จัณฑาลีวิมาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๔. จัณฑาลีวิมาน
ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงจัณฑาลผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า
(พระมหาโมคคัลลานเถระกล่าว ๒ คาถาว่า)
[๑๙๕] จัณฑาลี เธอจงถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระยศ พระองค์ผู้สูงสุดกว่าฤๅษีทั้งหลาย ได้ประทับยืนอยู่เพื่ออนุเคราะห์เธอผู้เดียวเท่านั้น
[๑๙๖] เธอจงทำใจให้เลื่อมใสยิ่งในพระพุทธองค์ซึ่งเป็นพระอรหันต์ผู้คงที่ แล้วจงประคองอัญชลีถวายอภิวาทโดยเร็ว ชีวิตเธอเหลือน้อยแล้ว
(เพื่อจะแสดงประวัติของนางจัณฑาลีนั้นโดยตลอด พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าว ๒ คาถาว่า)
[๑๙๗] หญิงจัณฑาลผู้นี้ครองเรือนร่างเป็นวันสุดท้าย ซึ่งพระมหาโมคคัลลานเถระผู้อบรมตนแล้ว ตักเตือนแล้ว ได้ถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
[๑๙๘] แม่โคได้ขวิดนางตาย ขณะยืนประคองอัญชลีนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ส่องแสงสว่างในโลกมืด
(นางไปเกิดเป็นเทพธิดาอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วันนั้น นางได้มาหาพระมหาโมคคัลลานเถระ นมัสการแล้วกราบเรียนว่า)
[๑๙๙] ข้าแต่ท่านผู้แกล้วกล้า ดิฉันบรรลุเทวฤทธิ์แล้ว ขอเข้านมัสการใกล้ๆ ท่านผู้มีอานุภาพมาก ผู้สิ้นอาสวะ ปราศจากกิเลสประดุจธุลี ไม่หวั่นไหว นั่งเร้นอยู่ในป่าแต่เพียงผู้เดียว
(พระมหาโมคคัลลานเถระจึงถามนางว่า)
[๒๐๐] เทพธิดาผู้เลอโฉม เธอเป็นใคร มีผิวพรรณงามดั่งทอง มีรัศมีเรืองรอง มียศมาก งามตระการมิใช่น้อย มีหมู่เทพอัปสรแวดล้อมลงจากวิมานมาไหว้อาตมา
(เทพธิดานั้นถูกพระมหาเถระถามแล้วอย่างนี้จึงกล่าว ๔ คาถาว่า)
[๒๐๑] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันคือหญิงจัณฑาล ซึ่งท่านผู้แกล้วกล้าให้ไปถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระโคดมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระยศ
[๒๐๒] ครั้นถวายอภิวาทพระยุคลบาทแล้ว ดิฉันได้จุติจากกำเนิดคนจัณฑาล มาบังเกิดในวิมานซึ่งเจริญพร้อมมูลในสวนนันทวัน
[๒๐๓] นางเทพอัปสรหลายพันนาง พากันห้อมล้อมดิฉันอยู่ ดิฉันเป็นผู้ประเสริฐเลิศกว่าเทพอัปสรเหล่านั้นโดยรัศมี บริวารยศและอายุ
[๒๐๔] ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันมีสติสัมปชัญญะ สร้างคุณงามความดีไว้มาก มาในโลก(นี้)เพื่อนมัสการพระคุณเจ้าผู้เป็นมุนี มีความกรุณา
(พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า)
[๒๐๕] เทพธิดาจัณฑาลีผู้กตัญญูกตเวที ครั้นกราบเรียนอย่างนี้แล้ว จึงกราบลงแทบเท้าพระมหาโมคคัลลานะผู้อรหันต์แล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง
จัณฑาลีวิมานที่ ๔ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒
๔. จัณฑาลิวิมาน
อรรถกถาจัณฑาลิวิมาน
จัณฑาลิวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ในเวลาใกล้รุ่งทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติที่พระพุทธเจ้าปฏิบัติกันมาแล้ว เมื่อทรงออกแล้วตรวจดูโลกอยู่ ได้ทรงเห็นหญิงจัณฑาลแก่คนหนึ่งซึ่งอยู่ในจัณฑาลิคาม ในนครนั้นนั่นเองสิ้นอายุ ก็กรรมของนางที่นำไปนรกปรากฏชัดแล้ว.
พระองค์ทรงมีพระทัยอันพระมหากรุณาให้ขะมักเขม้นแล้วทรงดำริว่า เราให้นางทำกรรมอันนำไปสู่สวรรค์ จักห้ามการเกิดในนรกของนางด้วยกรรมนั้น ให้ดำรงอยู่บนสวรรค์ จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่.
ก็สมัยนั้น หญิงจัณฑาลีนั้นถือไม้ออกจากนคร พบพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาได้ยืนประจันหน้ากันแล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนตรงหน้าเหมือนห้ามมิให้นางไป.
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะรู้พระทัยของพระศาสดา และความหมดอายุของหญิงนั้นแล้ว เมื่อจะให้นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ดูก่อนแม่จัณฑาลี ท่านจงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดม ผู้มีพระเกียรติยศเถิด พระโคดมผู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ ประทับยืนเพื่ออนุเคราะห์ท่านคนเดียว ท่านจงทำจิตให้เลื่อมใสยิ่งในพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้คงที่ แล้วจงรีบประคองอัญชลี ถวายบังคมเถิด ชีวิตของท่านน้อยเต็มที.
พระเถระ เมื่อระบุพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ๒ คาถาอย่างนี้ อยู่ในอานุภาพของตน ทำนางให้สลดใจด้วยการชี้ชัดว่า นางหมดอายุ ประกอบนางไว้ในการถวายบังคมพระศาสดา.
ก็นางได้ฟังคำนั้นแล้ว เกิดสลดใจ มีใจเลื่อมใสในพระศาสดา ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ได้ยืนมีจิตเป็นสมาธิ ด้วยปีติอันซ่านไปในพระพุทธคุณ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปพระนครพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ด้วยทรงดำริว่า เท่านี้ก็พอจะให้นางเกิดในสวรรค์ได้ดังนี้.
ต่อมา แม่โคลูกอ่อนตัวหนึ่งหันวิ่งตรงไปจากที่นั้น เอาเขาขวิดนางจนเสียชีวิต.
ท่านพระสังคีติกาจารย์เพื่อแสดงเรื่องนั้นทั้งหมด ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
หญิงจัณฑาลผู้นี้ อันพระมหาเถระผู้มีตนอันอบรมแล้ว ธำรงไว้ซึ่งสรีระอันสุดท้าย ตักเตือนแล้ว จึงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดมผู้มีพระเกียรติยศ แม่โคได้ขวิดนางในขณะที่กำลังยืนประคองอัญชลี นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ส่องแสงสว่างในโลกมืดดังนี้.
ก็นางจุติจากนั้นไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. นางมีอัปสรแสนหนึ่งเป็นบริวาร.
ก็แลในทันใดนั่นเอง นางมาพร้อมกับวิมาน ลงจากวิมานแล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถวายนมัสการ. เพื่อแสดงความข้อนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวว่า
ข้าแต่ท่านวีรบุรุษผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันบรรลุเทวฤทธิ์แล้ว เข้ามาหาท่านผู้สิ้นอาสวะปราศกิเลสธุลี เป็นผู้ไม่หวั่นไหว นั่งเร้นอยู่ผู้เดียวในป่า ขอไหว้ท่านเจ้าค่ะ.
พระเถระได้ถามเทพธิดานั้นว่า
ดูก่อนเทพธิดาผู้สง่างาม ท่านเป็นใคร มีรัศมีดังทองงามรุ่งโรจน์ มีเกียรติยศมาก งามตระการ มิใช่น้อย แวดล้อมด้วยหมู่เทพอัปสรพากันลงมาจากวิมาน จึงมาไหว้อาตมา.
เทพธิดานั้นได้ถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ๔ คาถาอีกว่า
ท่านเจ้าขา ดีฉันเป็นหญิงจัณฑาล ถูกท่านผู้เป็นวีรบุรุษส่งไปถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดมผู้เป็นพระอรหันต์ มีพระเกียรติยศ ครั้นได้ถวายบังคมพระยุคลบาทแล้ว จุติจากกำเนิดหญิงจัณฑาลไปเข้าถึงวิมาน อันเพรียบพร้อมด้วยสมบัติทั้งปวง ในอุทยานนันทนวัน เทพอัปสรพันหนึ่งพากันมายืนห้อมล้อม ดีฉันเป็นผู้ประเสริฐเลิศกว่าเทพอัปสรเหล่านั้น โดยวรรณะ เกียรติยศและอายุ ดีฉันได้กระทำกรรมอันงามมากมาย มีสติสัมปชัญญะ ท่านเจ้าขา ดีฉันมามนุษยโลกครั้งนี้ ก็เพื่อถวายนมัสการพระมุนีผู้มีกรุณา เจ้าค่ะ.
ท่านพระสังคีติกาจารย์ตั้งคาถาไว้อีกว่า
เทพธิดาจัณฑาลี ผู้กตัญญูกตเวที ครั้นกล่าวถ้อยคำนี้แล้ว ไหว้เท้าทั้งสองของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระองค์พระอรหันต์แล้ว ก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นเองแล.
ส่วนท่านพระมหาโมคคัลลานเถระกราบทูลเรื่องถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำข้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ เกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนแล.
จบอรรถกถาจัณฑาลิวิมาน
-----------------------------------------------------