อาการปวดท้องน้อยนิดๆ หน่อยๆ หรือรู้สึกเหนื่อยล้า อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยน่ารำคาญในชีวิตประจำวัน แต่งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า การมองข้ามสัญญาณเล็กๆ เหล่านี้อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการมีลูกของผู้หญิงในระยะยาว โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease หรือ PID) ซึ่งเป็นโรคที่ป้องกันได้ แต่ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ และส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของภาวะมีบุตรยาก แต่ความเข้าใจและการตระหนักรู้ในสังคมไทยและทั่วโลกกลับยังน้อยมากจนน่าเป็นห่วง (Rolling Out)

ข่าวนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะสุขภาพการเจริญพันธุ์ไม่ได้เชื่อมโยงแค่กับสุขภาพส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับโครงสร้างประชากรและความมั่นคงของสังคมโดยรวมอีกด้วย แม้ว่าประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการเข้าถึงบริการสุขภาพการเจริญพันธุ์มากขึ้น แต่ภาวะอย่าง PID ซึ่งมักถูกมองข้ามไปเพราะปัญหาสุขภาพสตรีอื่นๆ ที่ดูเด่นชัดกว่า กลับส่งผลกระทบเงียบๆ ต่อครอบครัว ชีวิตความเป็นอยู่ และอนาคตของประเทศ จากข้อมูลของภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า PID มักไม่ได้รับการวินิจฉัยในประเทศไทยบ่อยครั้ง เนื่องจากอาการที่ไม่ชัดเจน รวมถึงอคติหรือความไม่กล้าพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศ (med.cmu.ac.th)

PID คือการติดเชื้อที่ลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไป โดยเริ่มจากช่องคลอดหรือปากมดลูก แล้วลามขึ้นไปยังมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ ในระยะแรกๆ มักไม่ค่อยแสดงอาการรุนแรง ผู้หญิงที่เป็น PID มากถึง 85% มีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ตกขาวผิดปกติเล็กน้อย ปวดท้องน้อย หรือมีไข้ต่ำๆ จนทำให้ไม่เคยไปหาหมอ (Wikipedia: Pelvic Inflammatory Disease) ซึ่งน่ากังวลมาก เพราะความเสียหายถาวรต่ออวัยวะสืบพันธุ์อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะรู้ตัวว่าเป็นโรค และส่งผลกระทบที่เปลี่ยนชีวิตไปเลยในภายหลัง

เชื้อคลาไมเดียและโกโนเรียเป็นสาเหตุหลักของ PID โดยเป็นสาเหตุในผู้ป่วยถึงราว 40% แต่ที่น่าตกใจคือ การติดเชื้อเหล่านี้มักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้หญิงไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังเป็น PID นอกจากนี้ ประมาณ 30% ของผู้ป่วย PID ไม่ได้เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) เลย แต่เกิดจากแบคทีเรียปกติในช่องคลอด ซึ่งอาจลามขึ้นไปยังอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบนได้จากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การสวนล้างช่องคลอด หรือการสอดใส่อุปกรณ์บางอย่างเข้าไป (Rolling Out) นั่นหมายความว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ และทุกคนควรตระหนักถึงอันตรายนี้

พฤติกรรมบางอย่างที่ทำกันทั่วไปในประเทศไทยอาจเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว การใช้ห่วงอนามัย (IUDs) เพื่อคุมกำเนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ PID เล็กน้อย โดยเฉพาะช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังใส่ ซึ่งเป็นช่วงที่แบคทีเรียอาจเข้าสู่มดลูกได้ง่าย การสวนล้างช่องคลอด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ยังมีการส่งเสริมในสื่อและบางชุมชนในไทยโดยเชื่อว่าจะช่วยเรื่อง “ความสะอาด” กลับยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อ PID อย่างมาก เพราะทั้งดันแบคทีเรียให้เคลื่อนที่ขึ้นไป และทำลายสมดุลแบคทีเรียดีตามธรรมชาติในช่องคลอด (med.cmu.ac.th) นอกจากนี้ การใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอและการมีคู่นอนหลายคนก็เพิ่มความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องผิดศีลธรรม แต่เป็นเพราะจะทำให้สัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ๆ มากขึ้น

ผลกระทบของ PID ต่อการมีลูกนั้นรุนแรงและชัดเจน หลังจากเป็น PID เพียงครั้งเดียว ผู้หญิงจะมีความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากในอนาคตประมาณ 10% หากเป็นสองครั้ง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% และหากเป็นสามครั้ง ความเสี่ยงอาจสูงถึง 50% (Rolling Out) ความเสียหายนี้มักถูกตรวจพบเมื่อคู่รักพยายามมีลูกแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งอาจเป็นเวลาหลายปีหลังจากเกิดการติดเชื้อแบบเงียบๆ ไปแล้ว หากรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ การติดเชื้อส่วนใหญ่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่แผลเป็นหรือการอุดตันที่เกิดขึ้นแล้วในระบบสืบพันธุ์มักจะเป็นอย่างถาวร ซึ่งต้องอาศัยการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น (Business Insider)

แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ในไทยเตือนว่า ทัศนคติแง่ลบและการขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพทางเพศเป็นอุปสรรคสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “ผู้หญิงไทยจำนวนมากไม่มาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติทางนรีเวชเล็กน้อย เพราะอาย เข้าใจผิดเกี่ยวกับอาการปกติของประจำเดือน หรือกลัวว่าจะถูกมองไม่ดี กว่าจะวินิจฉัยพบว่าเป็น PID ความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ก็เกิดขึ้นแล้ว” ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยๆ เกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยากอย่างไร ก็ยิ่งทำให้การป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ทำได้ยากขึ้น (he02.tci-thaijo.org)

การรักษา PID ให้ได้ผล ไม่ใช่แค่การกินยาปฏิชีวนะ เนื่องจากภาวะนี้มักเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงจำเป็นต้องรักษาคู่นอนไปด้วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ แม้ว่าคู่นอนจะไม่มีอาการก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในไทยเน้นย้ำว่า วัฒนธรรมที่ไม่กล้าบอกหรือชวนคู่นอนมารักษาร่วมกัน ถือเป็นอีกอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้การรักษาไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ การติดตามผลหลังการรักษาอย่างสม่ำเสมอก็สำคัญมาก เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมักถูกละเลยในสถานพยาบาลที่คนไข้เยอะหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลของไทย

ด้านสาธารณสุข แนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคคลาไมเดียและโกโนเรียเป็นประจำทุกปีสำหรับผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์และอายุต่ำกว่า 25 ปี รวมถึงผู้ที่มีคู่นอนใหม่หรือมีคู่นอนหลายคนในทุกช่วงวัย กระทรวงสาธารณสุขของไทยมีการรณรงค์เป็นระยะเพื่อส่งเสริมการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังไม่รู้สิทธิ์ของตัวเอง หรือกลัวผลกระทบที่จะตามมาในสังคม การใช้ถุงยางอนามัย โดยเฉพาะกับคู่นอนใหม่หรือไม่ใช่คู่รักเดียว ยังเป็นวิธีป้องกันพื้นฐานที่สำคัญที่สุด สำหรับคู่รักที่คิดจะหยุดใช้ถุงยางอนามัย ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยกันทั้งคู่เพื่อความสบายใจ (w1.med.cmu.ac.th)

ในเชิงวัฒนธรรม การพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศและภาวะมีบุตรยากอย่างเปิดเผยยังเป็นเรื่องที่สังคมไม่ค่อยเปิดรับ การมีลูกถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างสูงในหลายครอบครัวไทย และการมีลูกยากอาจนำไปสู่ความเครียดในสังคม แรงกดดันจากผู้ใหญ่ และความทุกข์ใจ ผู้หญิงมักเป็นฝ่ายแบกรับความรู้สึกกดดันมากกว่าผู้ชาย แม้ว่าภาวะมีบุตรยากจะมีสาเหตุที่เป็นไปได้หลายอย่าง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับฝ่ายหญิงเสมอไป ดังนั้น การทำความเข้าใจและจัดการกับ PID จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือครอบครัวและทำลายทัศนคติแง่ลบที่ไม่สร้างสรรค์อีกด้วย

ในอนาคต การนำความรู้เรื่องเพศศึกษาไปบูรณาการในหลักสูตรการเรียนการสอนให้ดีขึ้น และการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าถึงง่าย เกี่ยวกับภาวะอย่าง PID ให้กว้างขวางขึ้น สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมาก งานวิจัยในประเทศอื่นๆ ในเอเชียแสดงให้เห็นว่า การให้ความรู้ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และสุขภาพการเจริญพันธุ์ ตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคู่ไปกับการใช้ภาษาที่ไม่ตีตราหรือตัดสิน จะช่วยปรับปรุงพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และลดอัตราการเกิดทั้ง PID และภาวะมีบุตรยาก (PubMed) นอกจากนี้ การอาศัยความร่วมมือจากผู้นำชุมชนและสื่อต่างๆ รวมถึงโซเชียลมีเดีย อาจช่วยให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มที่เข้าถึงได้ยากได้

แล้วเราจะป้องกันตัวเองจาก “ภัยเงียบ” อย่าง PID นี้ได้อย่างไร? ข้อแรก สังเกตและใส่ใจอาการผิดปกติทางนรีเวชที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอย่างจริงจัง: อาการปวดอุ้งเชิงกรานที่ไม่ปกติ ตกขาวผิดปกติ เลือดออกผิดปกติ หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ เป็นสัญญาณเตือนว่าควรไปพบแพทย์ อย่ามองข้ามเด็ดขาด ข้อสอง เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำตามคำแนะนำสากลและของไทย ข้อสาม ใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอกับคู่นอนใหม่ และคุยกันเรื่องสถานะการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อย่างเปิดอก สุดท้าย ช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ การพูดคุยกันอย่างเปิดใจโดยไม่ตัดสินเกี่ยวกับ PID กับเพื่อน ครอบครัว และคนในชุมชน สามารถช่วยปกป้องอนาคตได้

สำหรับผู้ที่เคยเป็น PID มาก่อน การรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนรีเวชวิทยาเกี่ยวกับทางเลือกด้านการมีบุตร การเฝ้าระวัง และบริการช่วยเหลือต่างๆ สามารถช่วยลดความเสียหายระยะยาวได้ ปัจจุบัน สถานพยาบาลในไทยมีบริการให้คำปรึกษาและช่วยเหลือมากขึ้น ไม่เพียงแต่สำหรับการฟื้นตัวทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางอารมณ์จากภาวะมีบุตรยากและภาวะแทรกซ้อนทางระบบสืบพันธุ์ด้วย

โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดย้ำให้เห็นว่า PID ยังคงเป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากที่ส่วนใหญ่ป้องกันได้ แต่กลับถูกมองข้ามไปบ่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้หญิงทั่วประเทศไทย ลักษณะ “เงียบ” ของโรคนี้ยิ่งทำให้การเฝ้าระวัง ไม่ว่าจะเป็นผ่านการศึกษา การสื่อสารอย่างเปิดเผย และการดูแลทางการแพทย์อย่างทันท่วงที สำคัญกว่าที่เคย การทำลายกำแพงความเงียบเกี่ยวกับ PID จะช่วยให้สังคมไทยสามารถปกป้องอนาคตของผู้หญิง เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ครอบครัว และส่งเสริมแนวทางที่สนับสนุนสุขภาพการเจริญพันธุ์ที่ดีสำหรับทุกคน

แหล่งข้อมูล: