ชีวิตไม่ใช่การได้กินของที่อร่อยที่สุดเสมอไป แต่อย่างน้อยควรเป็นสิ่งที่เรา “เลือกเอง” ได้และ “กินให้หมดได้” อย่างไม่ฝืนใจ เพราะไม่มีใครกินแทนเราได้ เราเท่านั้นที่ต้องรับรส รับผล และรับผิดชอบในจานของตน

เที่ยงวันในร้านข้าวราดแกง เมนูหลากหลายวางเรียงอยู่ในตู้กระจกใส ทั้งแกงเขียวหวาน ผัดผักบุ้งไฟแดง หมูผัดพริก ปลาทูทอด ไข่เจียวหอมกรุ่น ไข่พะโล้สีเข้มข้น หรือจะเป็นแกงส้มผักรวมร้อน ๆ ที่กลิ่นโชยชวนให้ลิ้นไหว ใคร ๆ ก็ถือจานข้าวเปล่า เดินเข้าคิวเลือกเมนูที่จะ “ราด” ลงไปบนจานของตนเอง จะเอาอย่างเดียว สองอย่าง หรือสามอย่าง ก็แล้วแต่ใจและกระเป๋า ทุกเมนูมีป้ายราคากำกับบอกชัด แต่สิ่งที่ไม่มีป้ายบอกคือ “รสชาติที่เราจะต้องเผชิญ” หลังจากตักลงไปแล้ว

มันไม่ต่างอะไรกับชีวิตเลย ที่เราล้วนต้องยืนอยู่หน้าตู้โชว์ของทางเลือก และเป็นผู้ตักใส่จานของตนเองอย่างไม่มีใครช่วยได้

ในห้องเรียนวิชาทักษะชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยม ฉันเคยให้โจทย์ง่าย ๆ แต่ออกจะจริงจังกับเด็ก ๆ ว่า “ลองสมมติตัวเองเข้าไปในร้านข้าวแกง แล้วเขียนออกมาว่า ถ้าข้าวเปล่าคือชีวิต คุณจะเลือกอะไร ‘ราด’ ลงไปบ้าง” เด็กชายคนหนึ่งตอบอย่างตลกแต่จริงใจว่า “ผมจะราดแค่ไข่เจียว เพราะอย่างน้อยผมรู้ว่าผมกินได้แน่ ๆ ไม่เสียเงินฟรี” บางคนบอกว่า “ขอผัดพริกแกงกับปลาทู เพราะแม่ชอบซื้อให้ที่บ้าน” ฉันยิ้มและถามต่อว่า “แล้วนั่นเป็นรสที่เธอชอบ หรือรสที่เธอคุ้น?” เด็กคนนั้นนิ่งคิด ก่อนตอบเสียงอ้อมแอ้มว่า “เอาจริง ๆ หนูก็ไม่เคยเลือกเองเลยค่ะ..”

บทสนทนาเหล่านี้ฟ้องว่าหลายชีวิตยังไม่เคยมีโอกาส “เลือก” อย่างแท้จริง แม้แต่กับข้าวมื้อง่าย ๆ ยังเต็มไปด้วยความคุ้นเคยที่ไม่แน่ใจว่าเป็นรสนิยม หรือเป็นผลจากการตามใครสักคนมา

บางคนในชีวิตจริงเคย “ราดผิด” จนขมคอ เด็กชายปั้น นักเรียนห้องเดียวกันที่วันหนึ่งเคยตัดสินใจสมัครเข้าเรียนสายวิทย์คำนวณ เพราะ “เพื่อนทั้งกลุ่มสมัคร” ทั้งที่ตัวเองรักศิลปะและการออกแบบ เขาเคยบอกฉันด้วยเสียงอ่อนแรงว่า “ครูครับ ผมเรียนไปแล้วผมรู้สึกเหมือนกำลังกินแกงส้มเผ็ดร้อนทุกวัน ทั้งที่ผมไม่กินเผ็ดเลย” ฉันถามเขาว่าแล้วทำไมไม่เปลี่ยน ปั้นตอบเบา ๆ “ตอนนี้ก็เปลี่ยนแล้วครับ ถึงจะช้าหน่อยแต่ยังดีที่รู้ว่ากินอะไรไม่ได้ก่อนจะกินไม่ลงไปทั้งชีวิต”

ชีวิตไม่ใช่การได้กินของที่อร่อยที่สุดเสมอไป แต่อย่างน้อยควรเป็นสิ่งที่เรา “เลือกเอง” ได้และ “กินให้หมดได้” อย่างไม่ฝืนใจ เพราะไม่มีใครกินแทนเราได้ เราเท่านั้นที่ต้องรับรส รับผล และรับผิดชอบในจานของตน

เช่นเดียวกับชีวิต หากเราเลือกทางใดไปแล้ว ไม่ว่าจะเรียนนิติ แพทย์ วิศวะ ครู ช่างตัดผม หรือแม้กระทั่งเลือกจะ “พักก่อน” สิ่งเหล่านั้นล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายเหมือนกับการเลือกราดข้าวสามอย่าง ที่อาจดูแน่นจาน น่ากิน แต่ก็อาจเกินงบ หรือเกินกำลังย่อยของกระเพาะในบางวัน

ฉันเคยเห็นเด็กบางคนเลือกกับข้าวเพราะ “ดูดี” และ “เพื่อนกิน” แต่เมื่อนั่งลงที่โต๊ะ กลับนั่งเขี่ยอยู่นาน สุดท้ายเหลือครึ่งจาน แล้วหันมาบ่นว่า “ครูครับ มันไม่อร่อยเลย” ฉันไม่ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มแล้วพูดกับเขาเบา ๆ ว่า “นั่นแหละชีวิตจริงลูก มันไม่มีเมนูที่ดีสุดหรอก มีแต่เมนูที่เหมาะกับเราเท่านั้นเอง”

วันหนึ่งเราทุกคนจะเข้าใจ ว่ากับข้าวที่ดูธรรมดาอาจเป็นของอร่อยที่สุด หากเราคุ้นเคยและกินได้เต็มใจ เช่นเดียวกับเส้นทางชีวิตที่เรียบง่ายแต่พอดี เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนใคร แค่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับอะไร และพร้อมที่จะรับรสในจานที่ตัวเองเลือกอย่างเข้าใจ เท่านั้นก็เพียงพอ