ผลการศึกษาวิจัยทั้งในระดับโลกและประเทศไทยหลายชิ้นกำลังสะท้อนภาพน่ากังวล เมื่อพบว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับเด็กในฮ่องกงและทั่วโลก ไม่ได้ออกกำลังกายตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ คือ ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน สถานการณ์นี้ถูกตอกย้ำผ่านงานวิจัยชิ้นล่าสุด และได้รับการยืนยันจากบุคลากรด้านการศึกษาและสาธารณสุขของไทย ก่อให้เกิดความห่วงใยถึงผลกระทบระยะยาวต่อผลการเรียน สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของเยาวชนไทย

ที่ฮ่องกง บทความพิเศษของ South China Morning Post เมื่อไม่นานมานี้ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของนักเรียนมัธยมคนหนึ่งจากโรงเรียนนานาชาติฮ่องกง ที่ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการนอน สมาธิ และผลการเรียน หลังจากหันมาวิ่งและเล่นบาสเกตบอลทุกวัน แม้ประสบการณ์ของเขาอาจไม่ใช่เรื่องปกติในหมู่วัยรุ่นฮ่องกง แต่มันก็สอดคล้องกับผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่ชี้ว่า เด็กกว่า 90% ขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอตามเกณฑ์ 60 นาทีต่อวัน (SCMP)

สถานการณ์คล้ายคลึงกันนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทย ผลการประเมินภาพรวมปี 2565 พบว่า มีเด็กและเยาวชนไทยเพียง 27% เท่านั้นที่มีกิจกรรมทางกายถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำต่อวัน ส่วนตัวชี้วัดด้านพฤติกรรม เช่น เวลาที่ใช้ในกิจกรรมเนือยนิ่ง หรือเวลาอยู่หน้าจอ ถูกจัดว่าอยู่ในระดับ “แย่” หรือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล (ScienceDirect; PMC; PubMed) โดยพบว่าเด็กผู้ชายมักมีกิจกรรมทางกายมากกว่าเด็กผู้หญิง ขณะที่นักเรียนในเขตเมือง (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่) มีแนวโน้มเนือยนิ่งมากกว่านักเรียนในชนบท

ประเด็นเรื่องการขาดการออกกำลังกายนี้ส่งผลกระทบมากกว่าแค่เรื่องสมรรถภาพทางกาย เพราะกิจกรรมทางกายมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสมาธิในการเรียน ความสำเร็จทางวิชาการ และสุขภาวะที่ดีตลอดชีวิตของเด็ก องค์กรสำคัญระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) และยูนิเซฟ (UNICEF) ต่างย้ำว่า การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำไม่เพียงช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง สุขภาพอารมณ์ และพัฒนาการทางสังคมอีกด้วย (WHO; CDC)

ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งตอกย้ำข้อค้นพบเหล่านี้ ผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลและโค้ชเยาวชนที่ได้รับการรับรอง ซึ่งถูกอ้างถึงในรายงานของฮ่องกง กล่าวว่า “การออกกำลังกายช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการเจริญเติบโต (growing pains) เสริมสร้างความแข็งแรงและมั่นคงให้ข้อต่อเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ และช่วยให้วัยรุ่นนอนหลับได้ดีขึ้น” การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายยังเป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น ภาวะผู้นำ การทำงานเป็นทีม และการบริหารจัดการเวลา นอกจากนี้ งานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างล่าสุดยังชี้ว่า การออกกำลังกายระดับปานกลางเป็นประจำอาจช่วยบรรเทาอาการหลักของโรคสมาธิสั้น (ADHD) ในเยาวชนได้ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักวิทยาศาสตร์สุขภาพส่วนใหญ่ (PubMed)

ในประเทศไทย นักการศึกษาและเจ้าหน้าที่ภาครัฐเริ่มตระหนักและส่งเสียงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่จากกรมอนามัยท่านหนึ่งเคยให้ข้อมูลว่า เด็กไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคอ้วนและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการมีกิจกรรมทางกายลดลงและวิถีชีวิตที่เนือยนิ่งมากขึ้น ซึ่งมักถูกซ้ำเติมด้วยตารางเรียนที่อัดแน่นและการใช้ชีวิตที่ผูกติดกับหน้าจอและเทคโนโลยีดิจิทัล (WHO Thailand story)

โครงสร้างระบบโรงเรียนไทยนั้นเปรียบได้กับดาบสองคม ในขณะที่บางแห่งพยายามบูรณาการวิชาพลศึกษาและกิจกรรมกีฬาหลังเลิกเรียน แต่แรงกดดันด้านวิชาการ โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง อาจบั่นทอนโอกาสในการเคลื่อนไหวร่างกายของนักเรียน ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคใต้ได้ศึกษาข้อมูลจากนักเรียนกว่า 1,400 คน และพบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการออกกำลังกายทุกวัน ไม่เพียงแต่กับสุขภาพกายที่ดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความคิดสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้นและการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนที่ดีขึ้นด้วย (Walailak University research summary)

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ทางออกคือการทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องปกติและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่โรงเรียนและที่บ้าน เจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอแนวคิด “โรงเรียนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย” (active school models) เช่น การจัดช่วงพักสั้นๆ ให้ขยับร่างกายระหว่างคาบเรียน การส่งเสริมการเดินทางมาโรงเรียนด้วยวิธีที่กระฉับกระเฉง (เช่น เดินหรือปั่นจักรยาน) และการปรับปรุงวิชาพลศึกษาให้น่าสนใจยิ่งขึ้น งานวิจัยจากต่างประเทศก็สนับสนุนแนวทางนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงอัตราการเข้าเรียนที่ดีขึ้น การลาป่วยลดลง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นในกลุ่มนักเรียนที่มีกิจกรรมทางกายเป็นประจำ (NCBI; PR Newswire)

สำหรับผู้ปกครองในประเทศไทย ความท้าทายคือการหาทางออกจากวงจรชีวิตที่เร่งรีบและเวลาหน้าจอที่เพิ่มขึ้น ผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลและกุมารแพทย์แนะนำให้เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัว เช่น เดินหรือปั่นจักรยานไปโรงเรียน เลือกใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน เช่น การพาสุนัขไปเดินเล่นหรืองานบ้าน ให้กลายเป็นโอกาสในการเล่นสนุกและออกแรง การทำให้กิจกรรมเป็นเรื่องของสังคมโดยชวนเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวมาร่วมด้วยก็ช่วยได้ เช่นเดียวกับการชื่นชมความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ (เช่น จำนวนก้าวเดินที่ทำได้ หรือการชนะเกมง่ายๆ) แทนที่จะมุ่งเน้นแต่กีฬาที่ต้องแข่งขันจริงจังเพียงอย่างเดียว

บริบททางวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญ กีฬาที่คุ้นเคยในสังคมไทย ตั้งแต่เซปักตะกร้อ มวยไทย ไปจนถึงการตีแบดมินตันตามสวนสาธารณะในชุมชน สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่สนุกและเข้าถึงง่ายสำหรับเด็กที่ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย งานกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายระดับชาติ เช่น งานวันเด็กแห่งชาติ เป็นโอกาสดีที่ช่วยย้ำเตือนถึงความสำคัญของการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการสร้างนิสัยให้ทำสม่ำเสมอทุกวัน ไม่ใช่แค่การทำเป็นครั้งคราว ความแตกต่างทางประวัติศาสตร์และภูมิภาคก็มีผลเช่นกัน เด็กในชนบทที่ยังคงเดินหรือปั่นจักรยานเป็นระยะทางไกลไปโรงเรียน หรือช่วยงานเกษตรที่บ้าน มักจะมีกิจกรรมทางกายโดยธรรมชาติมากกว่าเด็กในเมือง อย่างไรก็ตาม ความเจริญสมัยใหม่ก็กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการออกกำลังกายตามวิถีชีวิตดั้งเดิมเหล่านี้

ถึงกระนั้น อนาคตก็ยังมีความหวัง ผู้กำหนดนโยบายเริ่มตระหนักถึงวิกฤตนี้มากขึ้น และมีโครงการนำร่องบางส่วน เช่น โครงการ “พักเบรกขยับกาย” (active breaks) ในโรงเรียน และการปรับปรุงสนามเด็กเล่นในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กำลังถูกทดลองนำมาใช้ การรณรงค์ด้านสาธารณสุขผ่านสื่อโทรทัศน์และโซเชียลมีเดียก็พยายามกระตุ้นให้เด็ก (และผู้ปกครอง) “ขยับกายให้มากขึ้น ลดการนั่งนิ่ง” (Move More, Sit Less) แต่ความคืบหน้ายังคงเป็นไปอย่างช้าๆ และไม่ทั่วถึง จำเป็นต้องมีความพยายามที่ประสานงานกันอย่างจริงจังมากขึ้นระหว่างกระทรวงต่างๆ โรงเรียน และชุมชน เพื่อทำให้การออกกำลังกายทุกวันกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตของเด็กไทยทุกคน

สำหรับผู้ปกครอง ครู และผู้นำชุมชนในประเทศไทย ข้อความที่ชัดเจนคือ: ต้องส่งเสริมให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน ไม่ใช่ในฐานะภาระหน้าที่ แต่เป็นการเฉลิมฉลองสุขภาพที่ดี การเรียนรู้ และความสัมพันธ์ในสังคม กิจกรรมทางกายไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหรือเป็นทางการ เพียงแค่ต้องทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของครอบครัวและโรงเรียน การตั้งเป้าหมายให้ได้ 60 นาทีต่อวัน โดยผสมผสานทั้งการเดิน การเล่นเกม การช่วยงานบ้าน และการเล่นกีฬา จะเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนมีสุขภาพกายที่แข็งแรงขึ้น มีผลการเรียนที่ดีขึ้น และมีวัยเด็กที่มีความสุขมากขึ้น

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งข้อมูลที่นำไปปรับใช้ได้ สามารถศึกษาแนวทางจากกระทรวงสาธารณสุข เอกสารข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลก และโครงการให้ความรู้ต่างๆ ของโรงเรียน

แหล่งข้อมูล: