กระแสออกกำลังกายแนวใหม่ที่ฟังดูอาจจะแปลกหูไปสักหน่อยอย่าง “การเดินผายลม” (fart walks) กำลังกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในแวดวงคนรักสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่ากิจกรรมแสนธรรมดานี้แหละ คือเคล็ดลับเด็ดที่ช่วยส่งเสริมให้อายุยืนยาวและมีสุขภาวะที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เทรนด์นี้เริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากคำแนะนำขำๆ ของคุณหมอชาวอังกฤษท่านหนึ่งดังเปรี้ยงปร้างในโลกออนไลน์ ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยใคร่รู้ และจุดประกายให้เกิดการพูดคุยกันถึงบทบาทของการเคลื่อนไหวเบาๆ ในการดูแลสุขภาพเมื่อวัยเพิ่มขึ้น
ว่าแต่ “การเดินผายลม” ที่พูดถึงกันนี้ มันคืออะไรกันแน่? จริงๆ แล้วคำนี้เป็นคำที่คุณหมอชาวอังกฤษบัญญัติขึ้นมาแบบติดตลก หมายถึง การเดินเล่นสบายๆ ช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่จำกัดว่าจะต้องเดินนานแค่ไหน หรือต้องมีจุดหมายปลายทางอะไร ส่วนใหญ่มักจะเดินกันหลังกินข้าวเสร็จ แต่เอาเข้าจริง จะเดินตอนไหนที่สะดวกก็ได้ทั้งนั้น ที่มาของชื่อก็แอบพาดพิงถึงกระบวนการย่อยอาหารตามธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหวเบาๆ นี่แหละ แต่ประโยชน์ของมันมีมากกว่าแค่เรื่องช่วยย่อยนะ
สำหรับคนไทยเรา เทรนด์ขำๆ นี้ซ่อนข้อคิดสำคัญที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ไว้ นั่นคือ การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องหักโหมหรือใช้เวลานานเสมอไป ก็ให้ประโยชน์กับสุขภาพได้อย่างมหาศาล การใช้ชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ ไม่ค่อยขยับเขยื้อน เป็นปัญหาที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเรา โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า การเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลางเป็นประจำ เช่น การเดิน ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ ทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิด องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตั้งเป้าออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลางให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่ถึงแม้จะเป็นแค่การเดินสั้นๆ แต่ทำบ่อยๆ ก็ช่วยเรื่องการเคลื่อนไหว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และสุขภาพใจได้เหมือนกัน (แนวทางของ WHO)
หัวใจสำคัญของปรัชญา “การเดินผายลม” ก็คือ การทลายกำแพงที่ทำให้คนรู้สึกท้อแท้หรือกลัวการออกกำลังกาย คำแนะนำของคุณหมอชาวอังกฤษนั้นทำตามได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ: “ไม่ต้องหาชุดออกกำลังกายให้วุ่นวาย ใส่ยีนส์ธรรมดาก็เดินได้ ไม่จำเป็นต้องเดินให้เหงื่อท่วมตัว” แนวคิดนี้สอดคล้องกับผลการศึกษามากมาย รายงานในวารสาร Journal of Aging and Physical Activity ชี้ว่า การเดินระยะสั้น โดยเฉพาะหลังมื้ออาหาร ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและส่งเสริมสุขภาพระบบเผาผลาญในผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี (Journal of Aging and Physical Activity) งานทบทวนอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชื่อดัง The Lancet ก็ตอกย้ำถึงผลดีของการเดินต่อสุขภาพจิต โดยพบว่าช่วยลดอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวลในผู้สูงอายุได้ (The Lancet, Physical Activity and Mental Health)
ในบ้านเรา หน่วยงานด้านสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุก็สนับสนุนแนวทางการออกกำลังกายแบบ “ค่อยๆ ทำไป แต่ทำสม่ำเสมอ” มานานแล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “การสร้างนิสัยง่ายๆ อย่างการเดินเล่นรอบบ้านหรือในชุมชนทุกวัน สามารถช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานดีขึ้น และเพิ่มความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของผู้สูงอายุชาวไทยได้อย่างมีความหมาย” ผู้สูงอายุไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มักจะมีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างกระฉับกระเฉงอยู่แล้วจากการทำงานบ้าน ทำสวน หรือเดินไปวัด ซึ่งถือเป็นจุดแข็งทางวัฒนธรรมที่ดีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมเมืองขยายตัวและผู้คนทำงานนั่งโต๊ะกันมากขึ้น ภาวะเนือยนิ่งก็พลอยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้เราเห็นความจำเป็นในการหาทางออกเรื่องการออกกำลังกายที่สร้างสรรค์และไม่ทำให้รู้สึกกดดัน
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “การเดินผายลม” มีข้อดีทางจิตวิทยาที่สำคัญ การมองว่าการเดินเป็นเรื่องสบายๆ ไม่ต้องเป็นทางการ แถมใส่ความขำขันเข้าไปหน่อย ช่วยเปลี่ยนโฟกัสจากการต้องมีวินัยเป๊ะๆ หรือการลดน้ำหนัก ไปสู่ความเพลิดเพลินและการดูแลตัวเองแทน “[ผู้สูงอายุ] บางท่านอาจจะรู้สึกเขินอายที่จะไปเข้ากลุ่มออกกำลังกายหรือไปฟิตเนส การส่งเสริมให้การเดินเป็นกิจกรรมสบายๆ ในชีวิตประจำวันจะช่วยให้ทุกคนรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็น
เทรนด์ลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับข้อมูลใหม่ๆ จากการศึกษาในญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ที่พบว่ากลุ่มคนที่มีอายุยืนยาวที่สุด มักจะสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวเบาๆ อย่างสม่ำเสมอตลอดวัน มากกว่าการออกกำลังกายอย่างหนักเป็นครั้งคราว สังคมเหล่านี้คล้ายกับชุมชนไทยแบบดั้งเดิม ที่ผสมผสานการเดินเข้ากับกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การเดินไปทำธุระ ทำสวน ไปจนถึงการเดินไปวัด หรือเดินไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน
มองไปข้างหน้า “การเดินผายลม” อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดโครงการหรือนโยบายที่กว้างขวางขึ้นในประเทศไทยได้ ควรมีการส่งเสริมให้นักผังเมืองและผู้นำชุมชนสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินมากขึ้น เช่น ทางเท้าที่ชัดเจน มีร่มเงา และทางข้ามที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ การทำแคมเปญสุขภาพผ่านช่องทางดิจิทัลอย่าง LINE อาจจะจัดกิจกรรมท้าทายนับก้าว หรือชวนกันเดินเล่นหลังอาหาร เพื่อทำให้การสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพเป็นเรื่องสนุกและทำร่วมกับคนอื่นได้ กิจกรรมเดินในสวนสาธารณะที่ชวนคนต่างวัยมาทำร่วมกัน ก็เป็นโอกาสที่ดีในการลดปัญหาความเหงาและความโดดเดี่ยวทางสังคมได้อีกด้วย
ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเป็นจริงของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนถึง 20% ของประชากรทั้งหมดภายในทศวรรษหน้า ทุกๆ แนวทางที่ทำตามได้ง่ายๆ ล้วนมีความสำคัญ สำหรับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย ข้อความสำคัญนั้นชัดเจน: การเดินเบาๆ บ่อยๆ คือสูตรสำเร็จเพื่อสุขภาพดีที่พิสูจน์ตัวเองมานานแล้ว และไม่มีคำว่า “วิธีที่ถูกต้อง” เพียงวิธีเดียวในการเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นแถวบ้าน เดินทอดน่องในวัด หรือ “เดินผายลม” รอบบ้าน เคล็ดลับสำคัญยังคงเหมือนเดิม: ขยับเข้าไว้ หาเพื่อนคุย และปล่อยให้เสียงหัวเราะกับอากาศบริสุทธิ์นำทางไป
หากคุณหรือคนที่คุณรักสนใจที่จะนำการเคลื่อนไหวเบาๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ลองชวนเพื่อนหรือคนในครอบครัวไปเดินเล่นสั้นๆ หลังมื้ออาหารดูสิ หรือจะลองสำรวจสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือเข้าร่วมกลุ่มเดินในชุมชนก็ได้ หน่วยงานสาธารณสุขและองค์กรชุมชนต่างๆ มักจะมีโครงการเดินฟรี หรือคำแนะนำเรื่องการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะอยู่แล้ว จำไว้ว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุด คือสิ่งที่คุณทำแล้วมีความสุข และสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งอ้างอิง: Huffington Post UK—Fart Walks for Ageing, World Health Organization—Physical Activity Guidelines, Journal of Aging and Physical Activity, The Lancet—Physical Activity and Mental Health