ความสำเร็จของชิลีในการเอาจริงเอาจังเรื่องการลดให้เด็กๆ กินอาหารขยะ กำลังเป็นที่จับตาของนานาประเทศ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ในเมื่อชิลีทำได้ ทำไมประเทศอย่างอังกฤษ หรือแม้แต่ไทยเราเอง จะทำไม่ได้ล่ะ? มาตรการแบบครบวงจรของประเทศในแถบอเมริกาใต้นี้ ที่เน้นคุมเข้มการตลาดและการติดฉลากสินค้า ส่งผลให้เด็กๆ กินขนมที่ไม่เป็นประโยชน์น้อยลงอย่างชัดเจน ความสำเร็จนี้จุดประกายความหวังครั้งใหม่ให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วโลกที่กำลังต่อสู้กับปัญหาเด็กอ้วนที่พุ่งสูงขึ้น

ความน่าสนใจของความสำเร็จของชิลีไม่ได้อยู่แค่ขนาดของมาตรการ แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในห้องเรียน ซูเปอร์มาร์เก็ต และบนโต๊ะอาหารในบ้าน ชิลีบุกเบิกการใช้ฉลากคำเตือนหน้าบรรจุภัณฑ์ สำหรับสินค้าที่มีน้ำตาล เกลือ และไขมันสูง ควบคู่ไปกับการห้ามโฆษณาอาหารเหล่านี้กับเด็ก และห้ามขายในโรงเรียน ส่งผลให้ยอดซื้อและการบริโภคอาหารแปรรูปพิเศษในกลุ่มเด็กและเยาวชนลดลงอย่างมาก (The Times) นโยบายเหล่านี้ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2016 ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบสำหรับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

ภาวะโรคอ้วนในเด็ก กลายเป็นวิกฤตสาธารณสุขในหลายประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า จำนวนเด็กอายุ 5-19 ปี ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ เพิ่มขึ้นกว่าสี่เท่าทั่วโลกในช่วงปี 1975 ถึง 2016 ปัจจุบันปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเยาวชนกว่า 340 ล้านคน (WHO) ในประเทศไทย สถานการณ์ก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน โดยเด็กนักเรียนไทย 1 ใน 10 คน ถูกจัดว่าน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของร้านอาหารจานด่วนและการตลาดขนมหวาน (กระทรวงสาธารณสุขไทย)

กฎระเบียบของชิลีจี้ไปที่หัวใจสำคัญของพฤติกรรมการกินของเด็กยุคนี้ ด้วยการบังคับใช้ป้ายเตือนสีดำคล้ายป้ายหยุดขนาดใหญ่บนอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ทำให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองเห็นข้อความที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ทันที นอกจากนี้ การห้ามโฆษณาสินค้าเหล่านี้ในช่วงรายการสำหรับเด็ก และการกำจัดอาหารเหล่านี้ออกจากโรงเรียน ยังช่วยปรับสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกอาหารของเด็กๆ

ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการได้ติดตามผลลัพธ์อย่างใกล้ชิด งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำ เช่น The Lancet และ PLOS Medicine ยืนยันว่าเด็กๆ ในชิลีลดการบริโภคเครื่องดื่มและขนมที่มีน้ำตาลสูงลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่มีการปฏิรูป การวิเคราะห์ในปี 2020 นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาและกระทรวงสาธารณสุขของชิลี พบว่ามีการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มี “ฉลากดำ” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (The Lancet)

ตัดภาพมาที่รัฐบาลอังกฤษ แม้จะให้คำมั่นสัญญาหลายครั้ง แต่กลับล่าช้าในการออกกฎระเบียบที่ครอบคลุมในลักษณะเดียวกัน แม้ว่ามาตรการอย่างภาษีน้ำตาล และการขอความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมปรับสูตร จะแสดงให้เห็นผลกระทบบ้างเล็กน้อย แต่การโฆษณาที่ยังคงแพร่หลายและความสะดวกในการเข้าถึงอาหารขยะ ยังคงเป็นตัวเร่งให้ปัญหาเด็กอ้วนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ นักรณรงค์ด้านสาธารณสุขในอังกฤษยอมรับในความเข้มแข็งของโมเดลชิลี และเรียกร้องให้มีมาตรการบังคับที่คล้ายกันมากขึ้น รวมถึงการจำกัดการตลาดและการใช้ฉลากคำเตือนหน้าบรรจุภัณฑ์ (The Guardian)

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนั้นชัดเจน: นโยบายที่ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมด้านอาหารเป็นสิ่งจำเป็น ดังที่นักโภชนาการอาวุโสจากสหพันธ์โรคอ้วนโลกกล่าวว่า “แค่สอนให้เด็กๆ รู้จักกินอาหารมีประโยชน์นั้นไม่เพียงพอ ถ้าตัวเลือกที่ไม่ดีต่อสุขภาพมีอยู่ทุกที่และโฆษณาอย่างหนักหน่วง ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถหยุดยั้งอัตราโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้นได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของไทยก็เห็นพ้องกับแนวคิดนี้ โดยเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายมองข้ามแนวทางแบบสมัครใจ แล้วหันมาใช้มาตรการทางกฎหมายแทน

ในประเทศไทย มีความพยายามปรับปรุงอยู่บ้าง กฎระเบียบการติดฉลากที่มีอยู่กำหนดให้แสดงข้อมูลโภชนาการพื้นฐาน แต่ต่างจากฉลากคำเตือนที่เห็นชัดของชิลี ฉลากเหล่านี้มักถูกผู้บริโภคมองข้าม และการรับรู้ของสาธารณชนยังอยู่ในระดับต่ำ (อย. ประเทศไทย) โครงการส่งเสริมการกินเพื่อสุขภาพในโรงเรียนมีอยู่ แต่ขาดการบังคับใช้ และการที่เด็กๆ ยังคงเห็นโฆษณาอาหารขยะอยู่ตลอดเวลา ก็บั่นทอนความพยายามเหล่านี้

บริบททางสังคมและวัฒนธรรมในไทยก็มีความท้าทายเฉพาะตัว วัฒนธรรมอาหารริมทางฝังรากลึก มีขนมหวานและของว่างขายใกล้โรงเรียนหลายแห่ง ผู้โฆษณามักใช้ดาราและอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยโปรโมตขนมถุง ทำให้ตัวเลือกที่ไม่ดีต่อสุขภาพดูน่าดึงดูดใจสำหรับเด็กๆ นอกจากนี้ หลายครอบครัวที่ต้องปรับตัวกับชีวิตการทำงานที่เร่งรีบ ก็หันไปพึ่งพาอาหารสะดวกซื้อมากขึ้น ซึ่งมักจะมีน้ำตาล เกลือ และไขมันสูง

แม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ ประสบการณ์ของชิลีก็เป็นแรงบันดาลใจ ผู้กำหนดนโยบายในไทยอาจนำแนวทางที่ครอบคลุมของชิลีมาปรับใช้ โดยต้องตระหนักว่าการปฏิรูปที่จะได้ผลจริงนั้น ต้องอาศัยการดำเนินการที่ประสานกัน ทั้งฉลากคำเตือนที่ชัดเจน การควบคุมโฆษณา และการห้ามขายในโรงเรียน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากการบังคับใช้โดยภาครัฐ

เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่มาตรการเชิงบังคับ ความสำเร็จในชิลี ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการที่คล้ายกันในประเทศอย่างเม็กซิโกและอุรุกวัย ชี้ให้เห็นแนวทางสำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกี่ยวกับอาหาร หน่วยงานสุขภาพระหว่างประเทศ รวมถึง WHO ได้เรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ ใช้มาตรการควบคุมการตลาดที่เข้มงวด และให้ข้อมูลคำเตือนทางโภชนาการที่โปร่งใส ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผล (WHO Bulletin)

สำหรับคนไทย บทเรียนเหล่านี้ถือว่าสำคัญและนำไปปรับใช้ได้จริง มาตรการง่ายๆ เช่น การสนับสนุนให้มีฉลากอาหารที่ชัดเจนในร้านค้า การเรียกร้องให้จำกัดโฆษณาใกล้โรงเรียน และการผลักดันนโยบายระดับชาติที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเด็ก สามารถช่วยกันพลิกสถานการณ์ได้ ผู้ปกครองและผู้ดูแลก็สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ โดยเลือกทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น และสร้างความตระหนักให้เด็กๆ รู้ถึงความเสี่ยงของการกินอาหารขยะเป็นประจำ

เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเด็กอ้วนที่รุนแรงขึ้น การจะรอความหวังลมๆ แล้งๆ ให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้น ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เส้นทางของชิลีพิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กล้าหาญ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่สาธารณชนและการบังคับใช้อย่างจริงจัง สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริงสำหรับเด็กๆ ประเทศไทยมีทั้งโอกาสและความจำเป็นที่จะต้องเดินตามรอยนี้