งานวิจัยล่าสุดเผยเคล็ดลับที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนนับล้านที่ตั้งใจจะขยับร่างกายให้มากขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้เสียที นั่นคือ การฝึกสติควบคู่ไปกับการนับก้าวเดิน ซึ่งพบว่าช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้อย่างชัดเจน งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำโดยศูนย์เพื่อการสร้างแรงจูงใจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Centre for Motivation and Behaviour Change) แห่งมหาวิทยาลัยบาธ พบว่าแค่ฝึกสติสั้นๆ ทุกวันผ่านแอปพลิเคชันฟรีบนมือถือ ก็ช่วยให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงแต่เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่ยังสร้างแรงจูงใจที่อยากทำต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดีในระยะยาว ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร Mental Health and Physical Activity เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2025 และกำลังจุดประกายให้ผู้เชี่ยวชาญหันมาพิจารณาแนวทางการใช้เทคโนโลยีและหลักจิตวิทยาเพื่อแก้ปัญหาภาวะเนือยนิ่งที่กำลังเป็นปัญหาระดับโลก

คนไทยจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน นักเรียนนักศึกษา หรือผู้สูงอายุ ต่างรู้ดีว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ แต่ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน งานวิจัยนี้จึงนับว่ามาได้ถูกจังหวะ เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและโรคหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีข้อมูลชัดเจนว่าการมีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพที่ดี (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ประเทศไทย) แต่ในขณะที่วิถีชีวิตสมัยใหม่ทำให้คนเรานั่งๆ นอนๆ มากขึ้น ปัญหาที่เรียกว่า “ช่องว่างระหว่างความตั้งใจและการลงมือทำ” (คือรู้ว่าควรทำ แต่ใจมันไม่ไป) ก็ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่

ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยบาธ นักวิจัยได้แบ่งผู้ใหญ่ชาวอังกฤษ 109 คนที่มีกิจกรรมทางกายน้อยกว่าเกณฑ์แนะนำออกเป็นสองกลุ่ม ทุกคนได้รับอุปกรณ์นับก้าวและตั้งเป้าหมายเดินให้ได้ 8,000 ก้าวต่อวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน แต่มีกลุ่มหนึ่งที่ได้ฝึกสติเพิ่มเติมทุกวัน วันละ 10 นาที โดยเน้นการรับรู้ร่างกาย การเคลื่อนไหว และการออกกำลังกาย ผ่านแอปพลิเคชันฟรีชื่อ Medito ซึ่งพัฒนาร่วมกับมูลนิธิ Medito ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ แม้ทั้งสองกลุ่มจะขยับตัวมากขึ้น แต่กลุ่มที่ฝึกสติมีค่าเฉลี่ยการออกกำลังกายระดับปานกลางสูงถึง 373 นาทีต่อสัปดาห์ เทียบกับ 297 นาทีในกลุ่มที่ใช้อุปกรณ์นับก้าวอย่างเดียว ที่สำคัญไปกว่านั้น กลุ่มที่ฝึกสติยังรายงานว่ามีความตั้งใจที่จะออกกำลังกายต่อไปแม้การทดลองจะสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างยั่งยืน

หัวหน้านักวิจัยจากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยบาธ อธิบายว่า “ผลการวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่า แค่การฝึกสติสั้นๆ ควบคู่ไปกับการนับก้าว ก็สามารถกระตุ้นให้คนอยากเคลื่อนไหวมากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลดีในระยะยาว การช่วยให้ผู้คนสร้างแรงจูงใจจากภายในตัวเองได้นั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะในยุคที่หลายคนกำลังพยายามหาทางให้ตัวเองแอคทีฟอยู่เสมอ” (สรุปจาก SciTechDaily)

นักจิตวิทยาเน้นย้ำว่า ความตั้งใจถือเป็นตัวบ่งชี้พฤติกรรมในอนาคตที่แม่นยำที่สุดปัจจัยหนึ่ง ผู้ร่วมวิจัยจากภาควิชาสุขภาพ มหาวิทยาลัยบาธ กล่าวเสริมว่า “นี่เป็นการศึกษาชิ้นแรกที่น่าตื่นเต้น ที่ผสมผสานการฝึกสติเข้ากับกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนขยับตัวมากขึ้นและสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายจากภายใน แนวทางนี้มีศักยภาพสูงมาก และเราก็อยากจะพัฒนาเครื่องมือเหล่านี้ให้ดึงดูดใจและได้ผลดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องรับมือกับภาระต่างๆ ในชีวิตประจำวัน”

สำหรับคนไทย การผสมผสานระหว่างการนับก้าว (ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วในสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์สวมใส่ของหลายๆ คน) กับการฝึกสติ (ซึ่งสอดคล้องกับหลักปฏิบัติในพุทธศาสนา) อาจเป็นแนวทางที่ได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ การปฏิบัติเช่น “การเดินจงกรม” เป็นที่ยอมรับในวัฒนธรรมไทยมานานหลายศตวรรษในฐานะวิธีฝึกการรู้เท่าทันกายและใจ และสร้างความสงบ การนำการฝึกสติแบบมีเสียงนำทางผ่านระบบดิจิทัลมาผสมผสานกับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน จึงอาจเป็นสิ่งที่ทั้งคุ้นเคยและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนไทยทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่พระสงฆ์ในวัดต่างจังหวัดไปจนถึงพนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ

แนวทางนี้น่าสนใจเป็นพิเศษในบริบทของไทย ที่ซึ่งแคมเปญด้านสาธารณสุข เช่น การรณรงค์ “ขยับกายวันละ 60 นาที” โดยกระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูลจาก สสส.) ยังคงต้องหาทางเอาชนะอุปสรรคด้านแรงจูงใจ แม้ว่าแอปอย่าง Medito อาจยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในไทย แต่โครงการหรือความร่วมมือในระดับท้องถิ่นที่คล้ายคลึงกันสามารถนำผลการวิจัยนี้ไปปรับใช้ในภาษาและบริบททางวัฒนธรรมของไทยได้

ทั่วโลก ปัญหาการไม่ขยับร่างกายกำลังกลายเป็นวิกฤต องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มากกว่า 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ทั่วโลกมีกิจกรรมทางกายไม่ถึงเกณฑ์ที่แนะนำ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่ป้องกันได้หลายล้านคนในแต่ละปี (เอกสารข้อเท็จจริง WHO เรื่องกิจกรรมทางกาย) ในประเทศไทย ผลสำรวจของรัฐบาลปี 2022 พบว่าเกือบ 30% ของประชากรมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและวัยรุ่น (ข้อมูลจาก Bangkok Post) ผลกระทบที่ตามมาคือผลิตภาพที่ลดลง ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้น และคุณภาพชีวิตที่แย่ลง

ประเด็นสำคัญจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยบาธคือ แม้การนับก้าวเพียงอย่างเดียวจะช่วยเพิ่มระดับการออกกำลังกายได้ แต่การฝึกสติคือ “เคล็ดลับ” ที่ช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจจากภายในให้แข็งแกร่งขึ้น หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ การเพิ่มองค์ประกอบของการฝึกสติเข้าไปในการนับก้าว ดูเหมือนจะช่วยปลูกฝังความมุ่งมั่นทางใจที่จะแอคทีฟมากขึ้น ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว เราดีใจเป็นพิเศษที่ได้ทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งหมายความว่าโปรแกรมฝึกสตินี้เปิดให้ทุกคนที่สนใจสามารถลองใช้ได้ฟรี”

เนื่องจากการวิจัยนี้ใช้เวลาเพียง 30 วัน จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์ในระยะยาว ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยบาธกำลังหาทางทำให้การฝึกสติน่าสนใจและเข้าถึงผู้คนหลากหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งงานวิจัยนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักนวัตกรรมและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทยได้เช่นกัน

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากลองนำไปปรับใช้ ลองตั้งเป้าหมายการเดินในแต่ละวัน ควบคู่ไปกับการฝึกสติ แม้เพียง 5 หรือ 10 นาที แอปฟรีอย่าง Medito หรือแอปอื่นๆ ที่พัฒนาขึ้นในไทย อาจมีเสียงนำฝึกที่ช่วยเสริมการปฏิบัติแบบดั้งเดิม เช่น อานาปานสติ หรือการเดินจงกรมได้ นอกจากนี้ โรงเรียน บริษัท หรือศูนย์ชุมชนต่างๆ ก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาเป็นโปรแกรมง่ายๆ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานและนักเรียนนับก้าวไปพร้อมๆ กับการฝึกสติ เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม ความพยายามเช่นนี้สามารถช่วยสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลในการสร้างสังคมไทยให้มีสุขภาพดีและกระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับการดูแลสุขภาพใจไปพร้อมกัน

ในยุคที่เทคโนโลยีและจิตวิทยากำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น บทเรียนล่าสุดจากงานวิจัยชิ้นนี้ชัดเจนว่า การมีสุขภาพดีและกระฉับกระเฉงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการฝึกฝนจิตใจด้วย การนำทั้งสองสิ่งนี้มาปรับใช้ร่วมกัน อาจช่วยให้คนไทยค้นพบเส้นทางสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนและมีความสุขมากขึ้นได้

แหล่งข้อมูล: