ชาเลนจ์วิดพื้นสุดไวรัลได้จุดประเด็นร้อนเกี่ยวกับคำแนะนำการออกกำลังกายแบบเหมาโหลให้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ขณะที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพและคนดังบนโซเชียลมีเดียยังคงโปรโมตแนวทาง “สูตรเดียวใช้ได้กับทุกคน” โดยไม่คำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละคน ประเด็นล่าสุดคือเกณฑ์วิดพื้น 11 ครั้งสำหรับผู้หญิง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่กลับฮิตติดลมบนในแพลตฟอร์มอย่าง TikTok อย่างรวดเร็ว ทว่าก็สร้างความกังวลในหมู่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาและนักกำหนดอาหารไม่น้อย

เมื่อไม่นานมานี้ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อท่านหนึ่งซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพชื่อดัง ได้ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์แนวพัฒนาตนเองยอดนิยม และประกาศว่าผู้หญิงทุกคนควรวิดพื้นแบบมาตรฐาน (ไม่ใช่แบบใช้เข่าช่วย) ได้ 11 ครั้ง คำพูดนี้ก่อให้เกิดกระแสตอบรับล้นหลามบนโลกออนไลน์ ผู้หญิงจำนวนมากพากันโพสต์วิดีโอโชว์ความสำเร็จในการทำชาเลนจ์ หรือไม่ก็แชร์ความพยายามที่จะทำให้ได้ตามเกณฑ์ กระแสไวรัลนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเรานั้นโหยหาตัวชี้วัดสุขภาพที่ชัดเจน จับต้องได้ แม้ว่าเป้าหมายเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างเพียงพอและไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคลก็ตาม (Vox)

ถ้ามองในบริบททั่วไป เสน่ห์ของเกณฑ์วัดความฟิตที่ตายตัวนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นเส้นทางสุขภาพของตัวเองอย่างไรดี เป้าหมายที่ชัดเจนและดูเหมือนจะทำได้จริง ให้ความรู้สึกถึงความสำเร็จและเป็นเหมือนแผนที่นำทางสู่ความก้าวหน้า สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับเทรนด์ “fitspiration” (สร้างแรงบันดาลใจในการฟิตหุ่น) แนวคิดนี้ก็ไม่ต่างจากชาเลนจ์ต่างๆ ที่เห็นในโซเชียลมีเดียบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นการแข่ง “สควอท 30 วัน” หรือท่าออกกำลังกายแบบมวยไทยที่กลายเป็นไวรัล อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ชาเลนจ์ฟิตเนสยุคดิจิทัลกำลังเฟื่องฟู ก็ถึงเวลาที่เราต้องตั้งคำถามว่า: คำแนะนำแบบเหมารวมเหล่านี้มีประโยชน์จริงหรือ หรืออาจนำมาซึ่งผลเสียกันแน่?

ตามข้อมูลจากศัลยแพทย์กระดูกและข้อผู้จุดประเด็นนี้ ตัวเลข “วิดพื้น 11 ครั้ง” อ้างอิงมาจากแนวทางของ American College of Sports Medicine (ACSM) ที่ระบุว่าผู้หญิงอายุ 40-49 ปีที่วิดพื้นได้ 11-14 ครั้ง ถือว่ามีสมรรถภาพทางกายอยู่ในระดับ “ดี” แต่ดังที่ศาสตราจารย์ภาควิชากายภาพบำบัดท่านหนึ่งจาก Montclair State University ชี้ให้เห็น การนำมาตรฐานความฟิตเพียงอย่างเดียวมาใช้เป็นคำแนะนำสากลนั้น เป็นการมองข้ามทั้งสถานการณ์ส่วนบุคคลและความต้องการด้านสุขภาพโดยรวม ในการให้สัมภาษณ์กับ Vox ศาสตราจารย์ท่านนี้กล่าวว่า “ปริมาณการออกกำลังกายกับผลลัพธ์ด้านสมรรถภาพไม่ใช่สิ่งเดียวกัน สิ่งสำคัญคือทุกคนควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และค่อยๆ เพิ่มความหนักเบาให้เหมาะกับความสามารถและเป้าหมายของตัวเอง”

ปัจจุบัน บุคคลทรงอิทธิพลอย่างนักประสาทวิทยาจากสแตนฟอร์ด และกลุ่มคนดังสายสุขภาพผู้ชายที่เน้นความเข้มข้นสุดโต่ง กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการชี้นำความเชื่อด้านสุขภาพในวงกว้าง พวกเขามักผสมผสานตารางฝึกสุดโหด การทำไบโอแฮ็กกิ้ง (เทคนิคปรับแต่งร่างกาย) และบางครั้งก็ให้คำแนะนำที่น่ากังขา บุคคลเหล่านี้กลายเป็นที่รู้จักจากกิจวัตรยามเช้าที่เป็นไวรัล (เช่น การตากแดดตอนเช้าตรู่และการแช่น้ำแข็ง) และเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องทำซึ่งแพร่หลายใน TikTok และ Instagram ปรากฏการณ์ที่วงการสุขภาพถูกครอบงำโดยแนวคิดสุดโต่งแบบผู้ชาย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเน้นเฉพาะกลุ่มผู้ชายและสมรรถนะร่างกาย กำลังลามไปสู่กลุ่มผู้หญิงอย่างรวดเร็ว โดยมักจะละทิ้งความละเอียดอ่อนและความเข้าอกเข้าใจ แล้วหันไปใช้กฎเกณฑ์ที่ตายตัวแทน (Vox)

ที่สำคัญคือ เทรนด์เหล่านี้ถูกขับเคลื่อนโดยอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย ที่มักจะดันเนื้อหาที่ดูแรง ชัดเจน ฟันธง มากกว่าคำแนะนำที่มีคุณภาพและคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละคน นักกำหนดอาหารและนักเขียนท่านหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องข้อมูลสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ตั้งข้อสังเกตว่า “ข้อความที่เร้าอารมณ์และตัดสินแบบขาวดำมักจะไปได้ไกลบนโลกออนไลน์ แม้ว่าหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังจะคลุมเครือหรือไม่มียู่จริงก็ตาม” กลไกเช่นนี้ได้นำไปสู่การที่อินฟลูเอนเซอร์หญิงเริ่มหันมาใช้โทนเสียงที่แข็งกร้าวแบบเดียวกัน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการให้กำลังใจกับการสร้างแรงกดดันที่ไม่สมเหตุสมผลยิ่งเลือนราง

สำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องงานและภาระดูแลคนในครอบครัว กิจวัตรเหล่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย รายงานฉบับเดียวกันอ้างอิงผลสำรวจของ Pew Research Center ในปี 2023 ที่พบว่าแม้แต่ผู้หญิงที่เป็นเสาหลักหารายได้ในสหรัฐอเมริกาก็ยังคงแบกรับภาระงานบ้านและการดูแลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแทบไม่เหลือเวลาสำหรับตารางออกกำลังกายที่ซับซ้อน ดังที่นักกำหนดอาหารและนักเขียนอีกท่านหนึ่งอธิบายว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่จะตื่นตี 5 แล้วทำทุกอย่างตามตารางได้ ผู้ชายที่มีภรรยาคอยดูแลงานบ้านอาจจะทำได้” ประเด็นเหล่านี้สะท้อนภาพสังคมไทยเช่นกัน ที่ผู้หญิงมักต้องรับบทบาทหลายอย่าง ทั้งทำงานหาเลี้ยงชีพ ดูแลครอบครัว และเป็นผู้นำในชุมชน ทำให้ตารางฟิตเนสประจำวันที่เข้มงวดดูเป็นเรื่องไกลตัวยิ่งขึ้นไปอีก

นัยยะทางวัฒนธรรมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน สังคมไทยให้คุณค่ากับสุขภาวะแบบองค์รวม คนไทยจำนวนมากยังคงนิยมกิจกรรมดั้งเดิม เช่น โยคะ รำไทย และการออกกำลังกายกลุ่มกลางแจ้ง รวมถึงการเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะยามเช้า ความคลั่งไคล้ในฟิตเนสแบบที่ต้องวัดผลได้และ “แฮ็ก” ได้ซึ่งรับมาจากตะวันตก สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบสุขภาพที่เน้นความเป็นปัจเจกตามแนวคิดตะวันตก ซึ่งอาจทำให้ผู้คนห่างเหินจากวิถีปฏิบัติแบบดั้งเดิมที่มีอยู่ในท้องถิ่น

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ข้อกำหนดด้านความฟิตที่เข้มงวดและเป็นสากลไม่เพียงแต่กีดกันผู้ที่ไม่สามารถทำตามได้เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำทัศนคติเชิงลบต่อรูปร่าง (body negativity) และสร้างเงื่อนไขใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกแยก “เดี๋ยวนี้แค่ผอมยังไม่พอ คุณต้องมีกล้ามเนื้อชัด ต้องยกน้ำหนักได้ถึงเกณฑ์ ทำจำนวนครั้งได้ตามเป้า รายการสิ่งที่ต้องทำยาวขึ้นเรื่อยๆ และคนจำนวนมากขึ้นก็รู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้ตามมาตรฐาน” ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งอธิบาย ในวัฒนธรรมไทย ที่รูปลักษณ์ภายนอกและความกลมเกลียวในสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่ง แรงกดดันเหล่านี้อาจส่งผลกระทบทางอารมณ์และจิตใจในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวที่เสพคอนเทนต์ฟิตเนสระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

จากมุมมองด้านสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญในไทยเน้นย้ำเรื่องความพอดีและการปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยให้ความสำคัญกับความเพลิดเพลินในการออกกำลังกาย ความสม่ำเสมอ และประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มากกว่าการบรรลุเป้าหมายตามตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ แนวทางสุขภาพแห่งชาติ เช่น จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้ผู้ใหญ่ตั้งเป้าหมายการออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยมีความยืดหยุ่นในรูปแบบและความหนักเบาตามอายุ ความสามารถ และความชอบ (กระทรวงสาธารณสุข) แพทย์ในไทยยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายและภาวะการกินผิดปกติที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่คนรุ่นใหม่พยายามเลียนแบบการโชว์ความสามารถต่างๆ ที่เห็นในโลกออนไลน์ โดยขาดผู้เชี่ยวชาญดูแลหรือการประเมินตนเองที่เหมาะสม

ในขณะที่โมเดลสุขภาพแบบ “สูตรเดียวครอบจักรวาล” ได้รับความสนใจมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้ทั้งคนไทยและผู้คนทั่วโลกหันไปพึ่งพาคำแนะนำที่น่าเชื่อถือและเหมาะกับตนเอง แทนที่จะวิ่งไล่ตามกระแสแฟชั่นดิจิทัลที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สำหรับครอบครัว ครู และผู้นำชุมชนในประเทศไทย นี่หมายถึงการเปิดอกพูดคุยกับเยาวชนเกี่ยวกับวิธีการสร้างเสริมสมรรถภาพและสุขภาพที่มีความหมายและยั่งยืน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของชีวิตแบบไทยๆ ไม่ใช่แค่เทรนด์ออนไลน์ที่นำเข้ามา

เมื่อมองไปข้างหน้า มีความสนใจเพิ่มขึ้นในงานวิจัยเกี่ยวกับคำแนะนำการออกกำลังกายที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทยกำลังร่วมมือกับองค์กรสาธารณสุขเพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติและแคมเปญให้ความรู้ที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น สำหรับเยาวชนและประชากรกลุ่มเสี่ยง (มหาวิทยาลัยมหิดล) ในขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านสุขภาพก็ตระหนักถึงความจำเป็นของโครงการส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถประเมินคำแนะนำสุขภาพออนไลน์ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทรนด์ฟิตเนสจากต่างประเทศยังคงมีอิทธิพลต่อมุมมองในสังคมไทย

โดยสรุป แม้ว่าชาเลนจ์ฟิตเนสไวรัลอาจจุดประกายแรงบันดาลใจได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ความก้าวหน้าด้านสุขภาพที่แท้จริงต้องอาศัยความสม่ำเสมอในระยะยาว เป้าหมายที่เป็นไปได้จริง และการเคารพความแตกต่างของแต่ละบุคคลและวัฒนธรรม สำหรับผู้อ่านชาวไทย แนวทางที่ดีที่สุดคือการมุ่งเน้นไปที่ความสุขในการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบไทยดั้งเดิม การเดินอย่างมีสติ หรือการเล่นกีฬาในชุมชน และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมซึ่งเข้าใจและเคารพความหลากหลายของแต่ละคน จำไว้ว่าสุขภาพเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างยิ่ง และไม่มีตัวเลขใดๆ ที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ ควรกำหนดคุณค่าหรือความก้าวหน้าของคุณ ควรพิจารณาคำแนะนำต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณ ไม่สนใจแรงกดดันทางสังคมที่ต้อง “ตามให้ทัน” และให้ความสำคัญกับแนวทางที่เหมาะสมกับร่างกาย วิถีชีวิต และค่านิยมของคุณเอง