็น เลือกให้ถูก โดยอิงข้อมูลจากงานวิจัยใหม่ๆ จะช่วยให้เราได้ประโยชน์เต็มที่ และลดความเสี่ยงจากน้ำตาลรวมถึงสารปรุงแต่งที่ไม่จำเป็นได้