กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันในวงกว้าง เมื่อ เบน แอฟเฟล็ค ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ไม่ยอมควักเงิน 6,000 ดอลลาร์ (ราว 2 แสนบาท) ซื้อรองเท้าผ้าใบให้ลูกชาย เรื่องนี้จุดประเด็นให้สังคมหันมาถกกันเรื่องการเลี้ยงลูกของคนดัง ค่านิยมการใช้เงินของเด็กรุ่นใหม่ และความสำคัญของการทำงานพิเศษในหมู่วัยรุ่น ดาราหนุ่มใหญ่ซึ่งเป็นที่รู้จักทั้งในฐานะนักแสดงมากฝีมือและคุณพ่อที่ค่อนข้างเข้มงวด ได้นำเรื่องนี้มาเปิดเผย พร้อมเล่าว่าลูกชายของเขาก็มี “งานแบบวัยรุ่นทั่วไป” ทำอยู่ เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวชีวิตคนดังธรรมดาๆ แต่สะท้อนประเด็นที่ใหญ่กว่านั้น เพราะเหล่าเซเลบมักมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของคนในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ แนวทางการเลี้ยงลูกของแอฟเฟล็คจึงได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ พร้อมกับกระตุ้นให้พ่อแม่ชาวไทยต้องกลับมาขบคิดเรื่องวินัยทางการเงิน คุณค่าของการทำงาน และการปลูกฝังความรับผิดชอบให้ลูกหลานในยุคนี้ (ที่มา)

ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจเป็นพิเศษในบริบทของประเทศไทย ที่ซึ่งโซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมป๊อปจากตะวันตกเข้ามามีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดต่อความฝันและพฤติกรรมการใช้จ่ายของเด็กและวัยรุ่น แอฟเฟล็คเล่าติดตลกว่า ตอนลูกชายมารบเร้าขอรองเท้าสุดแพงคู่นี้ เขาขีดเส้นชัดเจน แทนที่จะตามใจ ก็กลับสนับสนุนให้ลูกไปทำงานพาร์ทไทม์แบบที่เด็กวัยรุ่นทั่วไปเขาทำกัน เช่น ล้างรถ เสิร์ฟกาแฟ หรือทำงานในร้านค้า งานพิเศษเหล่านี้ในสังคมอเมริกันถือเป็นบทเรียนชีวิตสำคัญ ที่ช่วยให้วัยรุ่นเรียนรู้คุณค่าของหยาดเหงื่อแรงงานและค่าของเงิน แอฟเฟล็คบอกว่า “ลูกๆ ผมก็ทำงานพาร์ทไทม์เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไปตามที่พ่อแม่มอบหมาย พวกเขาไปล้างรถ เสิร์ฟกาแฟ ก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ นั่นแหละครับ”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูและนักเศรษฐศาสตร์ งานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2022 ตีพิมพ์ในวารสาร “Journal of Adolescent Research” พบว่าวัยรุ่นที่ทำงานพิเศษมักจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงขึ้น รู้จักบริหารเงินดีขึ้น และมีความรับผิดชอบมากขึ้น (PubMed) ศาสตราจารย์มาร์ค แบล็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการวัยรุ่นจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ให้สัมภาษณ์กับ NPR ว่า “การที่เด็กหาเงินได้เอง ทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบ หรือสมาร์ตโฟน และช่วยสร้างทัศนคติที่สมดุลต่อการใช้จ่ายซื้อของฟุ่มเฟือย” มุมมองทำนองนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากนักจิตวิทยาครอบครัวในไทย ที่มักแนะนำให้พ่อแม่ดูแลไม่ให้เด็กๆ หลงใหลไปกับวัตถุนิยมจนเกินพอดี

สำหรับครอบครัวไทย เรื่องนี้ยิ่งดูใกล้ตัว ในยุคที่เด็กวัยรุ่นใช้จ่ายเก่งขึ้น และมีช่องทางทำงานพิเศษมากขึ้น ผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยปี 2023 ชี้ว่า วัยรุ่นไทยใช้เงินเฉลี่ยสัปดาห์ละ 500–1,000 บาท โดยมีแนวโน้มจะชอบสินค้าคุณภาพดี หรือแบรนด์เนมที่บ่งบอกสถานะทางสังคมได้ โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Instagram ยิ่งโหมกระแสนี้ ทำให้ทั้งวัยรุ่นและพ่อแม่ในไทยรู้สึกกดดันมากขึ้น

ในส่วนของการทำงานพิเศษนั้น กฎหมายแรงงานไทยอนุญาตให้เยาวชนอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารถทำงานได้ ทำให้บางครอบครัวสนับสนุนให้ลูกทำงานช่วงวันหยุด หรือนักศึกษาฝึกงานช่วงปิดเทอม แม้ลักษณะงานอาจต่างจากฝั่งตะวันตกบ้าง เช่น ช่วยกิจการที่บ้าน รับสอนพิเศษ หรือทำงานในร้านกาแฟแถวบ้าน แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างความมั่นใจและปลูกฝังความรู้ด้านการเงิน เช่นที่คุณพิจิตรา คุณแม่ลูกสอง ให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ว่า “อยากให้ลูกรู้ว่าเงินทองไม่ได้หามาง่ายๆ การทำงานพิเศษสอนอะไรลูกได้เยอะกว่าในห้องเรียนอีก”

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วย พ่อแม่บางส่วนทั้งในอเมริกาและไทย กังวลว่าการทำงานพิเศษอาจดึงความสนใจลูกไปจากการเรียน หรือทำให้เครียดเกินไป ด้าน นพ.กันดา โชค จิตแพทย์เด็กและที่ปรึกษา ม.มหิดล เตือนว่า “ต้องหาจุดสมดุล งานพาร์ทไทม์ไม่ควรส่งผลเสียต่อเรื่องเรียน หรือพัฒนาการด้านสังคม พ่อแม่ต้องช่วยดูแล กำหนดขอบเขตให้เหมาะสม” ขณะที่รายงานปี 2021 ของ OECD ระบุว่าการทำงานพิเศษไม่เกินสัปดาห์ละ 15 ชั่วโมง จะให้ผลดีที่สุดทั้งในแง่ทักษะชีวิตและผลการเรียน (OECD)

กรณีของแอฟเฟล็คยังสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างชีวิตหรูหราของคนดังกับความเป็นจริงของคนทั่วไป ในสังคมไทย ซึ่งยังมีความต่างด้านรายได้และโอกาสระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ค่านิยมอย่างการรักษาหน้าตา และความเกรงใจ ก็มีส่วนต่อมุมมองเรื่องการใช้เงินและการทำงาน ทำให้พ่อแม่ชาวไทยจำนวนไม่น้อยเน้นสอนลูกให้รู้จักใช้จ่ายอย่างพอเหมาะพอควร และให้ความเคารพต่อผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าครอบครัวจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม

ในอนาคต นักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายด้านครอบครัวในไทย ต่างเรียกร้องให้บรรจุความรู้ทางการเงินเข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษา โครงการต่างๆ เช่น โครงการส่งเสริมความรู้ทางการเงินสำหรับเยาวชนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ตั้งเป้าสร้างความเข้าใจเรื่องการวางแผนใช้จ่ายและการใช้บริการธนาคารออนไลน์ให้เด็กรุ่นใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) โรงเรียนหลายแห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ก็เริ่มนำร่องหลักสูตร “ทักษะชีวิต” ที่ครอบคลุมเรื่องงาน รายได้ และการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเงิน

สรุปแล้ว เรื่องของเบน แอฟเฟล็ค ไม่ใช่แค่ข่าวกอสซิปดารา แต่เป็นเหมือนบทเรียนที่มาได้ถูกจังหวะสำหรับพ่อแม่ชาวไทย ในการเตรียมลูกให้พร้อมเป็นผู้ใหญ่ที่รู้ทันเรื่องเงินและมีความรับผิดชอบ ท่ามกลางวัฒนธรรมยุคดิจิทัลที่เน้นความไว และการสร้างตัวตนผ่านยอดไลก์ บทเรียนสำคัญที่ครอบครัวเรียนรู้ได้คือ การสนับสนุนให้วัยรุ่นเห็นคุณค่าของการทำงาน การกำหนดกรอบการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น และการเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องเงินกันในครอบครัว การที่เบน แอฟเฟล็ค ปฏิเสธที่จะซื้อรองเท้าสนีกเกอร์ราคา 2 แสนบาท แต่เน้นให้ลูกไปทำงานพิเศษหาประสบการณ์เหมือนเด็กทั่วไป อาจเป็นแนวคิดดีๆ ที่เยาวชนไทยน่าจะลองนำไปปรับใช้

สำหรับพ่อแม่และวัยรุ่นไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายเหล่านี้ ลองนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ได้จริง เช่น:

  • ให้ลูกช่วยงานบ้านหรืองานง่ายๆ ที่เหมาะกับวัย
  • ชวนคุยถึงผลกระทบของสื่อที่กระตุ้นการบริโภค
  • จัด “ประชุมการเงินในครอบครัว” เป็นประจำ
  • หากจะให้ลูกทำงานพิเศษ ควรเลือกงานที่ช่วยเสริมทักษะ โดยไม่กระทบการเรียน
  • ที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยและแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือแนวทางส่งเสริมการทำงานพาร์ทไทม์และความรู้ทางการเงินสำหรับวัยรุ่น สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรส่งเสริมสถาบันครอบครัวต่างๆ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: