ผลสำรวจใหม่จากศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) เผยให้เห็นความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไประหว่างวัยรุ่น โซเชียลมีเดีย และสุขภาพจิต สะท้อนความรู้สึกซับซ้อน ทั้งความกังวล ความลังเล และความสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่เยาวชนและผู้ปกครอง ในขณะที่ครอบครัวไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในโลกดิจิทัลและประเด็นสุขภาพจิตที่คล้ายคลึงกัน การทำความเข้าใจผลการวิจัยใหม่นี้จึงเป็นประโยชน์ในการให้ข้อมูล มุมมอง และข้อคิดที่สำคัญ

ผลการศึกษาล่าสุดของพิว ซึ่งสำรวจความคิดเห็นวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี จำนวน 1,391 คน และผู้ปกครองในสหรัฐอเมริกา ระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม ปี 2024 พบว่าความห่วงใยเรื่องสุขภาพจิตของเยาวชนยังคงน่าเป็นห่วง โดยทั้งผู้ปกครองและวัยรุ่นต่างเชื่อมโยงความกังวลเหล่านี้กับการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง TikTok, Instagram และ Facebook ที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจนี้มีความเชื่อมโยงอย่างยิ่งกับประเทศไทย ซึ่งมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียในหมู่วัยรุ่นสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการพูดคุยถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับสุขภาพจิตของเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับโลกออนไลน์ (ดูเพิ่มเติมที่: Pew Research Center)

บริบทแวดล้อมชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตวัยรุ่นทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั่วโลก รวมถึงนักการศึกษาและจิตแพทย์ไทย ได้ออกมาเตือนถึงภาวะความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าในหมู่วัยรุ่น โดยมักชี้ว่าการใช้เวลาหน้าจอที่มากขึ้นและแรงกดดันในโลกออนไลน์เป็นปัจจัยเสี่ยง แม้ว่าการระบาดใหญ่ของโควิด-19 จะยิ่งซ้ำเติมความกังวลเหล่านี้ แต่ผลสำรวจใหม่ของพิวก็ตอกย้ำว่าโซเชียลมีเดียยังคงเป็นประเด็นหลักที่ทั้งน่ากังวลและเป็นโอกาส

ข้อมูลสำคัญจากงานวิจัยเผยให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย หรือบางทีก็ขัดแย้งกันเอง ผู้ปกครองมากกว่าครึ่ง (55%) บอกว่าพวกเขากังวลอย่างยิ่งหรือกังวลมากเกี่ยวกับสุขภาพจิตของลูกวัยรุ่น ซึ่งสูงกว่าตัววัยรุ่นเองที่มีเพียง 35% ที่รู้สึกแบบนั้น ที่น่าสนใจคือ วัยรุ่นหญิงแสดงความวิตกกังวลมากกว่าวัยรุ่นชาย โดย 42% ของวัยรุ่นหญิงรายงานว่ากังวลสูงเรื่องสุขภาพจิตของวัยรุ่น เทียบกับ 28% ของวัยรุ่นชาย ในกลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มมารดาและผู้ที่มีลูกสาวจะแสดงความกังวลมากกว่ากลุ่มบิดาและผู้ที่มีลูกชาย

เชื้อชาติและชาติพันธุ์ก็มีส่วนเช่นกัน: ผู้ปกครองและวัยรุ่นผิวดำแสดงความกังวลในระดับสูงสุด โดย 70% ของผู้ปกครองผิวดำและครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นผิวดำระบุว่าพวกเขากังวลอย่างมากเกี่ยวกับสุขภาพจิตของวัยรุ่น ซึ่งสูงกว่ากลุ่มคนผิวขาวและกลุ่มฮิสแปนิกอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อถามถึงภัยคุกคามหลักต่อสุขภาวะ ผู้ปกครองชี้เป้าไปที่โซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน: 44% กล่าวว่าเป็นอิทธิพลเชิงลบที่ใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยเทคโนโลยีโดยทั่วไปและการกลั่นแกล้ง (Bullying) ในขณะเดียวกัน วัยรุ่นระบุถึงปัจจัยที่หลากหลายกว่า: 22% ชี้ไปที่โซเชียลมีเดีย โดยมีจำนวนไม่น้อยที่กล่าวถึงการกลั่นแกล้ง (17%) และแรงกดดันทางสังคม (16%) ผลการค้นพบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยตระหนักถึงปัญหาการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) การแข่งขันทางการเรียน และแรงกดดันเรื่องภาพลักษณ์ออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่เยาวชนไทยกล่าวถึงบ่อยครั้งในการสำรวจที่จัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุข (แหล่งข้อมูล)

การศึกษายังสำรวจรูปแบบการสื่อสารเกี่ยวกับสุขภาพจิตด้วย แม้ว่าผู้ปกครอง 8 ใน 10 คนจะรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกับลูกวัยรุ่น แต่มีวัยรุ่นเพียง 52% เท่านั้นที่รู้สึกเช่นเดียวกัน ความแตกต่างในความรู้สึกสบายใจนี้เห็นได้ชัดเจนในกลุ่มวัยรุ่นชายมากกว่าวัยรุ่นหญิง และในกลุ่มวัยรุ่นที่พูดคุยกับครูเมื่อเทียบกับการพูดคุยกับเพื่อนหรือนักบำบัด มีวัยรุ่นเพียง 12% เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขาสบายใจที่จะปรึกษาครู ซึ่งเป็นพลวัตที่พบเห็นได้ในประเทศไทยเช่นกัน ที่วัฒนธรรมอาวุโสในโรงเรียนมักทำให้การพูดคุยเปิดอกเกี่ยวกับปัญหาทางอารมณ์เป็นเรื่องยาก

โซเชียลมีเดียในฐานะแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตกลายเป็นประเด็นที่เป็นเหมือนดาบสองคม วัยรุ่นประมาณหนึ่งในสามรายงานว่าบางครั้งพวกเขาค้นหาข้อมูลสุขภาพจิตบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มวัยรุ่นหญิง (40%) มากกว่าวัยรุ่นชาย (28%) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่นผิวดำ (49%) ในบรรดาผู้ที่หันไปพึ่งโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่ (63%) ถือว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นเริ่มไม่แน่ใจมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบโดยรวมของโซเชียลมีเดีย เกือบครึ่ง (48%) เชื่อว่าเว็บไซต์เหล่านี้ส่งผลเสียต่อเพื่อนๆ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเพียง 32% ในปี 2022 กระนั้น มีเพียง 14% เท่านั้นที่รู้สึกว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อชีวิตของตนเอง โดย 58% รายงานว่ามีผลกระทบกลางๆ แม้ว่า 19% จะกล่าวว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของพวกเขา แต่ส่วนใหญ่ก็อธิบายผลกระทบว่าไม่ได้ส่งผลดีหรือร้ายเป็นพิเศษ

เมื่อพิจารณาลึกลงไป ผลกระทบของโซเชียลมีเดียแตกต่างกันไปในแต่ละด้านของชีวิตวัยรุ่น วัยรุ่นจำนวนมากกว่ามากกล่าวว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ส่งผลเสียต่อการนอนหลับ (45%) และประสิทธิภาพการทำงาน/การเรียน (40%) มากกว่าที่จะช่วย มีเพียงประมาณหนึ่งในห้าเท่านั้นที่กล่าวว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต (19%) หรือผลการเรียน (22%) โดยส่วนใหญ่ยังคงอธิบายว่าอิทธิพลเป็นกลางๆ

ที่น่าสนใจคือ ข้อดีเพียงอย่างเดียวที่เห็นได้ชัดของโซเชียลมีเดียอยู่ในเรื่องของมิตรภาพ สามสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่ามันช่วยสร้างหรือรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อน ซึ่งมากกว่าเจ็ดเปอร์เซ็นต์ที่คิดว่ามันทำลายความสัมพันธ์ สิ่งนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาในไทยที่แสดงให้เห็นว่า สำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก การเชื่อมต่อออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญในการได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากเพื่อนฝูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการหยุดชะงักจากโรคระบาด (งานวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการใช้โซเชียลมีเดียของวัยรุ่นก็โดดเด่นเช่นกัน ส่วนใหญ่ (74%) กล่าวว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับชีวิตของเพื่อนๆ และ 63% ยกเครดิตให้กับการเปิดโอกาสให้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่รายงานถึงผลกระทบด้านลบ: 39% รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับ “ดราม่า” ในโซเชียลมีเดีย โดยวัยรุ่นหญิงมีแนวโน้มมากกว่าวัยรุ่นชายที่จะรู้สึกกดดันในการโพสต์เนื้อหาที่ได้รับความนิยม ถูกเพื่อนกีดกัน หรือรู้สึกแย่กับชีวิตของตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเพศที่เห็นได้ชัดทั้งในบริบทของสหรัฐอเมริกาและไทย

ความแตกต่างทางเชื้อชาติและชาติพันธุ์ส่งผลต่อประสบการณ์เหล่านี้ วัยรุ่นผิวดำมีแนวโน้มที่จะพบการสนับสนุน การยอมรับ และช่องทางสร้างสรรค์บนโซเชียลมีเดียมากกว่าเพื่อนวัยรุ่นผิวขาวหรือฮิสแปนิกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจและควรมีการตรวจสอบให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในประเทศอย่างประเทศไทย ซึ่งมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลตามพื้นที่ (เมืองกับชนบท) ชาติพันธุ์ หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม

ความรู้สึกว่า “ใช้เวลาหน้าจอมากเกินไป” กลายเป็นอีกแนวโน้มที่ชัดเจน ในปี 2024 วัยรุ่น 45% ในสหรัฐฯ กล่าวว่าพวกเขาใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 27% ในปี 2023 ประมาณ 44% กล่าวว่าพวกเขาได้ลดการใช้ทั้งโซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟนลงอย่างจริงจัง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า และเป็นสัญญาณว่าคนหนุ่มสาวตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตกับโลกดิจิทัลมากขึ้นกว่าเดิม วัยรุ่นไทยที่เผชิญกับสิ่งล่อใจและแรงกดดันที่คล้ายคลึงกัน มักแสดงความตั้งใจเช่นนี้ แม้ว่าการลดการใช้งานจริงจะทำได้ยากเนื่องจากความจำเป็นที่ต้องออนไลน์อยู่เสมอจากโรงเรียน ครอบครัว และเพื่อนฝูง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความรู้สึกที่หลากหลายเหล่านี้ ทั้งความเชื่อมโยงและความวิตกกังวล ความคิดสร้างสรรค์และความกดดัน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนที่แท้จริงของการเติบโตในโลกดิจิทัล สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Institute of Mental Health) ในสหรัฐฯ เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสนทนาอย่างเปิดอก การสนับสนุนจากเพื่อน และแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับสุขภาพจิตของวัยรุ่น ข้อเสนอแนะเหล่านี้สอดคล้องกับความเห็นของนักจิตวิทยาเด็กไทย ซึ่งเตือนว่าการมองโซเชียลมีเดียในแง่ลบอย่างเดียว อาจทำให้วัยรุ่นรู้สึกแปลกแยก แทนที่จะช่วยให้พวกเขาสร้างนิสัยการใช้สื่อดิจิทัลที่ดีต่อสุขภาพ (บทสัมภาษณ์โฆษกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย)

มารดาชาวอเมริกันคนหนึ่งที่ถูกอ้างถึงในรายงานของพิวเตือนถึง “โลกเสมือนจริงของโซเชียลมีเดียที่จำกัดความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ทำให้พวกเขาห่างเหินจากครอบครัว” ในขณะที่วัยรุ่นชาวอเมริกันคนหนึ่งเน้นย้ำว่า “การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปในสังคมของเราดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลักของภาวะซึมเศร้าในกลุ่มคนวัยเดียวกับฉัน” ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจสำหรับผู้ปกครอง นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย แต่ก็เป็นเหมือนคำเชิญชวนให้หาแนวทางที่เข้าใจและรอบด้านมากขึ้น

ในวัฒนธรรมอย่างประเทศไทย ซึ่งหยั่งรากลึกในความผูกพันในครอบครัวที่เข้มแข็งและการเคารพผู้ใหญ่ วัยรุ่นอาจมีแนวโน้มที่จะไม่แสดงออกถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตน้อยกว่า โดยเฉพาะทางออนไลน์ อคติหรือทัศนคติเชิงลบต่อปัญหาสุขภาพจิตยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขอความช่วยเหลือในสังคมไทย แม้ว่าจะมีแคมเปญรณรงค์สร้างความตระหนักและโครงการให้คำปรึกษาในโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น บทเรียนจากผลการศึกษาของพิวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อเฟื้อและสนับสนุน ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และทางออนไลน์ ซึ่งการพูดคุยสามารถเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยและปราศจากการตัดสิน

เมื่อมองไปข้างหน้า งานวิจัยของพิวเสนอข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าสำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาไทย ในขณะที่การถกเถียงยังคงดำเนินต่อไปเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลเรื่องเวลาหน้าจอและบทบาทของทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ในหลักสูตรของโรงเรียน ผลการสำรวจสนับสนุนนโยบายที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งและ empowering มากกว่าการสั่งห้าม โครงการริเริ่มเพื่อสอนการคิดเชิงวิพากษ์ พฤติกรรมออนไลน์ที่มีความรับผิดชอบ และความสามารถในการรับมือและปรับตัวในโลกดิจิทัล (Digital Resilience) อาจให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนมากกว่าการสั่งห้ามโดยสิ้นเชิง

สำหรับผู้ปกครองชาวไทย งานวิจัยนี้ตอกย้ำความสำคัญของการพูดคุยอย่างสม่ำเสมอด้วยความเข้าอกเข้าใจกับบุตรหลาน แทนที่จะควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างเข้มงวด ครอบครัวควรสร้างความไว้วางใจ พูดคุยถึงความเสี่ยงและประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น และเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างพอเหมาะพอดี สำหรับตัววัยรุ่นเอง หลักฐานชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของการสนับสนุนจากเพื่อน แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายทางสังคมและแหล่งข้อมูลที่หลากหลายนอกเหนือไปจากโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว

สำหรับโรงเรียนและผู้กำหนดนโยบาย การสนับสนุนบริการด้านสุขภาพจิตที่เป็นความลับ การฝึกอบรมครูเกี่ยวกับสุขภาวะของวัยรุ่น และโครงการทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ครอบคลุม สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวัยรุ่นยอมรับว่าสบายใจที่จะพูดคุยกับเพื่อนหรือผู้ปกครองมากกว่านักการศึกษาหรือผู้ให้คำปรึกษา การทำให้แน่ใจว่าเยาวชนไทยสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตที่น่าเชื่อถือและมีความเหมาะสมทางวัฒนธรรมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกว่าที่เคย

โดยสรุป แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือเลวร้ายโดยตัวมันเอง แต่ผลกระทบต่อวัยรุ่นขึ้นอยู่กับว่าใช้อย่างไร ทำไม และมากน้อยเพียงใด ครอบครัวไทยที่ต้องประคับประคองลูกหลานในช่วงวัยรุ่นยุคดิจิทัลควรแสวงหาการสื่อสารที่เปิดกว้างและต่อเนื่อง มุ่งมั่นเพื่อความสมดุลในการใช้เวลาหน้าจอ และตระหนักถึงทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่แพลตฟอร์มเหล่านี้นำมา ด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความเข้าอกเข้าใจและการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล ประเทศไทยจะสามารถเตรียมให้เยาวชนเติบโตอย่างเข้มแข็งในโลกที่เชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น

แหล่งข้อมูล: Pew Research Center: Teens, Social Media and Mental Health (2025) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข งานวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย