งานวิจัยล่าสุดจากทีมนักประสาทวิทยาเผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา ถึงความแตกต่างในการทำงานของสมองเด็กขณะอ่านหนังสือเล่มจริง เทียบกับการดูเรื่องราวผ่านหน้าจอ ผลการศึกษาครั้งนี้ส่งผลสะเทือนสำคัญต่อนโยบายและแนวทางการศึกษาทั้งในไทยและทั่วโลก ตามรายงานของ PsyPost งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำว่าสมองของเด็กเล็กมีการตอบสนองทางระบบประสาทที่ต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อเทียบระหว่างการอ่านหนังสือแบบเดิมๆ กับการเสพเนื้อหาผ่านหน้าจอ ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่น่ากังวลอย่างยิ่งในยุคที่อุปกรณ์ดิจิทัลแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งที่บ้านและในห้องเรียน
ประเด็นเรื่องเวลาหน้าจอเทียบกับการอ่านหนังสือเล่ม กลายเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่การระบาดของโควิด-19 เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนรู้ออนไลน์และเนื้อหาดิจิทัลอย่างรวดเร็ว พ่อแม่ผู้ปกครองและนักการศึกษาต่างพยายามหาจุดสมดุลในการใช้เทคโนโลยีสำหรับเด็กเล็ก พัฒนาการด้านการอ่านออกเขียนได้และสติปัญญาในช่วงปฐมวัยนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ต่อความสำเร็จทางการเรียน แต่ยังรวมถึงการสร้างทักษะชีวิตที่จำเป็น ซึ่งส่งผลต่อสังคมโดยรวม ในขณะที่โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเด็กๆ ทั้งในเมืองและชนบท การทำความเข้าใจผลกระทบทางระบบประสาทที่อาจเกิดขึ้นจากเครื่องมือเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งต่ออนาคตของบุคลากรในชาติและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม
ทีมนักประสาทวิทยาได้ศึกษาสมองของเด็กขณะฟังเรื่องเล่าจากหนังสือเล่ม เทียบกับจากหน้าจอแท็บเล็ต ผลการวิจัยเผยให้เห็นรูปแบบการทำงานของสมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อเด็กอ่านหนังสือ สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลภาษา การจินตนาการภาพ และการสร้างความจำ จะทำงานอย่างแข็งขันมากขึ้น ในทางกลับกัน การเล่าเรื่องผ่านหน้าจอ กลับกระตุ้นสมองส่วนเหล่านี้น้อยกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจและความสามารถในการจดจำของเด็ก หัวหน้าทีมนักประสาทวิทยาของงานวิจัยนี้ให้สัมภาษณ์กับ PsyPost ว่า “งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่า สื่อที่ใช้ไม่เพียงส่งผลต่อวิธีที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อกระบวนการประมวลผลและเรียนรู้ของสมองด้วย”
งานวิจัยจากต่างประเทศก็ให้ผลไปในทิศทางเดียวกัน งานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics พบแนวโน้มคล้ายกัน โดยชี้ว่าการใช้เวลาหน้าจอมากเกินไปสัมพันธ์กับพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้า ปัญหาด้านสมาธิ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกที่ลดลงระหว่างการอ่านนิทาน (American Academy of Pediatrics) ที่สำคัญคือ ในการอ่านหนังสือแบบเห็นหน้ากัน เด็กๆ จะได้ประโยชน์จากการพูดคุยโต้ตอบที่บ่อยครั้งกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคลังคำศัพท์และสติปัญญา เจ้าหน้าที่อาวุโสท่านหนึ่งจากกระทรวงศึกษาธิการของไทยให้ความเห็นว่า “ผลการวิจัยเหล่านี้ตอกย้ำความสำคัญของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านในหมู่เด็กไทย และการส่งเสริมกิจกรรมการอ่านหนังสือเล่มจริงทั้งที่บ้านและในสถานศึกษาปฐมวัย”
ในบริบทของประเทศไทย มีแง่มุมทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจเข้ามาเกี่ยวข้อง การเล่าเรื่องปากเปล่าและการอ่านหนังสือร่วมกันเป็นประเพณีที่มีมาช้านาน แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แพลตฟอร์มดิจิทัลเริ่มเข้ามาแทนที่ปฏิสัมพันธ์เหล่านี้ ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ หลายคนยอมรับว่า แม้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-books) และแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาจะสะดวกสบาย แต่ก็ยากที่จะสร้างบรรยากาศอบอุ่นและความใส่ใจได้เท่ากับการเล่านิทานก่อนนอนแบบดั้งเดิม “เห็นได้ชัดว่าเด็กๆ จดจำเนื้อหาจากหนังสือได้มากกว่า โดยเฉพาะเมื่ออ่านด้วยกัน” อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนประถมชั้นนำแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานีกล่าว
ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็มีผลต่อวิธีที่ครอบครัวไทยจัดการกับประเด็นเรื่องหน้าจอเทียบกับหนังสือ ในเขตเมือง อุปกรณ์ดิจิทัลมีใช้อย่างแพร่หลาย ขณะที่ในชุมชนชนบทหลายแห่ง การขาดโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ตและข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ทำให้หนังสือเล่มยังคงเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า แม้จะยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงก็ตาม องค์กรพัฒนาเอกชน เช่น มูลนิธิส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ชี้ว่าผลการวิจัยนี้สนับสนุนข้อเรียกร้องให้มีการลงทุนเพิ่มในห้องสมุดและการบริจาคหนังสือ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ในขณะที่เนื้อหาดิจิทัลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมาถึงของเครื่องมือการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วย AI และแอปพลิเคชันนิทานแบบโต้ตอบ ผู้ปกครองและโรงเรียนต้องตระหนักและเท่าทันอยู่เสมอ งานวิจัยล่าสุดด้านประสาทวิทยาชี้ว่า แม้เครื่องมือดิจิทัลที่ออกแบบมาอย่างดีบางชนิดอาจช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและเสริมการเรียนรู้ได้ แต่การพึ่งพาหน้าจอมากเกินไปอาจขัดขวางการพัฒนาเส้นทางประสาทที่เป็นรากฐานสำคัญของการอ่านออกเขียนได้ การคิดเชิงวิพากษ์ และความฉลาดทางอารมณ์ (Harvard Graduate School of Education)
ผู้กำหนดนโยบายการศึกษาของไทยกำลังให้ความสนใจประเด็นนี้ ในการหารือเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ปรึกษาของกระทรวงหลายท่านได้อ้างอิงถึงงานวิจัยเหล่านี้เพื่อเสนอแนวปฏิบัติใหม่ๆ เช่น การส่งเสริมการอ่านหนังสือเล่มทุกวัน การจำกัดเวลาหน้าจอเพื่อความบันเทิงในโรงเรียน และการอบรมครูให้รู้จักผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการสอนแบบเดิมๆ แทนที่จะใช้เทคโนโลยีมาทดแทนทั้งหมด นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ยังได้ริเริ่มโครงการรณรงค์กระตุ้นให้ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้ลูกฟัง และจัดสรรเวลา “ปลอดหน้าจอ” สำหรับครอบครัวในแต่ละวัน
สำหรับครอบครัวไทยที่ห่วงใยพัฒนาการทางสติปัญญาของบุตรหลานท่ามกลางยุคดิจิทัล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีง่ายๆ ที่ทำได้จริง เช่น สร้างกิจวัตรอ่านนิทานก่อนนอนด้วยหนังสือเล่ม เลือกเสพสื่อดิจิทัลโดยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ และเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการอ่านในชุมชน ดังที่อาจารย์ด้านการศึกษาปฐมวัยท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยให้ข้อสังเกตว่า “ไม่มีอะไรมาแทนที่สายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกที่ก่อตัวขึ้นระหว่างการอ่านหนังสือดีๆ สักเล่มได้ และดูเหมือนว่าสมองของเราก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้”
จากข้อมูลเชิงลึกทางประสาทวิทยาล่าสุดเหล่านี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญโอกาสสำคัญในการส่งเสริมนิสัยการอ่านที่สมดุล ซึ่งเป็นการผสมผสานข้อดีของทั้งสองโลก ขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กเป็นหัวใจหลักของวาระการศึกษาแห่งชาติ