ในยุคดิจิทัลที่อิทธิพลของโซเชียลมีเดียแผ่ขยายไม่หยุด หลายคนอาจมองว่าผู้คนยุคนี้มีแนวโน้มจะคล้อยตามกลุ่มมากกว่าคนยุคก่อน ทว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยชิ้นล่าสุดกลับชี้ว่า ระดับการคล้อยตามสังคมนั้นยังคงเส้นคงวามาตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษ แม้โลกออนไลน์จะกว้างขวางเพียงใดก็ตาม ข้อมูลชุดนี้เมื่อผนวกเข้ากับงานวิจัยด้านสมอง กำลังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้นว่าเหตุใดคนเราจึงเลือกที่จะ “ไหลตามน้ำ” หรือ “เลือกที่จะแตกต่าง” รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมไทยในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งเทคโนโลยีและวัฒนธรรม (Counterpunch, ๒๕๖๘)

“ความกลมกลืนทางสังคม” หมายถึง แนวโน้มที่เราจะปรับเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมให้สอดรับกับกลุ่มที่เราอยู่ ประเด็นนี้เป็นที่สนใจของนักจิตวิทยา ครูบาอาจารย์ ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการมาอย่างยาวนาน สำหรับสังคมไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมกลุ่มก้อนและการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ที่หยั่งรากลึก ตั้งแต่ในรั้วโรงเรียนไปจนถึงที่ทำงานหรือในครอบครัว การทำความเข้าใจกลไกนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องบนหิ้งในตำรา แต่มีผลโดยตรงต่อการรณรงค์ด้านสุขภาพ บรรยากาศในห้องเรียน และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยที่รวบรวมระหว่างปี ๒๕๔๗ – ๒๕๖๕ พบว่า แม้ปัจจัยทางสังคมจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้คนสูงจริง แต่อิทธิพลดังกล่าวก็ไม่ได้พุ่งพรวดขึ้นอย่างที่คิดในยุคอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ดี นักวิจัยยังคงเน้นย้ำว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาคำตอบให้ชัดเจนว่าปัจจัยใดกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม สื่อ หรือแรงกดดันจากคนรอบข้าง ที่ส่งผลต่อการคล้อยตามในแต่ละสถานการณ์

หัวใจสำคัญของการไขปริศนาเรื่องนี้คือความก้าวหน้าทางประสาทวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน นักวิจัยใช้เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (fMRI) เพื่อสังเกตการทำงานของสมองขณะผู้เข้าร่วมการทดลองกำลังตัดสินใจ ทำให้เห็นการทำงานของสมองแบบจะจะ เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคม งานศึกษาชิ้นหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๕ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างขนาดของ “สมองส่วนหน้าออร์บิโตฟรอนทอล” (OFC: orbitofrontal cortex) กับแนวโน้มที่คนเราจะปรับรสนิยมตัวเองให้สอดรับกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือ “ผู้เชี่ยวชาญจำลอง” ในการทดลอง อาสาสมัครให้คะแนนเพลงที่ชอบ จากนั้นได้รับข้อมูลลวงว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” มีความเห็นอย่างไร แล้วจึงให้กลับมาประเมินความชอบอีกครั้ง ผลปรากฏว่า ผู้ที่มีสมองส่วน OFC ขนาดใหญ่กว่า มีแนวโน้มจะปรับตามกลุ่มมากกว่า และสมองส่วนนี้จะยิ่งทำงานหนักเป็นพิเศษเมื่อความเห็นของตนเองขัดแย้งกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ คณะนักวิจัยนานาชาติชุดนี้ให้ทัศนะว่า “ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าสมองบางส่วนของเรามีกลไกที่เอื้อให้เราคล้อยตามกลุ่มได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการเรียนรู้เสมอไป”

OFC ซึ่งอยู่บริเวณเหนือเบ้าตา เป็นศูนย์กลางสำคัญในการประเมินคุณค่า สร้างความรู้สึกผูกพันทางสังคม และคาดการณ์ผลที่จะตามมาจากการกระทำ นักประสาทวิทยามองว่าการทำงานของ OFC นั้นซับซ้อนลึกซึ้งกว่าที่เคยเข้าใจ ล่าสุดในปี ๒๕๖๖ มีงานวิจัยที่ฉายภาพให้เห็นการทำงานร่วมกันระหว่าง OFC กับสมองส่วนรับความรู้สึก ขณะผู้เข้าร่วมการทดลองต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการสัมผัสมือจากที่คุ้นเคย ผลการศึกษาพบว่า OFC ไม่เพียงแต่รับรู้เมื่อมีสิ่งใดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนรับความรู้สึกให้เตรียมพร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ (flexible decision-making)

ความสามารถในการคิดอย่างยืดหยุ่นนี้ คือทักษะจำเป็นของมนุษย์เพื่อเอาตัวรอดและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาไทย ที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ แทนที่การท่องจำแบบเดิมๆ นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำท่านหนึ่งให้ทัศนะว่า “ทักษะการปรับตัวทางพฤติกรรมไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญา แต่ยังช่วยให้คนไทยสามารถรับมือกับโลกที่หมุนเร็วทั้งเทคโนโลยีและสังคมได้อย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์” ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อในการดูแลสุขภาพจิตและปรับปรุงวิธีการสอนในห้องเรียนได้อีกด้วย

ประวัติศาสตร์การศึกษา OFC ก็มีเกร็ดน่ารู้เช่นกัน กรณีของพนักงานรถไฟในศตวรรษที่ ๑๙ ผู้ซึ่งประสบอุบัติเหตุเหล็กทะลุสมองส่วน OFC จนอุปนิสัยพลิกผันไปโดยสิ้นเชิง เหตุการณ์นี้ช่วยให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงความสำคัญของสมองส่วนนี้ในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม ปัจจุบัน นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ในประเทศไทยได้นำองค์ความรู้เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้มีภาวะออทิสติก โรคจิตเภท และโรคย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น โดยแนวทางการรักษาอาจรวมถึงการใช้ยาที่ส่งผลต่อการทำงานของ OFC หรือการใช้เทคโนโลยีกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก ซึ่งเริ่มแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีในผู้ป่วยบางกลุ่ม (Counterpunch, ๒๕๖๘)

สำหรับประเทศไทย การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมความเกรงใจและการเคารพผู้อาวุโสที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ท่ามกลางอิทธิพลจากโลกภายนอกที่หลั่งไหลเข้ามาง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นกระแสวัฒนธรรมเกาหลีหรือข่าวปลอมบนโลกออนไลน์ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง นักสังคมวิทยาในกรุงเทพมหานครท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “ในแง่บวก วัฒนธรรมเหล่านี้ช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์และการกล้าตั้งคำถาม” งานวิจัยระดับนานาชาติชี้ว่า ผลกระทบจากความกลมกลืนนี้เห็นได้ชัดเจนในพฤติกรรมการเลือกตั้ง การตอบสนองต่อการรณรงค์ด้านสาธารณสุข และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน นักการศึกษาและผู้นำทางสังคมของไทยจึงถึงเวลาต้องทบทวนยุทธศาสตร์ในการรับมือกับโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล

นอกจากนี้ ความเข้าใจในเรื่องความยืดหยุ่นหรือความตายตัวในการตัดสินใจ ยังช่วยให้การรณรงค์ด้านสาธารณสุข เช่น การส่งเสริมการฉีดวัคซีน หรือการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ สัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้น หากสามารถเข้าใจกลไกการคล้อยตามของกลุ่มเป้าหมาย และอาศัย ‘กูรู’ หรือผู้ที่กลุ่มเป้าหมายให้ความนับถือเป็นกระบอกเสียง ก็อาจช่วยโน้มน้าวใจผู้ที่ยังลังเลให้เปลี่ยนพฤติกรรมได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมองของแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่ออิทธิพลในลักษณะนี้แตกต่างกันไป

ปัจจุบัน นักวิจัยไทยมุ่งมั่นที่จะบูรณาการองค์ความรู้นี้เพื่อพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการคิดและการตัดสินใจของคนไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตลอดจนวางแนวทางการรณรงค์ทางสังคมที่สอดรับกับวิถีความเป็นไทย ปริมาณงานวิจัยเกี่ยวกับ OFC ทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นจากปีละไม่กี่สิบฉบับในช่วงปลายทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นมากกว่า ๗๐๐ ฉบับในปี ๒๕๖๓ มหาวิทยาลัยไทยและโรงพยาบาลวิจัยของรัฐต่างก็มีส่วนร่วมในโครงการวิจัยระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหวังนำองค์ความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องตีให้แตกอีกหลายประการ เช่น บทบาทของค่านิยมไทย คอมมูนิตี้ออนไลน์แบบปิด หรือแนวทางการศึกษาโฉมใหม่ จะส่งผลต่อการคล้อยตามหรือการตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานของกลุ่มอย่างไร สถาบันการศึกษาควรสร้างสมดุลระหว่างการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และการคิดอย่างอิสระ กับการธำรงไว้ซึ่งความสามัคคีในสังคมอย่างไร และเมื่อเรามีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับชีววิทยาของการตัดสินใจมากขึ้น สิ่งนี้จะนำไปสู่การส่งเสริมเสรีภาพในการเลือกอย่างแท้จริง หรือจะกลับกลายเป็นเครื่องมือชี้นำความคิดในรูปแบบที่แยบยลกว่าเดิม

สิ่งที่ฝากไว้ให้ชาวไทยได้ขบคิดคือ เราควรร่วมกันสร้างสรรค์บรรยากาศ ทั้งในบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน ที่เปิดกว้างและให้ความสำคัญแก่ทั้งความสมานฉันท์ของส่วนรวมและพื้นที่สำหรับการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างของปัจเจกบุคคล คุณครูและผู้ปกครองควรเป็นแบบอย่างในการคิดวิเคราะห์และกล้าที่จะคิดนอกกรอบ ขณะที่นักวิชาชีพด้านสุขภาพควรใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อโน้มน้าวกลุ่มเป้าหมาย โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางบุคลิกภาพและรูปแบบการคิดของแต่ละคน สังคมไทยเองก็จำเป็นต้องรู้เท่าทันแหล่งข้อมูลและเจตนาแอบแฝงของอิทธิพลต่างๆ รอบตัว ท่ามกลางพลวัตของเทคโนโลยีสมองและวัฒนธรรมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับงานวิจัยสมองและจิตวิทยาสังคมได้จาก Counterpunch และอย่าลืมติดตามแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพและการศึกษาที่น่าเชื่อถือ เพื่อรับคำแนะนำที่อ้างอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต