เป็นข้อความในเฟสบุค ที่ส่งต่อๆ กันมา    อ่านแล้วเศร้าใจ ตามมาด้วยแรงฮึด   เพราะผมกำลังเขียนหนังสือชื่อ งอกงามความรักเรียน : Student Engagement ที่คาดว่าน่าจะพิมพ์ออกเผยแพร่ปลายปีนี้   มาพบสถานการณ์ Teacher Disengagement มาช่วยเป็นแรงฮึดให้มุมานะเขียนต้นฉบับ   

Patsawongkantamart Pongsawatdirartchasakon's Post 

 “ในหลายโรงเรียนทั่วประเทศ ปรากฏการณ์ “ครูขี้เกียจ” ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวของครูคนใดคนหนึ่ง แต่กลายเป็น “วัฒนธรรมที่ระบบเอื้อให้มีอยู่ได้อย่างถูกต้อง”

ครูบางคนไม่เปิดหนังสือ ไม่เตรียมการสอน ไม่ใส่ใจนักเรียน ไม่แม้แต่จะเดินตรวจห้องเรียนในหนึ่งเทอม แต่ยังคงอยู่ในระบบได้อย่าง “สง่างาม”

และที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือ — พวกเขากลับไม่ถูกลงโทษ กลับได้รับคำชมจากผู้บริหารเพียงเพราะ ‘เอกสารครบ’ และ ‘ไม่สร้างปัญหา’

เราไม่ได้กล่าวโทษคนเหล่านี้ในฐานะปัจเจก เพราะ “ความขยัน” และ “จิตสำนึก” เป็นสิ่งที่เปลี่ยนยาก

และเราก็ไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนตื่นขึ้นมาแล้วกลายเป็นครูดีเด่น เพราะเอาเข้าจริง หากเราบอกให้เขาขยันขึ้น เราอาจถูกมองว่า “สาระแน” หรือ “เผือกผิดที่”

สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือการออกแบบระบบ

ไม่ใช่เพื่อหวังให้คนขี้เกียจเปลี่ยนตัวเอง — แต่เพื่อให้คนขี้เกียจ “ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงาน” ตามหน้าที่ของตนเอง

นี่คือหัวใจของระบบนิเวศการทำงานที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันในโรงเรียน

วิทยฐานะ: ได้มาจากสมรรถนะหรือเงินกู้? วันนี้เรามีครู ค.ศ.3 เต็มโรงเรียน แต่สิ่งที่เราต้องกล้าถามตรง ๆ คือ…

“วิทยฐานะนั้นได้มาเพราะสมรรถนะ หรือได้มาจากเงินกู้สหกรณ์และการจ้างคนอื่นเขียนให้?”

เราจะเรียกมันว่า “ความสำเร็จของครูไทย” ได้อย่างไร

ในเมื่อมีครูจำนวนไม่น้อยใช้เงินหลักหมื่นถึงหลักแสนเพื่อให้ได้แฟ้มผลงานที่ตัวเองไม่ได้เขียน

เราอาจได้ครู ค.ศ.3 ที่ “อ่านไม่ออก เขียนไม่คล่อง และสอนเด็กไม่ได้” แต่มีเอกสารสวยระดับมืออาชีพ

นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล แต่เป็นคำถามใหญ่ต่อทั้ง ระบบวิทยฐานะซึ่งต้องไม่ใช่เพียงแค่ “ฉากหน้า” ที่ดูดี แต่ต้องมีการประเมินซ้ำ ตรวจสอบซ้ำ และพิสูจน์สมรรถนะอย่างต่อเนื่อง

เพราะวิทยฐานะไม่ควรเป็นรางวัลเพื่อโชว์แฟ้ม แต่ต้องเป็น “ตราประทับแห่งความสามารถ” ที่สะท้อนความมั่นคงของห้องเรียน

เราวัดผลงานครูด้วยอะไร = เรากำหนดชะตาการเรียนของเด็กด้วยสิ่งนั้น

นี่ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือปัญหาทางโครงสร้างที่กำลังฆ่าระบบการศึกษาอย่างเลือดเย็น

ปัญหานี้ไม่ใช่เกิดจาก “ครูบางคน” ขี้เกียจ

แต่มันเกิดจาก “ระบบทั้งระบบ” ที่สร้างเงื่อนไขให้คนขี้เกียจเอาตัวรอดได้

ระบบที่ไม่ลงโทษการไม่ทำงาน

ระบบที่ให้รางวัลกับความนิ่งเฉย

และระบบที่ไม่สนใจว่า “นักเรียนได้อะไร” แต่สนแค่ว่า “แฟ้มงานมีหรือไม่” และระบบที่สนใจแค่ว่า KPI เพิ่มขึ้นหรือไม่

เราไม่ได้เผชิญกับครูคนหนึ่งที่ไม่ทำงาน

เรากำลังเผชิญกับระบบราชการทั้งระบบที่ไม่เคยถามว่า “เด็กได้อะไรจากโรงเรียน” แต่กลับหมกมุ่นกับ “รายงานผลตัวชี้วัด KPIs ที่ทำให้หน่วยงานเบื้องบนพอใจ”

นี่คือโครงสร้างที่ “ปลูกฝังความไร้สมรรถภาพ” เป็นวัฒนธรรมองค์กร

ที่ทำให้คนทำงานจริงถูกมองว่าเป็น “ตัวป่วนระบบ”

ในขณะที่คนที่นั่งเฉย ๆ กลับได้รับรางวัลแห่งความสงบ และไม่มีปากมีเสียงนั้น 

สุดท้ายแล้ว คนที่จ่ายราคาของระบบที่ล้มเหลว ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่ผู้บริหารเขตพื้นที่

แต่คือนักเรียน — เด็กที่โตมากับครูที่ไม่สอน หรือสอนไม่ได้

เด็กที่ไม่เคยได้เจอกับคำว่า “แรงบันดาลใจ” เพราะครูเอง ก็ไม่เคยสร้างแรงบันดาลใจให้ใครได้เลย เด็กที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการเรียนที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร

ถ้าวันหนึ่งคนที่ยัง “สู้” กับระบบนี้หมดแรง… ระบบการศึกษาก็จะพังลงมาทั้งแถบ เหมือนตึกที่ไม่มีเสา

เราอาจไม่กลัวครูที่ไม่ทำงาน

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่ามาก คือวันที่ครูที่ยัง “ทำ” อยู่—เบิร์นเอาต์ ถอดใจ และเลิกพยายาม

เพราะพวกเขาคือ “เสาเข็ม” ที่แบกตึกแห่งการศึกษานี้ไว้คนละเสา

และถ้าเสาเหล่านี้หักพังไปทีละต้น…

ระบบการศึกษาทั้งประเทศก็จะถล่มลงมา ไม่ต่างจากตึก สตง. 

เราไม่สามารถฝากอนาคตเด็กไทยไว้กับระบบที่ดูดพลังคนทำงาน

เราจึงต้องซ่อมทั้งระบบ ไม่ใช่หวังให้คนดี “อึด” ไปได้ตลอดชีวิต

 

ความเห็นที่ ๑

งานนอกงานสอน เช่น จัดหอประชุม ทำป้าย ตัดโฟม งานฝ่าย ทำหลังคาบสอน วันไหนด่วนๆ ต้องปล่อยเด็กทำงานในคาบ แล้วแต่อย่าง แล้วจะได้กลับบ้านกี่ทุ่ม ต้องใช้ชีวิตที่ร.ร.ตั้งแต่ 06.30 น. ถึง 18-19.00 น.แบบนี้ประจำ บอกตามตรงก็ไม่รู้ว่าจะทนได้อีกนานแค่ไหน เครียดมากค่ะ

 

ความเห็นที่ ๒

ทุกวันนี้เริ่มเห็นการเข้าคอร์สหลายหมื่น เพื่อส่ง คศ.4 ถามว่าจำเป็นมั้ย ในเมื่อวัตถุประสงค์หลักคือ ผู้เรียน ไม่ใช่เขียนยังไงให้ตรงใจกรรมการ

 

ความเห็นที่ ๓

เจ็บจิ๊ดอยู่ในใจ เจอมากับตัวเอง  มาถ่ายรูปกับงานเราด้วยนะแล้วเอาไปเขียนซะสวยหรู เหมือนทำเอง

 

ความเห็นที่ ๔

เราคงพูดว่า "ครูขี้เกียจ" โดยไม่พูดถึงภาระงานอื่นๆ ที่มาแย่งเวลาจากการสอนไม่ได้หรอกครับ สิ่งเหล่านี้ทำให้ครู burnout มานักต่อนัก

ระบบ career path ด้อยคุณภาพ ก็ทำให้ผลงานวิชาการที่ใช้เพื่อเลื่อนขั้นด้อยคุณภาพตามไปด้วย หรือถ้าพูดให้ตรงกว่านั้นคือเอาเข้าจริงไม่มีใครสนใจคุณภาพทางวิชาการของผลงานมากเท่ากับว่ามันเป็น "พิธีกรรม" อย่างหนึ่งที่ต้องทำให้เสร็จๆ ไป (ในเมื่อคนตรวจก็ไม่ได้สนใจคุณภาพ คนทำจะสนใจคุณภาพไปทำไม?)

ใดๆ คือ ทั้งหมดเป็นผลจากการที่ "ระบบการศึกษา" ถูกครอบด้วย "ระบบราชการ" ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

 

ความเห็นที่ ๕ 

ครูใกล้เกษียณดีใจนะคะที่ครูรุ่นใหม่รู้ถึงปัญหาในระบบที่ส่งผลถึงนักเรียนในระยะยาว ขอบคุณมากค่ะ

 

ความเห็นที่ ๖

เลิกเป็นตัวป่วนระบบแล้ว เหนื่อย”

 

อ่านแล้วผมบอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสทำวิจัยระบบการศึกษา   เป็นโจทย์วิจัยเชิงระบบที่ทำแล้วจะส่งผลดีในระดับ “กู้ชาติ”   เพราะในยุคนี้ความล่มสลายหรือรุ่งเรืองของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของพลเมือง    แต่ผมก็ตระหนักว่า แรงต้านการเปลี่ยนแปลงน่าจะแข็งแรงมาก   

หากจะมีการตั้งโจทย์วิจัย และหาทีมวิจัยที่เหมาะสม ผมเสนอให้หานักวิจัยทางรัฐศาสตร์มานำทีม    ผมเห็นตัวอยู่แล้ว 

ผู้รับผิดชอบระบบ ววน. หากเพิกเฉยเรื่องนี้   ท่านกำลัง passively ทำลายประเทศชาติ   

วิจารณ์ พานิช

๑๗ เม.ย. ๖๘