ในยุคที่ใครๆ ก็รู้ว่าการขยับร่างกายเป็นประจำคือหัวใจสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างแข็งแรง กลับมีงานวิจัยชิ้นใหม่ค้นพบผู้ช่วยที่คาดไม่ถึงในการดูแลสุขภาพผู้สูงวัย นั่นคือ “เสียงเพลง” งานวิจัยสุดล้ำจากห้องปฏิบัติการวิจัยด้านการออกกำลังกายและการรับรู้ (PAC Lab) แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ณ กรีนส์โบโร (UNC Greensboro) กำลังไขความลับของพลังแห่งจังหวะและการเคลื่อนไหว เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ความแข็งแรง และการทำงานของสมองในผู้สูงวัย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวและเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่ตามมา [ข่าว UNC Greensboro]

ผู้สูงอายุหลายท่านมักพบกับอุปสรรคในการเริ่มต้นหรือคงพฤติกรรมการออกกำลังกายไว้ ซึ่งส่งผลเสียตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทรงตัวที่แย่ลง แรงบีบมือที่อ่อนแอลง หรือแม้กระทั่งภาวะสมองเสื่อม แต่ในช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการเคลื่อนไหวมากที่สุด การสร้างนิสัยที่เป็นประโยชน์เหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากข้อจำกัดทางร่างกายและแรงจูงใจที่ถดถอย นักวิจัยที่ PAC Lab จึงได้นำเสนอเครื่องมือใหม่ นั่นคือ เพลย์ลิสต์เพลงที่คัดสรรและปรับแต่งจังหวะมาเป็นพิเศษ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การออกกำลังกายสนุกและได้ผลดียิ่งขึ้น

งานวิจัยของห้องปฏิบัติการ ซึ่งส่วนหนึ่งนำโดยทีมนักศึกษาปริญญาเอกและอยู่ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด มุ่งเน้นไปที่สองโครงการศึกษาที่เกี่ยวเนื่องกัน โครงการแรกคือ “การส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุ” (iSTEP) ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับที่ แนวคิดนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ ให้ผู้เข้าร่วมออกกำลังกายไปพร้อมกับเพลย์ลิสต์ที่ปรับจังหวะด้วยระบบดิจิทัล เพื่อกระตุ้นให้เคลื่อนไหวตามเสียงเพลง เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น จังหวะเพลงก็จะเร็วขึ้น เพื่อท้าทายให้ผู้เข้าร่วมเพิ่มระดับการออกกำลัง โดยมีดนตรีช่วยกลบเกลื่อนความเหนื่อยล้าและเพิ่มความเพลิดเพลิน

“เสียงร้องหรือเนื้อเพลงไม่มีผิดเพี้ยน” สมาชิกในทีมวิจัยท่านหนึ่งอธิบาย “จังหวะที่เน้นย้ำนี้ใช้สำหรับก้าวเดินให้เข้าจังหวะ เมื่อเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น ก็อาจทำให้พวกเขาเดินเร็วขึ้นได้ นั่นคือวิธีที่เราจะค่อยๆ เพิ่มระดับความเข้มข้น” แนวทางนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเดิน แต่ยังนำจังหวะดนตรีไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมต่างๆ เช่น การฝึกด้วยแรงต้าน การออกกำลังกายเพื่อการทรงตัว และการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น ในระหว่างการยกขาด้านหน้า ผู้เข้าร่วมอาจยกขาขึ้นและลงตามจังหวะ 4 จังหวะ ทำให้การออกกำลังกายมีแบบแผนและทำตามได้ง่ายขึ้น

โครงการ iSTEP ระยะแรก มีผู้สูงอายุเข้าร่วม 50 คน และใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากนี้ ผลลัพธ์ด้านการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องและความพึงพอใจจะถูกนำไปปรับปรุงเพื่อขยายโครงการให้มีผู้เข้าร่วมมากกว่าสองเท่าของกลุ่มเดิม ข้อสังเกตเบื้องต้นชี้ให้เห็นประโยชน์ที่ชัดเจน คือ ผู้เข้าร่วมเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น กลับมาช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น และรู้สึกมีความสุขมากขึ้น ดังที่นักวิจัยคนหนึ่งกล่าวว่า “พวกเขารู้สึกได้ถึงพลังงานและความสุข มันกำลังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในชุมชน”

โครงการวิจัยที่สองของ PAC Lab ชื่อ “การออกกำลังกายและโรคอัลไซเมอร์ ระยะที่ 2” (PAAD2) มุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม ด้วยจำนวนชาวอเมริกันกว่า 7 ล้านคนที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ในปัจจุบัน และความกังวลในลักษณะเดียวกันในประเทศไทย โครงการนี้จึงพยายามค้นหาว่าการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถเสริมสร้างศักยภาพสำรองของสมอง (cognitive reserve) ได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ใหญ่ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ตลอดระยะเวลาหนึ่งปี ผู้เข้าร่วมจะได้รับการประเมินความสามารถทางสมองควบคู่ไปกับการออกกำลังกายตามโปรแกรมที่วางไว้ ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายอาจช่วยเพิ่มโปรตีนสำคัญ เช่น โปรตีนบีดีเอ็นเอฟ (BDNF) ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพและความยืดหยุ่นของสมอง

นักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการ PAAD2 กล่าวว่า “เราคิดว่าหาก [BDNF] ถูกหลั่งออกมาตอบสนองต่อการออกกำลังกาย และเราออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะมีระดับโปรตีนนี้สูงขึ้น… ซึ่งอาจส่งผลในการป้องกันโรคได้” ผลการวิจัยยังครอบคลุมไปถึงเรื่องพันธุกรรมด้วย กล่าวคือ ผู้ที่มีอัลลีล APOE ε4 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทราบกันดีของโรคอัลไซเมอร์ อาจได้รับประโยชน์ด้านสมองจากอาหารน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีอัลลีลนี้ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการสำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกาย พันธุกรรม และการปกป้องระบบประสาท

สำหรับคนไทยเรา ผลการวิจัยเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง สังคมผู้สูงอายุของไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าสัดส่วนประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะเกิน 20% ภายในทศวรรษนี้ [UNFPA ประเทศไทย] ความกังวลเรื่องความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง การหกล้ม และโรคสมองเสื่อม เป็นปัญหาใหญ่ของหลายล้านครอบครัว การผสมผสานการออกกำลังกายตามจังหวะ เช่น การใช้เพลงไทยหรือท่ารำวงมาตรฐาน อาจเป็นแนวทางที่เข้ากับวัฒนธรรมไทยในการส่งเสริมสุขภาพและการมีส่วนร่วมในชุมชน ทั้งในชนบทและในเมือง

ในอดีต ดนตรีและการรวมกลุ่มทำกิจกรรมในชุมชนถือเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตสังคมไทย หลักการที่อยู่เบื้องหลังโครงการ iSTEP และ PAAD2 สอดคล้องกับกิจกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในการออกกำลังกายกลุ่มแบบไทยๆ เช่น การเต้นแอโรบิกหมู่ การรำวงตามงานวัด หรือแม้แต่ในวิชาพละที่โรงเรียนซึ่งใช้ดนตรีและจังหวะกระตุ้นนักเรียน การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญาดั้งเดิมเหล่านี้ นักวิจัยกำลังสร้างข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย และผู้ดูแลในประเทศไทยสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

สำหรับอนาคต PAC Lab ตั้งเป้าที่จะขยายขนาดการศึกษาทั้งสองโครงการ และศึกษาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าผลกระทบทางจิตใจและสรีรวิทยาของดนตรีจะช่วยยืดช่วงเวลาแห่งการมีสุขภาพดีของผู้สูงอายุทั่วโลกได้อย่างไร สำหรับประเทศไทย แนวโน้มนั้นสดใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการปรับใช้โดยใช้เพลงไทยยอดนิยมและจังหวะที่คุ้นเคยทางวัฒนธรรมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมให้สูงสุด ผู้กำหนดนโยบายและผู้ขับเคลื่อนด้านสาธารณสุขควรหาโอกาสในการนำโปรแกรมออกกำลังกายที่ใช้ดนตรีเป็นตัวนำไปบูรณาการในสถานดูแลผู้สูงอายุ สวนสาธารณะในเมือง และแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลต่างๆ

สำหรับผู้อ่านชาวไทยและครอบครัว ข้อความสำคัญนั้นเรียบง่าย: การสร้างกิจวัตรการออกกำลังกายแม้เพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำควบคู่ไปกับเสียงเพลง สามารถปลดล็อกประโยชน์มหาศาลต่อสุขภาพ การเคลื่อนไหว และความจำได้ ลองเริ่มต้นด้วยการสร้างเพลย์ลิสต์เพลงโปรดจังหวะสนุกๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็วในสวนลุมพินี การเต้นรำวงในศูนย์กิจกรรมชุมชน หรือการออกกำลังกายตามวิดีโอออนไลน์ ให้ดนตรีนำทางคุณไปสู่อนาคตที่สดใสและพึ่งพาตนเองได้ยาวนานขึ้น