มุมมองใหม่ที่น่าขบคิดและท้าทายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับสุขภาพกำลังเป็นที่พูดถึง เมื่อหนังสือของศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ว่า จริงๆ แล้ว มนุษย์อาจมีวิวัฒนาการมาเพื่อการนั่ง ไม่ใช่เพื่อการวิ่งมาราธอนหรือเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน ข้อโต้แย้งนี้ ซึ่งสรุปอยู่ในรายงานล่าสุด ชวนให้เรากลับมาทบทวนความเชื่อเดิมๆ ที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะวาทกรรมที่ว่า “การนั่งคือการสูบบุหรี่รูปแบบใหม่” และกระตุ้นให้มีการประเมินวิถีชีวิต การทำงาน และการออกกำลังกายในสังคมยุคปัจจุบันเสียใหม่ แหล่งข้อมูล

ประเด็นเรื่องพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Lifestyle) เป็นหัวข้อถกเถียงด้านสุขภาพทั่วโลกมากว่าทศวรรษ มีงานวิจัยนับไม่ถ้วนชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างการนั่งนานๆ กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับสังคมเมืองที่ขยายตัวและรูปแบบการทำงานที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ข้อกังวลเหล่านี้ได้กระตุ้นให้เกิดแคมเปญรณรงค์สุขภาพทั่วประเทศ เรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นขยับตัวบ่อยขึ้น แต่ทว่า มุมมองทางวิชาการล่าสุดจากฮาร์วาร์ดกลับกำลังสั่นคลอนความเชื่อด้านสาธารณสุขที่มีมาแต่เดิม โดยนำเสนอหลักฐานเชิงวิจัยที่บ่งชี้ว่า บรรพบุรุษของเราในอดีตอาจไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลาอย่างที่เราเคยเข้าใจ

ข้อเท็จจริงสำคัญจากหนังสือที่กำลังจะตีพิมพ์ของศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ด ตามที่รายงานในบทความ และมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ สนับสนุน ชี้ว่า ร่างกายมนุษย์มีการปรับตัวที่น่าทึ่งเพื่อเก็บรักษาพลังงานด้วยการนั่งพักผ่อน ตรงกันข้ามกับสมมติฐานที่ว่าบรรพบุรุษยุคหินของเราวิ่งระยะไกลทุกวันในฐานะนักล่าสัตว์และเก็บของป่า มีรายงานว่าศาสตราจารย์ท่านนี้โต้แย้งว่า มนุษย์ได้พัฒนารูปแบบพฤติกรรมที่เน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการนั่งก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ดำรงชีวิตอยู่รอดและมีอายุยืนยาวขึ้น งานวิจัยสนับสนุนด้านชีววิทยาวิวัฒนาการแสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มสังคมนักล่าสัตว์เก็บของป่าร่วมสมัย อย่างชนเผ่าฮัดซาในแทนซาเนีย ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการนั่งหรือเอนหลังพักผ่อน ซึ่งอาจนานถึง 9 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น และมักจะเป็นกิจกรรมทางสังคมหรือการทำงานฝีมือ มากกว่าการออกแรงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง Nature News, 2020

มุมมองของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ยังมีความเห็นต่างกัน ด้านหนึ่ง บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ยังคงชี้ให้เห็นว่า การทำงานในออฟฟิศที่ต้องนั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประกอบกับพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมและความเครียด ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม แพทย์อาวุโสท่านหนึ่งจากศูนย์โรคหัวใจแห่งชาติอธิบายว่า “สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างการไม่เคลื่อนไหว (inactivity) กับการพักผ่อนตามธรรมชาติ แนวโน้มทางวิวัฒนาการที่อาจเอื้อต่อการนั่ง ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อมองข้ามผลเสียร้ายแรงจากวิถีชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน ซึ่งการเคลื่อนไหวร่างกายมักถูกแทนที่ด้วยการนั่งแช่หน้าจอและบริโภคอาหารแปรรูปสูง”

อีกด้านหนึ่ง นักมานุษยวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์เชิงวิวัฒนาการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อค้นพบของศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ดช่วยให้ประเด็นถกเถียงนี้มีมิติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น พวกเขาชี้แจงว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่แค่ ‘การนั่ง’ แต่คือบริบท ความถี่ และรูปแบบกิจกรรมที่สลับกับการนั่งต่างหาก “นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยท่านหนึ่งกล่าวว่า ‘ในสังคมยุคก่อนอุตสาหกรรม การนั่งมักจะสลับกับการยืน เดิน และทำงานที่ต้องใช้แรงกายอยู่เป็นนิจ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการนั่งจ้องจอหรือนั่งอยู่ในรถท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ’”

สำหรับคนทำงานในเมืองของไทย ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นนัยสำคัญ การพยายามเลียนแบบวิถีชีวิต “บรรพบุรุษ” ด้วยการโหมเข้ายิมหลังเลิกงาน หรือทำตามเทรนด์ลดน้ำหนักต่างๆ อาจไม่สำคัญเท่ากับการผสมผสานการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติและเกิดขึ้นเป็นประจำเข้ากับกิจวัตรประจำวัน การส่งเสริมให้เดินไปคุยงานไป การกลับไปนั่งพื้นแบบไทยๆ เวลากินข้าว หรือการลุกขึ้นมาทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างวัน อาจให้ประโยชน์ต่อสุขภาพในชีวิตจริงได้มากกว่าการยึดติดกับตารางออกกำลังกายที่เข้มงวด ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ในอดีต วัฒนธรรมไทยมีทั้งการนั่งพื้น นั่งยองๆ และการรวมกลุ่มพูดคุยสังสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติที่ค่อยๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยเก้าอี้ทำงาน โซฟานุ่มๆ และการก้มหน้ามองจอโทรศัพท์มือถือ ผู้สูงอายุในชนบทหลายคนยังมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรังน้อยกว่าและเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่าคนในเมือง ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของรูปแบบการนั่งและการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติมากกว่า สอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดนี้

เมื่อมองไปข้างหน้า นโยบายด้านสุขภาพในประเทศไทยและทั่วโลกอาจต้องมองให้ไกลกว่าแค่พาดหัวข่าวที่เน้นสร้างความตระหนกถึงอันตรายของการนั่ง เมื่อการวิจัยพัฒนาขึ้น การรณรงค์ด้านสาธารณสุขอาจต้องปรับเปลี่ยนไปเน้นย้ำถึงโทษของ “ภาวะเฉื่อยชาไม่เคลื่อนไหว” (passive inactivity) ควบคู่ไปกับการส่งเสริม “การพักผ่อนเชิงรุก” (active rest) ซึ่งพบได้ทั้งในประวัติศาสตร์วิวัฒนาการและวิถีชีวิตไทยดั้งเดิม โรงเรียนและที่ทำงานอาจได้ประโยชน์หากนำรูปแบบกิจกรรมที่ต้องอาศัยการนั่งในระดับต่ำซึ่งเป็นที่คุ้นเคยในวัฒนธรรมกลับมาปรับใช้ และส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวที่หลากหลายตลอดวัน

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการคำแนะนำที่ทำได้จริง ข้อสรุปที่ดีที่สุดคือ ควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะๆ ลองกลับไปนั่งในท่าพื้นฐานแบบไทยๆ บ้าง และหลีกเลี่ยงการนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานานเกินไป บทเรียนสำคัญจากหนังสือของศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ดท่านนี้อาจไม่ใช่แค่ว่าการนั่งนั้น ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ แต่คือคุณภาพและบริบทของการพักผ่อนของเรานั้นสำคัญไม่แพ้การออกกำลังกายเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยและนัยยะด้านสุขภาพที่กว้างขึ้น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งต่างๆ เช่น Nature, CDC และ งานวิจัยระดับโลกเกี่ยวกับกิจกรรมทางกายล่าสุด