ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาตัวยงหรือสายออกกำลังกายทั่วไป หลายคนเลือก “นวด” เป็นวิธีฟื้นฟูร่างกายหลังซ้อมหนัก เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวเร็วขึ้น แถมยังขับกรดแลคติกที่คั่งค้างออกไปได้ แต่ผลวิจัยใหม่ๆ กลับชี้ว่า แม้การนวดจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้จริง แต่เหตุผลเบื้องหลังอาจต่างไปจากความเชื่อเดิมๆ ที่ทั้งคนไทยและทั่วโลกยึดถือกันมานาน

ข้อมูลเชิงลึกใหม่นี้ อ้างอิงจากบทความล่าสุดใน The New York Times และสอดคล้องกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้น ชี้ให้เห็นว่าการนวดทำให้รู้สึกดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังออกกำลังกายหนักๆ ได้ก็จริง แต่ประโยชน์หลักๆ ดูเหมือนจะอยู่ที่ “ใจ” มากกว่า “กาย” แม้เราจะเห็นซุ้มนวดตามงานวิ่ง หรือยอดขายปืนนวดไฟฟ้าจากแบรนด์ดังๆ จะพุ่งกระฉูด แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นพอจะยืนยันว่าการนวดช่วยเร่งการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ หรือ ‘ขับไล่’ กรดแลคติกได้จริงๆ นั้นกลับมีน้อยมาก ดังที่ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกออสเตรเลียท่านหนึ่งให้ความเห็นไว้ว่า “ถ้าคุณไปคุยกับนักกีฬา การนวดคือหนึ่งในวิธีฟื้นฟูที่พวกเขาโปรดปรานที่สุด… เพราะมันให้ความรู้สึกที่ดี… [แต่] ประโยชน์ทางสรีรวิทยาของการนวดส่วนใหญ่ที่กล่าวอ้างกันนั้น ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมายืนยัน” (The New York Times)

ที่การนวดได้รับความนิยม ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อที่บอกต่อๆ กันมาว่ามันช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น ทว่าการศึกษาที่ทำกันมานานหลายสิบปีได้พิสูจน์แล้วว่า กรดแลคติกไม่ใช่ตัวการที่ทำให้ปวดเมื่อยหลังออกกำลังกาย และผู้เชี่ยวชาญก็ย้ำว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ระบบไหลเวียนเลือดก็ทำงานได้ดีอยู่แล้ว ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์หัวใจและหลอดเลือดและผู้เขียนงานวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ฉบับปี 2020 ท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า “เราไม่พบหลักฐานมากนักว่าการนวดมีประโยชน์” ในแง่ของการลดความเหนื่อยล้าหรือเพิ่มสมรรถภาพ แม้อาจมีประโยชน์อยู่บ้างในเรื่องการลดอาการปวดกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่น ที่จริงแล้ว การทบทวนงานวิจัย 29 ชิ้น ซึ่งศึกษาในกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คน พบว่าการนวดไม่ได้ช่วยปรับปรุงเรื่องความเหนื่อยล้าหรือผลลัพธ์ทางกีฬาอย่างมีนัยสำคัญ เพียงแต่ช่วยลดอาการปวดเมื่อยลงได้เล็กน้อย และเพิ่มความยืดหยุ่นได้บ้างเท่านั้น (แหล่งที่มางานวิเคราะห์อภิมาน)

สำหรับคนไทยหลายล้านคนที่สนุกกับกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่มวยไทยไปจนถึงการวิ่ง หรือเข้ายิมเป็นประจำ ผลการวิจัยเหล่านี้อาจสวนทางกับความเชื่อและวิธีปฏิบัติในการฟื้นฟูร่างกายที่ทำกันมานาน จากการศึกษาในปี 2021 ในวารสาร Journal of Sports Rehabilitation พบว่าการนวดบำบัดช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการฟื้นตัวทางร่างกายหรือสมรรถภาพอย่างชัดเจน (Track & Field Massage) การศึกษาอื่นๆ ก็ให้ผลคล้ายกันคือ การนวดอาจช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นภายหลัง (DOMS) ได้ราว 30% และอาจช่วยลดอาการบวมได้บ้าง แต่ไม่ได้ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้นแต่อย่างใด (PubMed)

แล้วทำไมการนวดถึงทำให้รู้สึกดีและเหมือนได้ฟื้นฟู? คำตอบอาจอยู่ที่ “สมอง” มากกว่า “ร่างกาย” การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในกลุ่มนักวิ่งอัลตรามาราธอน พบว่าทั้งการนวดแบบดั้งเดิมและรองเท้าบีบอัด (compression boots) ต่างก็ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและความเหนื่อยล้าได้ชั่วคราว แต่ผลนั้นอยู่ไม่นาน การศึกษาขนาดเล็กบางชิ้นชี้ว่า การนวดและอุปกรณ์สั่นสะเทือนอาจส่งผลต่อระบบประสาท ช่วยลดความเจ็บปวดได้ชั่วขณะ โดยเข้าไปมีปฏิกิริยากับส่วนของสมองที่ทำหน้าที่แปลผลการสัมผัสและความรู้สึกไม่สบาย อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาท่านหนึ่งกล่าวว่า “การนวดคือช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายและปล่อยวาง… มันช่วยให้ผู้คนรู้สึกสบาย คลายความเครียดทางใจและความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่อาจเป็นสาเหตุของความเหนื่อยล้าและขัดขวางการฟื้นตัวทางร่างกายได้”

ในบริบทของสังคมไทย “การนวดแผนไทย” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษ และเข้าถึงได้ง่ายทั้งในสปาหรูใจกลางเมืองไปจนถึงศาลานวดในวัดตามต่างจังหวัด ยังคงเป็นที่นิยมเพราะให้ความรู้สึกสบายและเป็นกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่ง คนไทยจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับบรรยากาศที่เงียบสงบและการได้พักผ่อนอย่างมีสมาธิระหว่างนวด ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมการนวดถึงยังคงได้รับความนิยม แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางสรีรวิทยาที่ชัดเจนมายืนยันผลลัพธ์ก็ตาม

อย่างไรก็ดี หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันเตือนใจว่า ไม่ควรมองว่าการนวดเป็นยาวิเศษแก้ปวดเมื่อย หรือเป็นทางลัดสู่การมีสมรรถภาพสูงสุด แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามันเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการช่วย “ผ่อนคลาย” และ “ฟื้นฟูจิตใจ” ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญต่อสุขภาวะโดยรวมและเป็นแรงจูงใจให้เราอยากออกกำลังกายต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไทยวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและความเหนื่อยล้าทางร่างกาย

ในอนาคต ยังมีงานวิจัยใหม่ๆ ที่กำลังศึกษาทางเลือกอื่นๆ เช่น อุปกรณ์นวดแบบกระแทก (percussive massage devices) และการแช่น้ำเย็น การศึกษาบางชิ้นชี้ว่าทางเลือกเหล่านี้อาจช่วยลดอาการปวดเมื่อย หรือทำให้นักกีฬารู้สึกพร้อมกลับไปซ้อมได้เร็วขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ประโยชน์สูงสุดของการนวดมาจากการ “รู้สึกว่าได้รับการดูแล” และ “ความรู้สึกสบายใจ” (ResearchGate, Journal of Sports Rehabilitation) การนวดยังคงเป็นกิจวัตรที่น่ารื่นรมย์ ช่วยให้หลายคนรู้สึกสงบและรู้สึกว่าตนเองสามารถจัดการกับการฟื้นตัวได้ดีขึ้น

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้คือ: หากคุณชอบนวด ก็จงนวดต่อไปเพื่อความรู้สึกสบายและประโยชน์ในการลดความเครียด แต่อาจต้องปรับความคาดหวังว่ามันจะช่วยเรื่องร่างกายได้มากน้อยแค่ไหนตามความเป็นจริง ควรผสมผสานการนวดเข้ากับกลยุทธ์ฟื้นฟูร่างกายอื่นๆ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เช่น นอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ และยืดเหยียดเบาๆ เวลาไปนวดหลังออกกำลังกาย ให้เน้นไปที่การผ่อนคลาย มากกว่าคาดหวังผลลัพธ์เรื่องการซ่อมแซมกล้ามเนื้อแบบปาฏิหาริย์ สำหรับผู้ที่ทำงานต้องใช้แรงหรือมีไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟ การดูแลตัวเองเป็นประจำ ซึ่งรวมถึงการนวดด้วยนั้น สามารถส่งผลดีต่อความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาวได้อย่างมีความหมาย แม้ว่าผลลัพธ์นั้นอาจจะวัดผลทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เสมอไป และเช่นเคย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนลองใช้วิธีฟื้นฟูร่างกายแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะหากคุณมีโรคประจำตัวหรือมีอาการปวดเรื้อรัง

แหล่งข้อมูล: