กำลังฮิตเลยทีเดียวกับเทรนด์สุขภาพชื่อฟังดูทะลึ่งนิดๆ แต่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ อย่าง “เดินตด” (fart walk) หรือการเดินเล่นหลังมื้ออาหาร ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจไปทั่วโลก หลังจากมีคุณหมอออกมายืนยันประโยชน์ของการเดินแบบนี้ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ กระแสนี้จุดติดขึ้นมาจากโซเชียลมีเดีย และยิ่งมีงานวิจัยใหม่ๆ มาสนับสนุน ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่าการเดินง่ายๆ หลังอาหารเย็น อาจมีประโยชน์แบบคาดไม่ถึงต่อระบบย่อยอาหาร ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันโรคเรื้อรังได้ด้วย ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แค่การขยับตัวง่ายๆ ในชีวิตประจำวันแบบนี้ จะช่วยให้สังคมไทยรับมือกับปัญหาสังคมสูงวัยที่นับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้นได้อย่างไร
บ้านเราที่คาดกันว่าจะกลายเป็นสังคม “สูงวัยระดับสุดยอด” (super-aged society) คือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปอย่างน้อย 20% ภายในปี พ.ศ. 2574 กำลังเจอกับความท้าทายเร่งด่วนที่ต้องส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนและทำตามได้ง่าย ท่ามกลางสถานการณ์นี้เอง กระแส “เดินตด” ก็เข้ามาเสนอทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องเสียเงิน แถมยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในทุกวัฒนธรรม และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่หลายคนเคยเจอได้อย่างน่าขัน แนวคิดนี้เริ่มเป็นที่สนใจหลังจากแพทย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ท่านหนึ่งออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย สนับสนุนนักเขียนชาวแคนาดาที่ทำให้แฮชแท็ก #fartwalks ดังขึ้นมา โดยเล่าว่าตัวท่านเองกับสามีก็เดินเล่นเบาๆ หลังอาหารเป็นประจำ เพื่อชะลอวัยอย่างมีคุณภาพ
มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายที่มายืนยันประโยชน์ของการเดินหลังมื้ออาหาร (postprandial walk) ในหลายๆ ด้าน ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อเล่นสุดป่วนนี้ก็คือ การเดินช่วยกระตุ้น “การเคลื่อนไหวของลำไส้” (intestinal motility) ซึ่งหมายถึงการบีบตัวของทางเดินอาหารเพื่อไล่อาหารและแก๊สให้เคลื่อนที่ไป ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อจากแก๊ส และอาการท้องผูกได้ จากการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients เมื่อปี 2023 พบว่าการออกกำลังกายเบาๆ หลังกินข้าว สามารถลดอาการปั่นป่วนในระบบทางเดินอาหารได้อย่างชัดเจน และช่วยให้การย่อยอาหารโดยรวมดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่การเคลื่อนไหวของลำไส้มักจะช้าลงตามวัย (แหล่งข้อมูล: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10036272/)
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของ “การเดินตด” ไม่ได้มีแค่เรื่องช่วยให้สบายท้อง ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ต่างเน้นย้ำว่าการเดินหลังอาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังอันดับต้นๆ ของคนไทย สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ของสหรัฐฯ ระบุว่าความเสี่ยงโรคเบาหวานจะเพิ่มขึ้นมากหลังอายุ 35 ปี งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า แค่เดินเพียง 10 นาทีหลังมื้ออาหาร ก็สามารถช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงปรี๊ด ซึ่งอันตรายกว่าการเดินยาวๆ ครั้งเดียวในเวลาอื่นของวันเสียอีก ดังที่องค์กรด้านสุขภาพอย่าง Diabetes UK ชี้ให้เห็นว่า การควบคุมระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหาร (postprandial glucose) ด้วยการขยับตัวเบาๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการลดภาระโรคเบาหวานในกลุ่มผู้สูงอายุ (https://www.news-medical.net/health/Walking-After-Meals-Small-Habit-Big-Metabolic-Gains.aspx, https://www.verywellhealth.com/walking-after-eating-8697719)
ความเห็นล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญก็ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “การออกกำลังกายทุกรูปแบบช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มันสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้นานถึง 24 ชั่วโมงหลังออกกำลังกายเสร็จ” ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองทางคลินิกที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญในปี 2016 ที่แสดงให้เห็นว่าในผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 การเดินสั้นๆ หลังอาหารแต่ละมื้อ ช่วยปรับปรุงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (glycemic control) ได้ดีกว่าการเดินยาวๆ เพียงครั้งเดียวต่อวัน (https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10036272/)
ที่สำคัญไปกว่านั้น การเดินยังให้ประโยชน์ในระยะยาวด้วย มีข้อพิสูจน์แล้วว่าการออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทำเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ศาสตราจารย์และหัวหน้ากลุ่มระบาดวิทยาแห่งสถาบันวิจัยมะเร็ง (Institute of Cancer Research - ICR) ได้กล่าวอ้างอิงงานวิจัยจาก ICR ว่า “มีหลักฐานชัดเจนว่าการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งหลายประเภททั้งในผู้ชายและผู้หญิง” การศึกษาขนาดใหญ่หลายชิ้นพบว่า การเดินด้วยความเร็วปานกลาง 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละ 20–40 นาที สัมพันธ์กับการลดลงอย่างมากของความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง มูลนิธิโรคหัวใจแห่งออสเตรเลีย (Heart Foundation of Australia) ก็สนับสนุนให้เดินเป็นประจำเพื่อเป็นเกราะป้องกันโรคเรื้อรังเช่นกัน ซึ่งเป็นคำแนะนำที่สอดคล้องกับแคมเปญ “Active 60” (โครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายผู้สูงอายุ 60 ปี หรือใกล้เคียง) ของกระทรวงสาธารณสุขบ้านเรา (https://walking.heartfoundation.org.au/benefits, https://www.canr.msu.edu/news/walking_helps_prevent_chronic_disease)
นอกเหนือจากการป้องกันโรค การเดินยังเกี่ยวพันกับคุณภาพชีวิตที่ดีในด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมที่ลดลง อารมณ์ดีขึ้น และความสัมพันธ์ทางสังคมที่แน่นแฟ้นขึ้น ในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย รวมถึงประเพณีไทยเอง การเดินเล่นหลังอาหารก็เป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันดี แม้ว่าคำว่า “ศตปาวลี” (shatapavali) ซึ่งหมายถึง “การเดิน 100 ก้าว” หลังอาหาร จะมีรากมาจากวัฒนธรรมอินเดีย แต่ครอบครัวไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ก็ให้ความสำคัญกับการเดินเล่นเบาๆ ในตอนเย็นเพื่อช่วยย่อยอาหารและกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวมานานแล้ว การหยิบยกมรดกทางวัฒนธรรมนี้ขึ้นมา อาจช่วยให้หน่วยงานด้านสุขภาพนำธรรมเนียมปฏิบัตินี้กลับมาส่งเสริมในสังคมเมืองยุคใหม่ ทำให้การสูงวัยอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับวัฒนธรรมมากขึ้น (https://en.wikipedia.org/wiki/Postprandial_walking)
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามอยู่บ้างเกี่ยวกับความสะดวกในการเข้าถึงและการนำไปปฏิบัติจริง การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ปัญหารถติด และความกังวลเรื่องคุณภาพอากาศ อาจเป็นข้อจำกัด ทำให้ไม่มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการเดิน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นๆ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนักวางผังเมืองและผู้บริหารท้องถิ่น ควรเข้ามามีบทบาทในการสร้างชุมชนที่เอื้อต่อการเดินมากขึ้น เช่น การสร้างสวนสาธารณะที่ปลอดภัย และจัดแคมเปญรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ เพื่อให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีฐานะอย่างไร สามารถได้รับประโยชน์จากการเดินได้
สำหรับผู้สูงอายุ การเดินเบาๆ ถือว่าเหมาะสมกว่าการออกกำลังกายหนักๆ เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้ม แถมยังช่วยบำรุงข้อต่อและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้อีกด้วย งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ทาง PubMed ในหัวข้อ “การเพิ่มกิจกรรมการเดินในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน” (Amplifying walking activity in Parkinson’s disease) ได้เน้นย้ำถึงผลของการเดินในระดับปานกลางต่อการปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคในผู้ป่วยพาร์กินสันสูงอายุ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการส่งเสริมสุขภาพที่เป็นมิตรต่อชุมชนและทำได้จริงนั้น สามารถทำได้ในทุกช่วงวัย
เมื่อมองไปข้างหน้า ปรากฏการณ์ “เดินตด” อาจกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารด้านสาธารณสุขที่ทรงพลังได้ การเปลี่ยนเรื่องที่เคยน่าอายให้กลายเป็นการเฉลิมฉลองที่ร่างกายทำงานได้ดี กระแสนี้แสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์และอารมณ์ขันสามารถผนึกกำลังผู้คนหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน เพื่อต่อสู้กับความท้าทายด้านสุขภาพในสังคมสูงวัยได้อย่างไร สำหรับอนาคตของประเทศไทย การสร้างนิสัยการเดินให้เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเรียกว่า “เดินตด” หรือแค่ “เดินเล่นยามเย็น” ก็อาจกลายเป็นรากฐานสำคัญในการต่อสู้กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และภาวะพึ่งพิงในวัยชราได้
เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริง ขอแนะนำให้คนไทยทุกวัยลองทำให้การเดินหลังอาหารเป็นกิจกรรมสนุกๆ ประจำวันของครอบครัวดู แค่เดินเล่นเพียงสิบนาทีหลังอาหารเย็นก็ใช้ได้แล้ว ไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษอะไร แถมยังเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่จะได้พูดคุยผ่อนคลายกันด้วย สำหรับใครที่กังวลเรื่องฝุ่นควัน อาจจะลองเดินในร่ม หรือใช้ห้างสรรพสินค้าเป็นลู่เดินก็ได้ สถานที่ทำงานก็สามารถสนับสนุนพนักงานได้โดยการให้เวลาและจัดพื้นที่สำหรับการขยับตัวหลังมื้อกลางวัน ส่วนโรงเรียนก็สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักเรียนและผู้ปกครองได้เช่นกัน ผู้กำหนดนโยบายเองก็ควรให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สีเขียวและจัดแคมเปญสาธารณะที่ย้ำถึงความสำคัญของการออกกำลังกายเพื่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วยย่อยอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือแค่การเพิ่มคุณภาพชีวิตในแต่ละช่วงวัย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการเดินหลังอาหารนั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือจริงๆ การที่สังคมไทยหันมาเปิดรับแนวคิด “เดินตด” อาจเป็นทั้งเรื่องขำขันและเป็นยาวิเศษช่วยแก้ปัญหาวิกฤตโรคเรื้อรังของประเทศได้ ครั้งต่อไปที่คุยกันเพลินๆ บนโต๊ะอาหาร อย่าลืมว่า: แค่ขยับตัวนิดหน่อย ก็ส่งผลดีได้อย่างมหาศาล