ผลการศึกษาชิ้นใหม่ล่าสุดเผยว่า ผู้สูงอายุมักจะไม่ค่อยได้มองย้อนหรือใคร่ครวญถึงลักษณะนิสัยของตัวเองมากเท่ากับคนหนุ่มสาว การค้นพบครั้งนี้อาจส่งผลกระทบไม่น้อยต่อเรื่องการพัฒนาตนเอง สุขภาพจิต รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องวัยชราทั้งในสังคมไทยและที่อื่นๆ งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Motivation and Emotion ได้สำรวจความแตกต่างระหว่างวัยในแง่วิธีคิดและประเมินบุคลิกภาพของตัวเอง โดยสรุปว่ายิ่งคนเราอายุมากขึ้น ก็มักจะไม่ค่อยตั้งคำถามหรือคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวเองในแง่มุมต่างๆ มากเท่าเดิม
เรื่องนี้มีความสำคัญไม่น้อยต่อสังคมไทย ที่ซึ่งผู้คนให้ความเคารพนับถือผู้สูงอายุและยึดถือเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งสำคัญที่หยั่งรากลึกมานาน การเข้าใจว่าการมองย้อนดูตัวเองนั้นเปลี่ยนไปตามช่วงวัยอย่างไร สามารถนำไปปรับใช้กับการจัดการศึกษา การพัฒนาคนทำงาน หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพจิตที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ผลวิจัยหลักที่ว่าผู้สูงอายุไม่ค่อยได้ทบทวนบุคลิกภาพตัวเองบ่อยหรือลงลึกเท่าเดิมนั้น ชี้ให้เห็นว่าพออายุมากขึ้น คนอาจจะรู้สึกมั่นคงในความเป็นตัวเองมากขึ้น และมองว่าไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดทบทวนหรือเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว
งานวิจัยด้านพัฒนาการทางบุคลิกภาพได้ชี้ให้เห็นมานานแล้วว่า ลักษณะนิสัยหลักๆ 5 อย่าง ได้แก่ การเปิดรับประสบการณ์ใหม่ (Openness) ความพิถีพิถัน (Conscientiousness) ความเป็นคนเปิดเผย (Extraversion) การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Agreeableness) และความไม่มั่นคงทางอารมณ์ (Neuroticism) นั้น ค่อนข้างจะคงที่ แต่ก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงชีวิต โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตหรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การทบทวนตัวเอง หรือกระบวนการพิจารณาความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วนนั้น มีความสัมพันธ์กับการมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นและความสามารถในการปรับตัวเมื่อต้องรับมือกับการเติบโตและปัญหาท้าทายต่างๆ ในชีวิต (สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน)
ในการศึกษาครั้งใหม่นี้ ทีมวิจัยได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่หลากหลายช่วงวัย โดยให้ลองพิจารณาข้อความเกี่ยวกับบุคลิกภาพของตนเอง แล้วให้คะแนนว่าพวกเขาครุ่นคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของตนเอง หรือคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองมากน้อยแค่ไหน ผลสำรวจชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้เข้าร่วมที่อายุมากกว่าไม่เพียงแต่รายงานว่ามองย้อนดูนิสัยตัวเองน้อยครั้งลง แต่ยังมีแนวโน้มน้อยกว่าที่จะคิดปรับเปลี่ยนแง่มุมต่างๆ ของตัวเองเมื่อเทียบกับคนหนุ่มสาวด้วย นักวิจัยให้ความเห็นว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้สูงอายุรู้สึกมั่นคงและพอใจในความเป็นตัวเองมากขึ้น หรือมองว่าความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงนั้นมีน้อยลง
นักวิจัยท่านหนึ่งในทีมศึกษากล่าวว่า “การมองย้อนดูตัวเองเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต แต่ผลวิจัยของเราชี้ว่าแรงจูงใจที่จะสำรวจข้างในตัวเองแบบนี้อาจลดน้อยลงไปตามวัย ถึงแม้จะมีปัญญาและประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นก็ตาม” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นในแวดวงนี้เสริมว่า แม้การทบทวนตัวเองที่ลดลงในวัยชราอาจสะท้อนความพึงพอใจหรือการยอมรับในตัวเองที่มากขึ้น แต่ก็อาจหมายความว่าผู้สูงอายุกำลังพลาดโอกาสในการปรับตัวและเติบโตต่อไปได้เช่นกัน (PsyPost)
สำหรับสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ถือเป็นประเด็นที่น่าขบคิด ในขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุในประชากรเพิ่มสูงขึ้น (ซึ่งเป็นแนวโน้มที่คล้ายคลึงกันทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ก็ยิ่งมีการให้ความสำคัญกับ ‘การสูงวัยอย่างมีพลัง’ (active aging) การพัฒนาตลอดชีวิต และการมีสุขภาพจิตที่ดีในวัยชรามากขึ้น โครงการเรียนรู้ตลอดชีวิต กิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมในชุมชน และแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุพัฒนาตนเองและปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ก็ทำให้เกิดคำถามว่า แนวทางเหล่านี้ควรต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติเรื่องการทบทวนตัวเองที่พบตามวัยหรือเปล่า
ในวัฒนธรรมพุทธแบบไทย การปฏิบัติเพื่อการทบทวนตนเอง—ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสติ การทำสมาธิ หรือการประเมินตนเอง—ถือเป็นสิ่งสำคัญมาช้านาน โดยเฉพาะเพื่อการเข้าถึงความสงบภายในและความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การปฏิบัติธรรมในวัดมักส่งเสริมให้คนทุกวัยทบทวนการกระทำและแรงจูงใจของตนเองอยู่เสมอ และผู้สูงอายุชาวไทยจำนวนไม่น้อยก็เข้าวัดปฏิบัติธรรมหรือสวดมนต์ภาวนาเป็นประจำเพื่อเป็นการใคร่ครวญ อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาชี้ว่ารูปแบบการฝึกฝนเพื่อทบทวนตนเองและแรงจูงใจเบื้องหลังอาจเปลี่ยนไปตามอายุ โดยอาจหันไปเน้นที่การยอมรับและความรู้สึกขอบคุณมากขึ้นในวัยสูงอายุ แทนที่จะมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างเข้มข้น
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ—ไม่ว่าจะเป็นในสถานศึกษา สถานพยาบาล หรือในชุมชน—ควรนำผลการวิจัยเหล่านี้ไปพิจารณาเมื่อออกแบบมาตรการช่วยเหลือหรือโครงการต่างๆ แทนที่จะพยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทบทวนตนเองอย่างเข้มข้นเหมือนคนหนุ่มสาว การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและเคารพในตัวตนที่มั่นคงแล้วของผู้สูงอายุอาจได้ผลดีกว่า ขณะเดียวกันก็ยังคงเปิดทางให้ท่านได้เปิดรับประสบการณ์และแนวคิดใหม่ๆ โปรแกรมที่ส่งเสริมการทบทวนตนเองอย่างนุ่มนวล เช่น วงสนทนากลุ่มที่มีผู้นำ กิจกรรมทบทวนเรื่องราวชีวิต หรือการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย อาจจะเข้ากับธรรมชาติของผู้สูงอายุได้ดีกว่า และยังช่วยดูแลสุขภาพจิตของพวกท่านได้ด้วย
สำหรับครอบครัวและชุมชนชาวไทย ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ตอกย้ำความสำคัญของการเคารพในความเป็นตัวตนของผู้สูงอายุ พร้อมๆ กับเปิดโอกาสให้ท่านได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่มีความหมาย ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ—เช่น ผู้นำศูนย์ชุมชน นักการศึกษา หรือบุคลากรทางการแพทย์—สามารถช่วยสร้างพื้นที่ให้เกิดการเล่าเรื่องราว แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทบทวนตัวเองในแบบที่สมดุลระหว่างความมั่นคงเดิมกับการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป
โดยสรุป แม้ว่าการที่ผู้สูงอายุจะทบทวนตัวเองน้อยลงอาจเป็นส่วนหนึ่งตามธรรมชาติของชีวิตที่ดำเนินไป แต่สังคมไทยก็ยังควรสนับสนุนช่องทางต่างๆ ให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วม มีความพึงพอใจ และเปิดรับการเรียนรู้อยู่เสมอ ครอบครัว นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบาย สามารถร่วมกันส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีคุณภาพได้ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้เกียรติทั้งภูมิปัญญาที่สั่งสมจากประสบการณ์และศักยภาพในการปรับตัวอย่างต่อเนื่องของผู้สูงอายุ
สำหรับผู้ที่สนใจแนวทางปฏิบัติ การเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมหรือจิตวิญญาณเป็นประจำ การเข้าร่วมกลุ่มสนทนา และการมีส่วนร่วมในโปรแกรมการเรียนรู้เชิงรุกที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุ ล้วนเป็นสิ่งที่แนะนำเพื่อช่วยรักษาความรู้สึกสมดุลเกี่ยวกับตนเองเมื่ออายุมากขึ้น
แหล่งข้อมูล: