ผลวิจัยล่าสุดชี้ว่า การฝันรู้ตัว (lucid dreaming) ไม่ใช่แค่การฝันที่แจ่มชัดในช่วงหลับฝัน (REM) เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วคือสภาวะทางจิตสำนึกที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งมีรูปแบบการทำงานของระบบประสาทที่แตกต่างไปจากทั้งตอนตื่นและตอนฝันตามปกติ การค้นพบครั้งสำคัญนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Neuroscience เปิดทางไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ อันน่าทึ่งในการทำความเข้าใจจิตใจของมนุษย์ และอาจนำไปสู่การช่วยให้ผู้คนสามารถดึงศักยภาพทางความคิดมาใช้ได้มากขึ้น แม้ในยามที่ไม่ได้หลับใหล
เป็นเวลาหลายปีที่การฝันรู้ตัว – ประสบการณ์อันน่าพิศวงที่เราตระหนักรู้ขณะกำลังฝัน และบ่อยครั้งสามารถควบคุมเหตุการณ์ในฝันได้ – ได้กระตุ้นความสนใจใคร่รู้ทั้งในหมู่นักวิจัยและคนทั่วไป สำหรับในประเทศไทย ที่ซึ่งการทำนายฝันเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อพื้นบ้านและเรื่องราวทางจิตวิญญาณ การฝันรู้ตัวจึงเป็นเรื่องที่ผูกพันกับวัฒนธรรมความเชื่อเป็นพิเศษ จวบจนปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ต่างยอมรับว่าปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการนอนหลับช่วง REM (rapid eye movement) อันเป็นช่วงที่สมองยังคงทำงานสูงและเรามักฝันเห็นภาพชัดเจน ทว่า ผลการวิจัยล่าสุดที่เปิดเผยโดยทีมนักวิจัยนานาชาติกลับท้าทายข้อสันนิษฐานเดิมนี้ และขยายพรมแดนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องจิตสำนึก
การศึกษานี้อาศัยข้อมูลคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ขณะหลับ ซึ่งนับเป็นชุดข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการรวบรวมมา โดยเปรียบเทียบการทำงานของสมองของผู้เข้าร่วมการทดลองอย่างเป็นระบบ ทั้งในช่วงตื่น ช่วงหลับฝันตามปกติ (REM) และช่วงที่ฝันรู้ตัว นักวิจัยได้วิเคราะห์ลงลึกยิ่งกว่าแค่รูปแบบคลื่นสมองที่เห็นภายนอก และพบว่าการฝันรู้ตัวมีลักษณะเฉพาะคือการเปลี่ยนแปลงที่ผสมผสานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมของคลื่นสมองเบต้า (beta) และแกมมา (gamma) ที่น่าสังเกตคือ ผู้ที่ฝันรู้ตัวแสดงให้เห็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของคลื่นเบต้า – ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ที่มักเชื่อมโยงกับการคิดอย่างมีสติและการตื่นตัว – ในสมองกลีบขมับด้านขวา (right temporal lobe) และสมองกลีบข้างขม่อม (parietal lobe) สมองส่วนเหล่านี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการรับรู้เชิงพื้นที่ การสัมผัส และการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง บ่งชี้ว่าระหว่างที่ฝันรู้ตัวนั้น สมองส่วนหนึ่งได้ปลีกตัวออกจากการรับรู้โลกความเป็นจริงตามปกติไป
ขณะเดียวกัน กลับพบการเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดของคลื่นแกมมาในสมองส่วนหน้าส่วนกลาง (medial prefrontal cortex) และสมองส่วนพรีคูเนียสด้านขวา (right precuneus) ซึ่งเป็นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการคิดทบทวนเกี่ยวกับความคิดของตนเอง (metacognition) และพฤติกรรมที่ชี้นำด้วยมิติสัมพันธ์ (spatially guided behaviour) คลื่นแกมมานั้นสัมพันธ์กับการมีสมาธิจดจ่อและการรับรู้ตนเองที่สูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าการรู้ตัวในความฝันอาจไม่ได้นำมาเพียงแค่การตระหนักรู้ในตนเอง แต่ยังรวมถึงการควบคุมทางปัญญาระดับสูงด้วย – เปรียบเสมือนสนามฝึกซ้อมทางระบบประสาทสำหรับการเติบโตส่วนบุคคลหรือการเยียวยาทางอารมณ์
“ผลการวิจัยเหล่านี้บ่งชี้ว่า การฝันรู้ตัวเป็นสภาวะทางระบบประสาทที่แตกต่างอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ขั้นบันไดระหว่างการนอนหลับและการตื่น” หัวหน้าทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแรดเบาด์ อธิบายไว้ในการตีพิมพ์ครั้งแรก ทีมวิเคราะห์ชี้ว่า การลดลงของกิจกรรมคลื่นเบต้าอาจสะท้อนถึงการที่สมองรับรู้ว่าตนเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่จริงและเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งกระตุ้นให้ผู้ฝันตระหนักว่ากำลังฝันอยู่ ในทางกลับกัน คลื่นแกมมาที่พุ่งสูงขึ้นนั้น อาจเกิดขึ้นตามมาในช่วงที่ความรู้สึกตัวปรากฏขึ้นในความฝัน ตอกย้ำความสามารถของสมองในการสร้างประสบการณ์ที่มีสติขึ้นมาได้เองจากภายในสภาวะหลับ (Daily Mail; Journal of Neuroscience)
ที่น่าสนใจคือ กิจกรรมของสมองที่เกี่ยวพันกับการฝันรู้ตัวนั้น มีความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับที่พบระหว่างการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เช่น LSD หรือ อายาวัสกา (ayahuasca) ซึ่งต่างก็เป็นที่ทราบกันว่าสามารถเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองและการรับรู้ความเป็นจริงได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สารเหล่านี้มักจะลดทอนความคิดที่ยึดโยงกับตนเองและทำให้ขอบเขตของตัวตนพร่าเลือน การฝันรู้ตัวกลับดูเหมือนจะช่วยเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองให้มั่นคงขึ้น เปิดโอกาสให้เกิดการควบคุมอย่างมีสติภายในโลกแห่งความฝัน
สำหรับผู้อ่านชาวไทย การค้นพบนี้เปิดมุมมองใหม่ที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของการพัฒนาตนเองและการนำไปปรับใช้ทางการแพทย์ ในประเทศไทย ความเชื่อดั้งเดิมและการปฏิบัติสมาธิในพุทธศาสนาบางแนวทางยอมรับแนวคิดเรื่อง “การฝึกสติในความฝัน” (บางครั้งเรียกว่า โยคะนิทรา) ว่าเป็นหนทางสู่ความเข้าใจเชิงลึกทางจิตวิญญาณ บัดนี้ วิทยาศาสตร์ระบบประสาทสมัยใหม่ไม่เพียงแต่ให้การรับรองต่อการปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณเหล่านี้เท่านั้น แต่อาจนำไปสู่วิธีการใช้ความฝันเพื่อการบำบัดที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ – เช่น การเอาชนะบาดแผลทางใจ โรคกลัว หรือแม้แต่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
นักวิจัยมองเห็นศักยภาพในการบำบัดด้วยการฝันรู้ตัวในแง่ดี ลองนึกภาพนักบำบัดที่เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ ทำงานร่วมกับผู้ป่วยเพื่อเผชิญหน้ากับฝันร้ายที่คอยหลอกหลอน หรือบาดแผลทางใจที่ยังค้างคาอยู่ใน “พื้นที่ปลอดภัย” ของการฝันรู้ตัว สิ่งนี้อาจสร้างผลกระทบอย่างยิ่งในวัฒนธรรมเช่นของไทย ที่ซึ่งสัญลักษณ์ในความฝันมักถูกตีความว่าเป็นการสื่อสารของจิตใต้สำนึกกับตัวตนที่ลึกซึ้งกว่าหรือกับโลกทางจิตวิญญาณ การให้ความสำคัญกับการฝึกสติเพื่อการตระหนักรู้ในตนเองและการรักษาสมดุลทางอารมณ์ ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิบัติสติแบบไทยนั้น สอดคล้องอย่างยิ่งกับกระบวนการทางปัญญา (metacognitive processes) ที่งานวิจัยใหม่นี้ได้ให้ความกระจ่าง (The Conversation)
หากต้องการลองสัมผัสประสบการณ์ฝันรู้ตัว สามารถลองใช้เทคนิค MILD (ซึ่งย่อมาจาก Mnemonic Induction of Lucid Dreams) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับมากที่สุด ตามข้อมูลจากมูลนิธิการนอนหลับ (Sleep Foundation) วิธีนี้ทำได้โดยการตื่นขึ้นมากลางดึก ระลึกถึงความฝันที่เพิ่งผ่านไปโดยละเอียด สังเกตหา “สัญญาณบอกว่าฝัน” ที่บ่งชี้ว่านั่นคือความฝัน และตั้งใจย้ำกับตัวเองว่า: “ครั้งต่อไปที่ฉันฝัน ฉันจะรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่” การทบทวนประโยคนี้ในใจขณะกำลังจะหลับต่อ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการฝันรู้ตัวได้ถึง 20% ซึ่งเป็นการฝึกที่ทำได้และปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ การฝึกอบรมเทคนิคดังกล่าวอาจถูกนำไปปรับใช้ในโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะและการดูแลสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการวิจัยยังคงชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพการนอนหลับ สุขภาพทางอารมณ์ และการเรียนรู้ (Sleep Foundation)
ในอดีต แนวคิดที่ว่าคนเราสามารถใช้ประโยชน์จากความฝันเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งหรือเพื่อการเยียวยานั้น หยั่งรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมไทย ที่ซึ่งความฝันที่เป็นมงคลจะถูกจดจำและตีความ และอาจมีพระภิกษุหรือผู้รู้คอยแนะนำแนวทางการทำสมาธิในความฝัน งานวิจัยล่าสุดนี้ได้มอบพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ให้กับประเพณีเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าด้วยการฝึกฝน คนไทยจำนวนมากขึ้นอาจเรียนรู้ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับความฝันของตนเองได้โดยตรง ซึ่งอาจนำมาซึ่งประโยชน์ทั้งทางจิตวิญญาณ จิตวิทยา และความคิดสร้างสรรค์
เมื่อมองไปข้างหน้า การยอมรับว่าการฝันรู้ตัวเป็นสภาวะจิตใจที่แตกต่าง อาจพลิกโฉมแนวทางในวงการวิทยาศาสตร์การนอนหลับ ประสาทจิตวิทยา และแม้กระทั่งการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดการณ์ถึงการเติบโตของเครื่องมือต่างๆ ตั้งแต่แถบคาดศีรษะตรวจจับคลื่นสมอง (EEG) ไปจนถึงแอปพลิเคชันช่วยฝึก ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนติดตามและกระตุ้นการฝันรู้ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้หรือการสำรวจตนเอง ในด้านสุขภาพจิต การผสมผสานเทคนิคการฝันรู้ตัวเข้ากับการบำบัดอาจนำเสนอวิธีการรักษาที่แปลกใหม่สำหรับโรควิตกกังวล ฝันร้าย และ PTSD
สำหรับตอนนี้ สิ่งที่อยากเชิญชวนผู้อ่านชาวไทยนั้นเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ ลองสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับความฝันของคุณ หากคุณสนใจที่จะสำรวจการฝันรู้ตัว ลองใช้เทคนิค MILD และเตรียมสมุดบันทึกความฝันไว้ข้างเตียงเพื่อช่วยในการจดจำ ในขณะที่การวิจัยยังคงดำเนินต่อไป ทักษะที่คุณฝึกฝนในวันนี้อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในวันพรุ่งนี้ เพื่อปลดล็อกมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของจิตสำนึก เป็นการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ เพื่อปลุกศักยภาพแห่งจิตใจให้ตื่นรู้… คืนแล้วคืนเล่า
แหล่งข้อมูล: Daily Mail, The Journal of Neuroscience, Sleep Foundation, The Conversation