เหตุการณ์สะเทือนใจที่ทารกแรกเกิดต้องต่อสู้เพื่อชีวิตรอดหลังการขลิบอวัยวะเพศ “ผิดพลาด” ณ ศูนย์การแพทย์ชั้นนำในนิวยอร์ก ได้จุดประเด็นให้สังคมหันมาทบทวนความเสี่ยงที่อาจแฝงอยู่ในหัตถการที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ กรณีนี้ซึ่งทำให้ทารกน้อยต้องเผชิญภาวะเลือดออกรุนแรง อวัยวะภายในล้มเหลวหลายระบบ และอาการช็อก ได้กระตุ้นให้เกิดคำถามสำคัญต่อครอบครัวไทยและบุคลากรทางการแพทย์ถึงความปลอดภัยของการขลิบ โดยเฉพาะในเด็กทารกที่มีปัญหาสุขภาพซ่อนเร้นอยู่
The Independent รายงานเชิงสืบสวนว่า ทารกชายซึ่งเกิดมาพร้อมภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด ณ โรงพยาบาล New York-Presbyterian/Morgan Stanley Children’s Hospital ประสบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหลายชั่วโมงหลังการขลิบ แม้ในตอนแรกจะถูกประเมินว่าเป็นทารกที่แข็งแรงที่สุดคนหนึ่งในหออภิบาลทารกแรกเกิดวิกฤต (NICU) หลังการรักษาโรคหัวใจสำเร็จ แต่สถานการณ์กลับตาลปัตรหลังการผ่าตัดนำหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศออกตามปกติ เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา พบว่าผ้าอ้อมของทารกชุ่มโชกไปด้วยเลือด ปัสสาวะ และอุจจาระ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตทางการแพทย์ที่คุกคามชีวิต (The Independent) ทีมแพทย์พยายามห้ามเลือดนานหลายชั่วโมง แต่ปริมาณเลือดที่เสียไป ซึ่งเทียบเท่ากับราวครึ่งหนึ่งของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกายทารก ได้นำไปสู่อาการชัก ไตและตับวาย และท้ายที่สุดต้องให้เลือดอย่างเร่งด่วน รวมถึงผ่าตัดซ้ำเพื่อนำส่วนของลำไส้ที่เสียหายออก
เหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวนี้ตอกย้ำว่า ภาวะแทรกซ้อนที่แม้จะพบน้อยแต่รุนแรง สามารถเกิดขึ้นได้หลังการขลิบ โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอยู่แล้ว สำหรับหลายครอบครัวในสหรัฐฯ และในไทยซึ่งการขลิบมีความแตกต่างกันไปตามความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่า การเป็นหัตถการทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยไร้ความเสี่ยงเสมอไป หน่วยงานทางการแพทย์ เช่น วิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งอเมริกา (ACOG) ได้ให้คำแนะนำมานานแล้วว่า ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการขลิบทารกแรกเกิด แม้จะพบไม่บ่อย แต่ก็อาจรวมถึงเลือดออก การติดเชื้อ การตัดเนื้อเยื่อออกมากหรือน้อยเกินไป และในกรณีที่หายากมากๆ อาจเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิตได้ (ACOG, Stanford Medicine) การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในปี 2022 ที่เผยแพร่ในฐานข้อมูลสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) พบว่า ภาวะเลือดออกและการบาดเจ็บต่ออวัยวะเพศเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด โดยความเสี่ยงเลือดออกจะสูงขึ้นในทารกที่มีภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ หรือมีความผิดปกติแต่กำเนิดที่ยังตรวจไม่พบ (NIH PMC)
นักวิจัยชั้นนำต่างเน้นย้ำว่า การขลิบ ไม่ว่าจะในสหรัฐฯ ไทย หรือที่ใดก็ตาม โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ ใช้เครื่องมือผ่าตัดมาตรฐาน และมีการดูแลหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสม ในทารกแรกเกิด เครื่องมือที่นิยมใช้ ได้แก่ Gomco clamp, Mogen clamp และ Plastibell device ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ระบุไว้อย่างดีในวงการแพทย์ (Wikipedia) จากข้อมูลนานาชาติและองค์การอนามัยโลก (WHO) ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัด เช่น อาการปวด การติดเชื้อ หรือการระคายเคืองที่ส่วนหัวอวัยวะเพศ (glans) เกิดขึ้นในผู้ป่วยเพียงส่วนน้อย และผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักจัดการได้และหายไปเองโดยไม่มีผลกระทบระยะยาว (WebMD) อย่างไรก็ตาม ทารกที่มีภาวะหัวใจหรือภาวะเลือดออกผิดปกติแฝงอยู่ ดังเช่นกรณีที่นิวยอร์ก มีความเสี่ยงสูงกว่า ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้เกิดข้อควรพิจารณาสำคัญว่า แพทย์ควรให้คำปรึกษาแก่พ่อแม่ผู้ปกครองและประเมินความเหมาะสมของหัตถการนี้อย่างไร
“ภาวะเลือดออกเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดในการขลิบ แต่ปกติแล้วปริมาณที่คาดว่าจะพบมีเพียงไม่กี่หยดเท่านั้น” ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทารกแรกเกิดจาก Stanford Medicine กล่าว “การตกเลือดมากหรือควบคุมไม่ได้นั้นพบได้น้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบข้อห้ามล่วงหน้า” (Stanford Medicine) พวกเขาเสริมว่า ความท้าทายคือทารกบางคนอาจมีภาวะที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย เช่น โรคฮีโมฟีเลีย หรือภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งสามารถเปลี่ยนหัตถการที่ปกติมีความเสี่ยงต่ำให้กลายเป็นอันตรายร้ายแรงได้ กรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการประเมินก่อนผ่าตัดอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงการซักประวัติครอบครัวเกี่ยวกับภาวะเลือดออกผิดปกติทางพันธุกรรม และการทบทวนสถานะสุขภาพโดยรวมของทารก
ในสหรัฐอเมริกา ทารกชายแรกเกิดกว่าครึ่งหนึ่งได้รับการขลิบ โดยอัตราส่วนแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ ภูมิภาค และความต้องการของผู้ปกครอง ส่วนในประเทศไทย การขลิบมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับชุมชนชาวมุสลิม แต่ความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของหัตถการนี้กำลังมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับครอบครัวที่พิจารณาทำด้วยเหตุผลทางการแพทย์หรือศาสนา ศัลยแพทย์เด็กท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ซึ่งประสงค์จะให้ระบุถึงท่านด้วยตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น กล่าวว่า “ในประเทศไทย เราประเมินทารกแรกเกิดแต่ละรายอย่างรอบคอบก่อนที่จะแนะนำการขลิบ ปัจจุบันมีผู้ปกครองจำนวนมากขึ้นที่สอบถามข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับความเสี่ยง และกรณีเช่นที่เกิดขึ้นในต่างประเทศก็ย้ำเตือนให้เราทบทวนแนวทางปฏิบัติอยู่เสมอ และให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ (informed consent)”
กระทรวงสาธารณสุขของไทยมีแนวทางปฏิบัติคล้ายคลึงกับประเทศตะวันตก โดยแนะนำให้ทำการขลิบโดยบุคลากรทางการแพทย์ผู้มีประสบการณ์ และหลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีภาวะเสี่ยงสูง เช่น โรคฮีโมฟีเลียและภาวะผิดปกติแต่กำเนิดอื่นๆ ซึ่งแตกต่างจากสหรัฐฯ ที่มักเสนอการขลิบให้ทำก่อนออกจากโรงพยาบาลหลังคลอด โรงพยาบาลในไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะกำหนดเวลาทำหัตถการเป็นรายบุคคลตามความจำเป็นทางการแพทย์และคำขอของผู้ปกครอง ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าแนวทางนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับทารกที่อาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
ในมิติทางวัฒนธรรม การขลิบในประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนาและอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค สำหรับชาวไทยมุสลิม หัตถการนี้ถือเป็นพิธีกรรมสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต ซึ่งมักทำในช่วงวัยเด็กระหว่างปิดภาคเรียน หรือเป็นส่วนหนึ่งของงานเฉลิมฉลองในชุมชน อย่างไรก็ตาม การรับรู้ถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เพิ่มขึ้นและการเข้าถึงข่าวสารจากต่างประเทศ ได้กระตุ้นให้เกิดการพูดคุยในวงกว้างขึ้นเกี่ยวกับแง่มุมทางการแพทย์ จริยธรรม และวัฒนธรรมของหัตถการนี้ เรื่องราวเช่นกรณีในนิวยอร์กได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในหมู่ผู้ปกครองชาวไทยมากขึ้น โดยบางส่วนเรียกร้องให้มีการคัดกรองก่อนทำหัตถการที่เข้มงวดขึ้น และความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
มองไปข้างหน้า นักวิจัยทางการแพทย์กำลังเรียกร้องให้มีแนวทางที่เป็นมาตรฐานมากขึ้นทั่วโลกในการประเมินความเสี่ยง การให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง และการดูแลหลังการผ่าตัดสำหรับการขลิบ “กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่หัตถการที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติก็อาจมีอันตรายที่ไม่คาดคิดซ่อนอยู่ได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชบำบัดวิกฤตในเด็กกล่าวถึงเหตุการณ์ล่าสุด “เราต้องการแนวปฏิบัติที่รัดกุม ซึ่งให้ความสำคัญกับการตรวจสอบประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียด รวมถึงภาวะที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้อง เช่น โรคหัวใจ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในโรงพยาบาล และการให้คำปรึกษาที่ละเอียดอ่อนต่อวัฒนธรรมและตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”
นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้องให้มีการเฝ้าระวังและเก็บรวบรวมข้อมูลที่ดีขึ้นเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการขลิบและภาวะแทรกซ้อนภายในประเทศไทย นักวิจัยทางคลินิกท่านหนึ่งซึ่งสังกัดมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ได้กระตุ้นให้หน่วยงานสาธารณสุขติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างเป็นระบบ ดำเนินการตรวจสอบเป็นประจำ และจัดการฝึกอบรมที่ตรงเป้าหมายสำหรับผู้ให้บริการทั้งในเขตเมืองและชนบท ระบบการดูแลสุขภาพที่กระจายอำนาจของประเทศไทย ซึ่งมีมาตรฐานแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด อาจได้รับประโยชน์จากการประสานงานระดับชาติดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการขลิบตามหลักศาสนาและในชุมชน ซึ่งการดูแลทางการแพทย์อาจไม่สอดคล้องกัน
สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยที่กำลังพิจารณาการขลิบ ข้อความสำคัญคือ แม้ว่าโดยทั่วไปหัตถการนี้จะปลอดภัย แต่การผ่าตัดทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยงอยู่บ้าง สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษาหารือเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ทั้งหมดของบุตรหลาน รวมถึงภาวะเกี่ยวกับหัวใจ การแข็งตัวของเลือด หรือเมตาบอลิซึม แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม กับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณวุฒิ หากได้รับคำแนะนำให้ทำการขลิบ ควรยืนยันว่ามีการประเมินปัจจัยการแข็งตัวของเลือดและสุขภาพหัวใจก่อนทำหัตถการแล้ว หากท่านอยู่ในชุมชนที่มีการขลิบนอกสถานพยาบาล ควรยืนยันให้มีการส่งต่อไปยังแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมและมีความพร้อมในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน
ท้ายที่สุด เหตุการณ์เช่นที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพที่ต้องมีความรอบคอบและโปร่งใส ไม่ว่าจะในแมนฮัตตันหรือนครศรีธรรมราช ขณะที่การวิจัยมีความก้าวหน้าและความร่วมมือระดับโลกเพิ่มมากขึ้น ความหวังคือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจะได้รับการแบ่งปัน เรียนรู้ และนำไปปรับใช้ เพื่อลดโศกนาฏกรรมที่สามารถป้องกันได้ และเพื่อให้ทุกครอบครัวได้รับข้อมูลที่จำเป็นในการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและมั่นใจ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขไทย แนวทางปฏิบัติสากลจาก ACOG และงานวิจัยทางวิชาการล่าสุดเกี่ยวกับการขลิบและภาวะแทรกซ้อน การสื่อสารอย่างเปิดเผยกับแพทย์ของบุตรหลาน การให้ข้อมูลประวัติทางการแพทย์ของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา และการยืนยันที่จะได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่มีทักษะ คือหลักประกันที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่นใจถึงหัตถการที่ปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของบุตรหลาน