ใครที่ท่องโลก TikTok หรือโซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ คงเคยเห็นข้อมูลชวนตกใจที่อ้างว่า ฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งร่างกายหลั่งออกมาเวลาเครียด คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดไขมันหน้าท้องเจ้าปัญหาและทำให้ใบหน้าดูบวมผิดรูป จนมีคำเรียกติดปากว่า “พุงคอร์ติซอล” หรือ “หน้าคอร์ติซอล” กันไปแล้ว อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก The Conversation ได้ออกมาคลายความกังวลเหล่านี้ โดยชี้ว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จริงๆ นั้นซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะ และคนไทยยังไม่ต้องตื่นตูมกับกระแสฮอร์โมนนี้จนเกินไป
โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นช่องทางให้ข้อมูลสุขภาพที่ทรงพลัง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบ่อเกิดความวิตกกังวลและทำให้เรื่องซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ไปเสียหมด ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ เหล่าอินฟลูเอนเซอร์และคนทำคอนเทนต์ต่างพากันปั่นคำว่า “พุงคอร์ติซอล” ให้ฮิตติดลมบน โทษว่าความเครียดนี่แหละที่ขัดขวางไม่ให้ผู้คนมีหุ่นในฝัน พร้อมกับโฆษณาผลิตภัณฑ์ “ล้างพิษคอร์ติซอล” ที่ยังไม่มีอะไรมายืนยันสรรพคุณ ข้อความเหล่านี้แม้จะฟังดูน่าคล้อยตาม แต่กลับแทบไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์มารองรับ ส่วนใหญ่มักถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียกยอดวิว ขายผลิตภัณฑ์สุขภาพน่าสงสัย และตอกย้ำมาตรฐานความงามที่ไม่สมจริง ซึ่งอาจบั่นทอนความมั่นใจและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน โดยเฉพาะในหมู่เด็กและวัยรุ่นไทยที่เข้าถึงเทรนด์โซเชียลระดับโลกได้ง่ายขึ้น
คอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไตสร้างขึ้นตามธรรมชาติ จำเป็นต่อการอยู่รอด การจัดการพลังงาน และการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย ระดับฮอร์โมนนี้จะพุ่งสูงขึ้นในภาวะตึงเครียด เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริงหรือที่คิดไปเอง งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า แม้คอร์ติซอลจะมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองต่อความเครียด แต่ความเครียดในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไปไม่ได้ทำให้ระดับฮอร์โมนพุ่งสูงปรี๊ดเหมือนในภาวะทางการแพทย์ที่พบได้ยาก เช่น โรคคุชชิง (Cushing’s disease) ซึ่งถูกบรรยายลักษณะไว้ครั้งแรกเมื่อราวทศวรรษ 1930 โดยประสาทศัลยแพทย์ท่านหนึ่ง การจะเกิดไขมันสะสมผิดปกติอย่างรุนแรงและใบหน้าเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “หน้าคอร์ติซอล” ได้นั้น จำเป็นต้องมีระดับคอร์ติซอลสูงมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นภาวะที่ต่างกันลิบลับกับผลจากความเครียดในชีวิตประจำวันทั่วไป อ้างอิงจากข้อมูลการศึกษาด้านต่อมไร้ท่อใน PubMed และฉันทามติจากสมาคมต่อมไร้ท่อระดับสากล (The Conversation)
ในสังคมไทย ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับฮอร์โมน โรคอ้วน และความงามถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย และมักถูกกระพือให้แรงขึ้นจากสื่อที่เน้นเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในประเทศชี้ว่า การที่น้ำหนักจะขึ้นหรือไขมันจะไปสะสมตรงไหนเป็นผลมาจากปัจจัยซับซ้อนหลายอย่าง ทั้งพันธุกรรม อาหารการกิน การนอนหลับ การออกกำลังกาย และฮอร์โมนหลายชนิด ไม่ใช่แค่คอร์ติซอลตัวเดียว โครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อต่อสู้กับโรคอ้วน เช่น โครงการ “คนไทยไร้พุง” ของกระทรวงสาธารณสุข ก็เน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมากกว่าจะไปโทษฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่ง “การโทษคอร์ติซอลอย่างเดียวก็เหมือนโทษส่วนผสมแค่อย่างเดียวว่าทำให้ต้มยำไม่อร่อย มันเป็นการมองที่ง่ายไปและมองข้ามภาพรวมทั้งหมด” ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อชั้นนำจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็น
งานวิจัยล่าสุดยิ่งตอกย้ำมุมมองนี้ การศึกษาที่วัดระดับคอร์ติซอลในประชากรกลุ่มต่างๆ ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างความผันผวนตามปกติของฮอร์โมนความเครียด กับการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบที่เห็นในรูปเปรียบเทียบก่อน-หลังที่ใช้ล่อให้คนคลิกบนโซเชียลมีเดีย (National Institutes of Health) ร่างกายของคนส่วนใหญ่สามารถควบคุมคอร์ติซอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการที่ระดับฮอร์โมนจะสูงขึ้นเล็กน้อยในแต่ละวันจากความเครียดชั่วคราวไม่ใช่เรื่องน่ากังวล จะมีก็แต่กรณีที่คอร์ติซอลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจน เช่น ในกลุ่มอาการคุชชิง (ซึ่งเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก) เท่านั้น ที่จะแสดงอาการแบบที่กล่าวอ้างกันออกมา
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้หน้าดูอูมขึ้นหรืออ้วนลงพุง มีสาเหตุมาจากอาหาร การนอนหลับ การขาดการออกกำลังกาย และพันธุกรรม ในทางวัฒนธรรม สังคมไทยให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ที่ดูขาวและผอม ซึ่งบางครั้งก็ผลักดันให้คนรุ่นใหม่หันไปใช้วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ดีต่อสุขภาพและหลงเชื่อกระแสในโซเชียลมีเดียได้ง่ายๆ ความหมกมุ่นเรื่องคอร์ติซอลในปัจจุบันก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ล่าสุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานของเทรนด์ทำนองนี้ ซึ่งมาแทนที่ความตื่นตระหนกก่อนหน้านี้เกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรต ไขมัน หรือสูตร “ดีท็อกซ์” แปลกๆ ที่ล้วนขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับเช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนไม่ให้หลงเชื่อทางลัดง่ายๆ ที่โฆษณากันทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่อาวุโสท่านหนึ่งจากกระทรวงสาธารณสุขของไทยอธิบายว่า “การอ้างว่าดีท็อกซ์คอร์ติซอลแล้วจะเปลี่ยนรอบเอวได้นั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิด คำแนะนำที่ดีที่สุดและมีหลักฐานสนับสนุนยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ ที่อาจฟังดูน่าเบื่อแต่ได้ผลจริง นั่นคือ นอนให้พอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารไทยที่มีประโยชน์ครบถ้วน และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เมื่อรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ” แนวทางนี้สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งกระตุ้นให้ประชากรทั่วโลกหันมาใส่ใจพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน มากกว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามกระแส (แนวทางของ WHO)
ความตื่นตระหนกเรื่องคอร์ติซอลที่ขับเคลื่อนโดยโซเชียลมีเดียนั้นเกิดขึ้นคล้ายๆ กันทั่วโลก มีอินฟลูเอนเซอร์ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลีย ต่างโปรโมตผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไปจนถึงชา “บำรุงต่อมหมวกไต” การตลาดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในไทยก็เพิ่มขึ้นตามเทรนด์โลกที่ไหลบ่าเข้ามา โดยมีคนดังในไทยบางรายร่วมสนับสนุนข้อความคล้ายๆ กันด้วย อย่างไรก็ตาม หน่วยงานทางการแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยได้ออกมาเตือนผู้บริโภคอยู่เสมอไม่ให้หลงเชื่อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ และเน้นย้ำถึงคุณค่าของการดูแลสุขภาพตามหลักฐานเชิงประจักษ์
ในอดีต กระแสความตื่นกลัวด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเคยเกิดขึ้นแล้วก็จางหายไปตามแฟชั่นระดับโลก เมื่อหลายสิบปีก่อน ความกลัวคล้ายๆ กันนี้เคยเกิดกับคอเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งต่างก็เคยถูกตราหน้าว่าเป็นตัวร้าย ก่อนที่จะได้รับความเป็นธรรมเมื่อมีหลักฐานใหม่ๆ ออกมา ในประเทศไทย กระแสความคิดจากตะวันตกเหล่านี้มีอิทธิพลค่อนข้างมาก โดยที่อุดมคติด้านสุขภาพและความงามก็มักได้รับอิทธิพลจากสื่อเกาหลีและญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้การรู้เท่าทันสื่อและการตั้งคำถามเชิงวิทยาศาสตร์กลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าเดิม ทั้งในห้องเรียนและในครอบครัวของคนไทย
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าวงจรความตื่นตระหนกด้านสุขภาพบนโซเชียลมีเดียจะยังคงมีอยู่ต่อไป อาจจะเปลี่ยนไปพุ่งเป้าที่ฮอร์โมนตัวอื่นหรือกระบวนการอื่นๆ ของร่างกายแทน งานวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เน้นย้ำว่า ความรู้เท่าทันสุขภาพดิจิทัล (Digital Health Literacy) ยังคงเป็นทักษะจำเป็นสำหรับเยาวชนไทย โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลสุขภาพผิดๆ แพร่กระจายไปได้รวดเร็วปานไฟลามทุ่ง ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และความภาคภูมิใจในตนเอง “เราต้องสอนลูกหลานให้รู้จักตรวจสอบข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ไม่ใช่แค่เชื่อตามเสียงที่ดังที่สุดใน TikTok” นักวิจัยอาวุโสด้านสาธารณสุขท่านหนึ่งย้ำ
สำหรับผู้อ่านทั่วไปในประเทศไทย ข้อคิดง่ายๆ ที่นำไปใช้ได้คือ อย่าไปเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ “ล้างพิษคอร์ติซอล” แพงๆ และอย่าให้วิดีโอสั้นๆ มาชี้นำว่าฮอร์โมนเพียงตัวเดียวคือต้นตอของปัญหาสุขภาพหรือรูปลักษณ์ของคุณ ควรหันมาใส่ใจคำแนะนำที่ได้รับการยอมรับกันดีอยู่แล้ว นั่นคือ นอนหลับให้เพียงพอ ใช้ชีวิตให้กระฉับกระเฉงด้วยกิจกรรมแบบไทยๆ ที่คุณชอบ เช่น เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือรำไทย กินอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และหาเวลาผ่อนคลายกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขหากคุณกังวลเรื่องความเครียดเรื้อรังหรือการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย แต่จำไว้เสมอว่า สุขภาวะที่ดีของคุณมีค่ามากกว่าตัวเลขในผลตรวจฮอร์โมนหรือกระแสไวรัลในโลกออนไลน์
หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการความเครียดด้วยวิธีที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานรองรับ สามารถศึกษาข้อมูลได้จากแหล่งข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (กรมสุขภาพจิต - สุขภาพใจดี) หรือหน่วยงานระดับโลกอย่าง WHO การฝึกสติ การทำสมาธิ และเทคนิคผ่อนคลายแบบไทยๆ ก็ช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมได้เช่นกัน เช่นเดียวกับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน ในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยข้อมูลสุขภาพผิดๆ การเท่าทันข้อมูลและมีสติถือเป็นการดูแลตัวเองที่ทรงพลังอย่างหนึ่ง