เคยสงสัยไหมว่าเวลาเราดูงานศิลป์ โดยเฉพาะภาพวาดแบบ Abstract ทำไมแต่ละคนถึงรู้สึกหรือคิดไปคนละทาง? งานวิจัยใหม่แกะกล่องจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียไขความลับนี้แล้ว พบว่าสมองแต่ละคนตอบสนองต่อศิลปะต่างกันจริงๆ โดยเฉพาะกับงานนามธรรม ที่สมองเราจะทำงานแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด งานวิจัยนี้บอกว่าการตีความศิลปะไม่ใช่แค่เรื่องของรสนิยม แต่มันคือกระบวนการทำงานของสมองที่สะท้อนความเป็นตัวเราแบบสุดๆ เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคอศิลปะชาวไทย คุณครูสอนศิลปะ หรือใครก็ตามที่สนใจว่าศิลปะและวัฒนธรรมปั้นแต่งความคิดสร้างสรรค์และมุมมองของเราได้ยังไง

การทดลองนี้ ซึ่งตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการดังอย่าง Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ให้นักวิจัยสแกนสมองอาสาสมัครขณะดูภาพวาดของ พีท มองเดรียน ศิลปินชาวดัตช์ ทั้งภาพแบบเหมือนจริง (รูปบ้าน) และภาพนามธรรม (ที่เป็นช่องสี่เหลี่ยมสีๆ สไตล์เอกลักษณ์ของเขา) นักวิทยาศาสตร์โฟกัสไปที่ “เครือข่ายสมองส่วนพัก” (Default Mode Network) ซึ่งเกี่ยวกับจินตนาการ การสร้างเรื่องราว และความคิดสร้างสรรค์ ผลปรากฏว่าตอนดูภาพนามธรรม สมองส่วนนี้ของแต่ละคนทำงานต่างกันลิบลับ มากกว่าตอนดูภาพเหมือนจริงซะอีก พูดง่ายๆ คือ ภาพ Abstract มันกระตุ้นให้เราแต่ละคนต้องใช้จินตนาการและตีความในแบบฉบับของตัวเอง ดร.เซเลีย เดอร์กิน หัวหน้าทีมวิจัย บอกว่า “ผลวิจัยนี้ยืนยันเลยว่า เวลาคนเราดูงานศิลปะนามธรรม เรามักจะมองผ่านเลนส์ส่วนตัวมากขึ้นจริงๆ” (Medical Xpress)

เบื้องหลังงานวิจัยนี้มาจากแนวคิดที่เรียกว่า “ส่วนของผู้รับชม (The beholder’s share)” ซึ่งเดิมทีเป็นไอเดียของนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ก่อนที่ ศ.เอริก แคนเดล นักประสาทวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบล จะหยิบมาต่อยอด ดร.แดฟนา โชฮามี หนึ่งในทีมวิจัยและ CEO ของสถาบัน Zuckerman อธิบายว่า “ศ.เอริกเห็นความสำคัญของการพิสูจน์แนวคิดนี้ ที่เชื่อว่าคนดูศิลปะไม่ได้แค่ยืนมองเฉยๆ แต่มีส่วนร่วมในการสร้างความหมายในใจตัวเองด้วย” การนำวิทยาศาสตร์มายืนยันแนวคิดทางศิลปะแบบนี้ ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ให้วงการประสาทวิทยากับศิลปะได้มาเจอกันอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับบ้านเรา ผลวิจัยนี้ก็ตรงกับสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีในแวดวงศิลปะและวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในห้องเรียนศิลปะตั้งแต่เด็กจนโต เรามักถูกกระตุ้นให้ลองตีความภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัด สัญลักษณ์ต่างๆ ในสถาปัตยกรรม หรือแม้แต่งานศิลปะยุคใหม่ในแบบของเราเอง งานวิจัยนี้มายืนยันว่ากิจกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่สนุกหรือได้ความรู้ แต่มันส่งผลต่อสมองเราโดยตรง ช่วยบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าอกเข้าใจ และทักษะการเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ค่า ถ้าเราเข้าใจว่าศิลปะแต่ละแบบกระตุ้นสมองต่างกันยังไง ก็อาจนำไปปรับใช้กับการเรียนการสอนศิลปะในไทยได้หลากหลายขึ้น ทั้งในห้องเรียนหรือกิจกรรมในชุมชน เพื่อให้คนไทยซาบซึ้งและเข้าใจงานศิลป์ทั้งของไทยและของโลกได้ลึกซึ้งกว่าเดิม

ที่สำคัญ การค้นพบนี้ยังช่วยตอกย้ำความมั่นใจให้ศิลปิน ภัณฑารักษ์ และคนทำงานด้านนโยบาย ให้กล้าสนับสนุนงานศิลปะร่วมสมัยและศิลปะแนวทดลองในบ้านเรามากขึ้น เพราะที่จริงแล้ว ศิลปะนามธรรมอาจไม่ได้ “เข้าถึงยาก” อย่างที่หลายคนคิด แต่งานวิจัยนี้ชี้ว่ามันคือขุมพลังแห่งจินตนาการและการสร้างความหมายเฉพาะตัวของแต่ละคนเลยต่างหาก ซึ่งก็ดูจะเข้ากันได้ดีกับแนวคิดเรื่องสติและการรู้ใจตัวเองในบ้านเราด้วยนะ นอกจากนี้ ยังเป็นข้อมูลสนับสนุนชั้นดีในการนำศิลปะนามธรรมและศิลปะสมัยใหม่เข้ามาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ พิพิธภัณฑ์ และหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อหวังผลระยะยาวในการปั้นนักคิดสร้างสรรค์รุ่นต่อไป

มองในภาพรวม ผลวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับรากเหง้าวัฒนธรรมไทยที่เก่งเรื่องการผสมผสานของเก่ากับของใหม่มาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะเป็นงานไม้แกะสลักล้านนา ลวดลายบนกระเบื้องเคลือบ หรือศิลปะจัดวางร่วมสมัย ล้วนมีทั้งความหมายที่เห็นกันตรงๆ และพื้นที่ว่างให้แต่ละคนได้ใช้ใจตีความอย่างอิสระ ซึ่งความยืดหยุ่นแบบนี้แหละที่วิทยาศาสตร์สมองก็ออกมายืนยันว่า งานศิลป์บางประเภทเปิดโอกาสให้สมองเราได้โลดแล่นอย่างสร้างสรรค์ในแบบของตัวเองจริงๆ

ไม่หมดแค่นั้นนะ งานวิจัยนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิชาการไทยและในอาเซียนหันมาศึกษาเพิ่มเติมได้อีก เช่น วัฒนธรรมมีผลต่อ “การตีความส่วนตัว” ของเราเวลาดูงานศิลป์ต่างกันไหม หรืออาจจะจุดประกายให้เรานำศิลปะบำบัดมาใช้ดูแลสุขภาพจิตแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น ซึ่งก็กำลังเป็นที่นิยมในวงการสุขภาพและการฟื้นฟูในบ้านเราอยู่แล้วด้วย

สรุปง่ายๆ ก็คือ งานวิจัยนี้เหมือนเป็นสะพานเชื่อมวิทยาศาสตร์เรื่องสมองเข้ากับประสบการณ์จริงของคนไทยเวลาเสพงานศิลป์ สำหรับคุณครูและผู้สอน นี่คือการย้ำว่า “เปิดใจให้เด็กๆ ตีความอย่างอิสระ” แล้วลองฟังความรู้สึกของเขา เห็นคุณค่าในมุมมองที่ไม่เหมือนใคร เพราะนี่แหละคือหัวใจของการเรียนรู้และพัฒนาสมอง ส่วนคอศิลป์ทั้งหลาย เวลาไปเดินชมงานที่ MOCA หรือแกลเลอรีแถวบ้าน ครั้งต่อไปก็ไม่ใช่แค่การไปดูรูปสวยๆ แต่คือการออกเดินทางสำรวจความคิดในใจเราเอง ซึ่งมันทั้งสร้างสรรค์และมีคุณค่าในตัวมันเอง โรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆ ก็น่าจะจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เปิดวงคุยเรื่องศิลปะ และส่งเสริมให้ “มุมมองส่วนตัว” ของทุกคนได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของสังคมไทย

ใครอยากอ่านรายละเอียดลึกๆ ตามไปอ่านฉบับเต็มได้ที่ Medical Xpress หรือในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ได้เลย แค่กล้าที่จะตีความศิลปะในแบบของคุณเอง — ไม่ต้องกลัวผิด เพราะนี่คือการฝึกสมองและเปิดใจให้กว้างไปพร้อมๆ กัน