บ่ายวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๘ ผมไปร่วมงานประชุมวิชาการ เวที Inspiring Moral Symposium โครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่นโดย สมาคมคนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมทางสังคม (SYSI) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมเสมอภาค กสศ. และผ่านสื่ออิเล็คทรอนิกส์ (Zoom) โดยผมไปร่วมที่ กสศ.
การประชุมนี้ ระบุวัตถุประสงค์ 1) เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงาน ข้อค้นพบ และผลลัพธ์จากการดำเนินงานของโครงการในช่วงระยะเวลา 1 ปี 2) เพื่อนำเสนอผลลัพธ์การขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมด้วย 4 + 6 โมเดล ในโรงเรียนนำร่อง 3) เพื่อนำเสนอผลลัพธ์การนำหลักการคุณธรรมจริยธรรม ไปบูรณาการในการสอนระดับปฐมวัย และ ประถมศึกษา 4) เพื่อสื่อสารสาธารณะไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน
โครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่นดำเนินงานโดย สมาคมคนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมทางสังคม สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นี้ ดำเนินการโดยใช้หลักการ ๔ + ๖ ของโรงเรียนคุณธรรม ที่ริเริ่มโดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ ภายใต้การริเริ่มของ ศ. นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และดำเนินการต่อเนื่องโดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ (๑)
ช่วงเวลาแห่งปัญญาและบุญกุศล อยู่ที่เวลา ๑๕ นาที ของ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ช่วยกันสร้างคนดีให้บ้านเมือง โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ที่ผมไม่มีบุญได้ฟัง เพราะติดเป็นประธานประชุมสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีในช่วงเช้า
เขาจัดให้ผมเข้าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในห้องที่ ๒ Sustainable Development Schools โรงเรียนเปลี่ยน สู่อนาคตที่ยั่งยืน มี ๘ โรงเรียนเข้านำเสนอคือ 1. โรงเรียนบ้านหลักป้ายประชานุเคราะห์ 2. โรงเรียนหมู่บ้านตัวอย่าง (ป่าดงหินกอง) 3. โรงเรียนบ้านด่านสันติราษฎร์ 4. โรงเรียนบ้านปรอผาโด้ 5. โรงเรียนอนุบาลแม่ลาน้อย 6. โรงเรียนท่าละมัย 7. โรงเรียนวัดพังงอน 8. โรงเรียนอนุบาลเกาะช้าง
หลักการสำคัญที่สุดคือ เรื่องการหนุนให้นักเรียนพัฒนาคุณธรรมใส่ตัว เพื่อชีวิตที่ดีของตนเอง และคนรอบข้าง รวมทั้งชุมชนที่ตนดำรงชีวิต และอาจส่งผลดีต่อโลกกว้าง นั้น ต้องไม่ทำแบบแยกส่วน ต้องให้เป็นกิจกรรมที่ฝังแฝงหรือซ่อนตัวอยู่ในทุกกิจกรรมรอบตัวเด็ก ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และในชุมชน
ที่สำคัญคือ ต้องฝึกให้นักเรียนรู้เท่าทันสิ่งล่อลวง ที่เข้ามาชักจูงเด็กและเยาวชนไปในทางเสื่อมเสีย สู่ชีวิตที่ดำเนินไปในทางที่ผิด เป็นโทษต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคม
เรื่องคุณธรรมจึงไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนลอย แต่เป็นเรื่องใกล้ตัว ชี้นำทางชีวิตสู่ชีวิตที่ดี เป็นเรื่องขออนาคตที่ดียิ่งกว่าความเก่งเรื่องวิชาการ
ตอนเช้าวันที่ ๒๑ ผมเป็นประธานประชุมสภา มทส. ที่เลยเวลาไปมาก จบเวลาราวๆ ๑๓.๓๐ น. ผมจึงเข้าร่วมการประชุมห้องย่อยที่สองช้าไป ๑ ชั่วโมง และมีการนำเสนอไปแล้ว ๓ โรงเรียน โดยเป็นการประชุม ออนไลน์ ห้องย่อยนี้มีคนเข้าฟังออนไลน์ราวๆ ๖๐ คน นำเสนอ ๑๐ นาที ซักถามหรือให้ข้อสังเกต ๑๐ นาที ผมเป็นวิทยากรคู่กับ ดร. อุดม วงษ์สิงห์ ผอ. สำนักครู ของ กสศ. เมื่อ ดร. อุดม ใช้วิธีให้ข้อสังเกต ผมจึงใช้วิธีถามและชวนคุย เพื่อกระตุกให้ผู้นำเสนอสะท้อนคิดสู่หลักการ หรือวิธีการแนวอื่นๆ เพื่อให้มีไอเดียดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำตามสูตรของพี่เลี้ยงที่เข้าไปแนะนำ
พบว่า ทุกโรงเรียนเพิ่งดำเนินการจริงจังเทอมเดียว แต่ก็รายงานว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน เมื่อผมชวนคุยแบบสบายๆ ผู้นำเสนอก็หายเกร็ง มีการเล่าเบื้องหลังอย่างเปิดเผย เห็นกระบวนการขั้นตอนที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เห็นชัดเจนว่า ผู้อำนวยการและครู ต่างก็เกร็งกับการทำกิจกรรมของโครงการที่มีหน่วยงานทั้งภายนอกและภายในเอาเข้าไป ที่เป็นภาระหรือเพิ่มงาน คำถามของผมจึงเกี่ยวกับวิธีทำให้ไม่เป็นงานเพิ่ม เป็นกิจกรรมที่บูรณาการอยู่กับการพัฒนานักเรียนครบทุกด้านนั่นเอง รวมทั้งถามประโยชน์ที่ครูได้รับ
เห็นชัดเจน ว่าครูและผู้ร่วมโครงการไม่คุ้นเคยกับการประชุมแบบสุนทรียสนทนา เพื่อสะท้อนคิดประสบการณ์สู่หลักการ แต่ในเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที คำถามชวนสะท้อนคิดเปลี่ยนท่าทีของครูอย่างชัดเจน
วิจารณ์ พานิช
๒๓ มี. ค. ๖๘