งานวิจัยระดับโลกชิ้นใหม่ตีแผ่ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงบ้านเราด้วย นั่นคือ แม้กระแสการนำวิทยาศาสตร์สมองมาใช้กับการศึกษาจะมาแรง แต่ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสมอง หรือที่เรียกว่า “ไมโธสมอง” (neuromyths) ก็ยังทำครูจำนวนมากสับสนงุนงง โดยเฉพาะครูอนุบาล และยังคงมีผลต่อวิธีสอนในห้องเรียนจริงๆ งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อ 22 เมษายน 2568 นี้ สำรวจครูปฐมวัยในออสเตรเลียกว่า 520 คน พบว่าหลายคนยังปักใจเชื่อแนวคิดที่พิสูจน์แล้วว่าผิด เช่น ต้องสอนให้ตรงกับ “สไตล์การเรียนรู้” ของเด็กแต่ละคน หรือเชื่อว่า “เด็กบางคนเด่นสมองซีกซ้าย บางคนเด่นซีกขวา” ทั้งที่วงการวิจัยสมองชี้ชัดแล้วว่าไม่เป็นความจริง ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “เข้าใจผิด” เล็กๆ น้อยๆ แต่ความเชื่อเหล่านี้กำลังบั่นทอนคุณภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนไทย และกระทบไปถึงการกำหนดนโยบายการศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ScienceAlert

กระแส “การศึกษาอิงสมอง” ที่บูมขึ้นมา ส่วนหนึ่งก็มาจากความตื่นเต้นในงานวิจัยสมองใหม่ๆ และความหวังว่าจะพลิกโฉมการเรียนรู้ของเด็กๆ ได้ ในเมืองไทย คำว่า “Brain-Based Learning” หรือ “BBL” เลยกลายเป็นศัพท์สุดฮิตติดปากในวงการครูและนักการศึกษา ทั้งในเวทีอบรมและหลักสูตรมหาวิทยาลัยที่ปั้นครูรับมือโลกยุค Thailand 4.0 โดยเน้นดึงความรู้เรื่องสมองมาปรับใช้ในห้องเรียนโดยตรง Mahidol University แต่ความฮิตนี่เองก็เปิดช่องให้ความเข้าใจผิดๆ แทรกซึมเข้ามาไม่น้อย ปัญหา “ตำนานสมองลวง” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลกที่ประเทศไทยก็ต้องเผชิญ

ผลวิจัยที่ออสเตรเลียเผยว่า แม้ครูส่วนใหญ่จะพอรู้ว่าตำนานพื้นๆ อย่าง “สมองเราหยุดทำงานตอนหลับ” หรือ “เก่งไม่เก่งอยู่ที่สมองล้วนๆ ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์” เป็นเรื่องไม่จริง แต่ก็ยังมีช่องว่างความเข้าใจที่น่าเป็นห่วง เช่น มีครูแค่ 7% เท่านั้นที่ตอบถูกว่าการสอนให้ตรง “สไตล์การเรียนรู้” ไม่ได้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ดีขึ้นจริง และมีเพียง 15% ที่รู้ว่าเรื่อง “เด็กถนัดสมองซีกซ้ายหรือขวา” เป็นแค่เรื่องเล่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ทั้งที่มีงานวิจัยมากมายออกมายืนยัน นักวิจัยเน้นว่า แม้แนวคิดเหล่านี้จะถูกหักล้างไปนานแล้ว แต่ก็ยังถูกหยิบไปใช้จริงในห้องเรียน ส่งผลต่อพฤติกรรมการสอนของครูไทยและกระทบเด็กๆ โดยตรง

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือแนวคิด “สไตล์การเรียนรู้” เช่น เด็กบางคนเรียนรู้ได้ดีจากภาพ (Visual) บางคนจากเสียง (Auditory) ซึ่งถูกนำไปใช้อบรมครูอย่างแพร่หลายทั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย แต่ทว่างานวิจัยที่น่าเชื่อถือจำนวนมากสรุปตรงกันว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่บ่งชี้ว่าการปรับวิธีสอนให้เข้ากับ “สไตล์” ที่เชื่อกันนั้น จะช่วยให้ผลการเรียนของเด็กดีขึ้น ResearchGate, [TLRP 2007] หนำซ้ำ การมัวไปโฟกัสกับเรื่องนี้ อาจทำให้ครูมองข้ามเทคนิคการสอนอื่นๆ ที่มีหลักฐานรองรับว่าได้ผลจริง เช่น การกระตุ้นผ่านประสาทสัมผัสหลากหลาย การเปิดพื้นที่ให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการฝึกให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น

อีกหนึ่งความเชื่อสุดฮิต “สมองซ้าย-ขวา” นี่ไปกันใหญ่ ถึงขั้นมีแบบฝึกหัดและกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อแยกเด็กเป็น “สายอาร์ต/สร้างสรรค์” (สมองซีกขวา) กับ “สายตรรกะ/เหตุผล” (สมองซีกซ้าย) แต่ความจริงทางวิทยาศาสตร์คือ ทุกกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด ไม่ว่าจะซับซ้อนแค่ไหน ล้วนต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก การตีตราเด็กแบบนี้จึงอาจสร้างกำแพงให้เด็กไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ เพราะกลัวว่า “ตัวเองคงเก่งแต่เลข ไม่ถนัดศิลปะหรอก” หรือในทางตรงกันข้าม ศ.เคท อี. วิลเลียมส์ ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยชิ้นนี้อธิบายว่า “ปัญหาคือเด็กจะเริ่มเชื่อว่าตัวเองเป็น ‘สายซ้าย’ หรือ ‘สายขวา’ แล้วครูก็ตอกย้ำความคิดนั้นเข้าไปอีก จนกลายเป็นว่าเด็กบางคนก็มุ่งเรียนแต่ศิลปะ หรือเรียนแต่คณิตศาสตร์อย่างเดียว สุดท้ายก็เสียทั้งความมั่นใจและโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองในด้านอื่นๆ ไปอย่างน่าเสียดาย” ScienceAlert

เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่รับมาจากต่างประเทศเท่านั้น แต่เกิดขึ้นและหยั่งรากในวัฒนธรรมการสอนของไทยเราเองด้วย หลักฐานชี้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่องว่างความเข้าใจระหว่างครูรุ่นใหม่กับครูรุ่นเก่า บวกกับความนิยมในคอร์สอบรมหรือสื่อการเรียนรู้แนว “Brain-Based” ที่เน้นขายเชิงพาณิชย์ ResearchGate ตัวอย่างเช่น เพจเฟซบุ๊ก BBL Brain-based Learning Thailand ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 150,000 คน แต่พื้นที่สำหรับการถกเถียง แลกเปลี่ยน หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับศาสตร์สมองยังมีค่อนข้างน้อย ในขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดลและสถาบันชั้นนำอื่นๆ พยายามส่งเสริมให้ครูตามให้ทันองค์ความรู้ที่ถูกต้องตามหลักฐาน แต่บางครั้งแม้แต่หลักสูตรที่ดูน่าเชื่อถือ ก็อาจเผลอเผยแพร่ความเชื่อเก่าๆ ปะปนไป เพราะต้องการสร้างความแปลกใหม่ หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้กับการศึกษา Mahidol University

เมื่อมองภาพรวมงานวิจัยทั้งในไทย เอเชีย และทั่วโลก ก็พบว่าสังคมครูในเอเชียเองก็ยังเชื่อ “ตำนานสมองลวง” เหล่านี้ไม่ต่างกัน บทความปริทัศน์ในวารสาร Frontiers in Education สรุปว่า ครูทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่าในหลายประเทศยังคงยึดถือความเชื่อเหล่านี้อยู่ แม้จะเคยผ่านการอบรมด้านสมองมาแล้วก็ตาม หากหลักสูตรอบรมไม่ได้เน้นการแก้ไขความเชื่อผิดๆ และท้าทายความคิดเดิมๆ โดยตรง ก็แทบจะไม่มีประโยชน์เลย Frontiers in Education งานวิจัยครูในฮ่องกงและข้อมูลจากไทยก็สะท้อนภาพไปในทิศทางเดียวกัน ว่าปัญหานี้แพร่หลายอยู่ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย ScienceDirect

คำถามสำคัญคือ ทำไมความเชื่อผิดๆ ที่ชวนงงเหล่านี้ถึงยังคงอยู่ได้ ทั้งที่วงการวิทยาศาสตร์สมองพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง? ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะศาสตร์ด้านสมองนั้นดูซับซ้อน เข้าใจยาก หลายคนจึงมักรับรู้ผ่านข้อมูลที่ถูกย่อยมาแล้ว หรือผ่านการนำเสนอที่เน้นการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนการันตีผลลัพธ์ที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจ ประเด็นนี้ยิ่งน่ากังวลในบริบทของไทย โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่อาจขาดแคลนทรัพยากร ทั้งการสนับสนุนจากผู้บริหาร และโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ

ที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทยมักเน้นการท่องจำและการเรียนรู้ตามลำดับชั้น มากกว่าการส่งเสริมให้คิดวิเคราะห์หรือตั้งคำถาม บางงานวิจัยชี้ว่าวัฒนธรรมแบบนี้เองที่อาจทำให้ครูและโรงเรียนเปิดรับแนวคิดหรือ “แฟชั่น” ทางการศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้ตรวจสอบหรือเข้าใจอย่างถ่องแท้ เช่น กระแส “พหุปัญญา” (Multiple Intelligences) หรือแนวคิด “Whole Language” ที่เคยฮิตเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งบางครั้งถูกนำมาปรับใช้ผิดเพี้ยนไปจากทฤษฎีเดิมทางจิตวิทยา ผลก็คือ บางทีแนวคิดที่โด่งดังในสังคมกลับฝังรากลึกอยู่นานหลายปี กว่าที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงจะได้รับการยอมรับและนำมาปรับใช้อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็เริ่มมีสัญญาณที่ดี ประเทศไทยเริ่มตื่นตัวกับการนำผลงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนมากขึ้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัยต่างพยายามผลักดันให้บรรจุความรู้ด้านสมองที่ถูกต้องเข้าไปในหลักสูตรผลิตครู ขณะเดียวกัน ครูรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยก็เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้ “เครื่องมือ” ที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จริง มากกว่าจะเชื่อตามทฤษฎีสวยหรูที่เน้นขายฝัน ถึงเวลาแล้วที่ครู นักวิจัย และผู้บริหารการศึกษาจะต้องร่วมมือกันคัดกรองเนื้อหาในการอบรม และปรับปรุงแนวทางการสอนให้แม่นยำ ตรงตามหลักฐานที่เชื่อถือได้ ไม่หลงไปกับความเชื่อผิดๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แล้วครูไทยกับผู้ปกครองควรทำอย่างไร? สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ หัดตั้งคำถามและสงสัย “สูตรลัด” หรือ “เคล็ดลับสมอง” ต่างๆ ที่ฟังดูดีเกินจริง ดร.ซาราห์-เจน แบล็คมอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ถ้าอะไรที่ฟังดูดีเกินไปกว่าจะเป็นจริงได้ มันก็มักจะไม่ใช่เรื่องจริง” Dana Foundation ครูไทยควรหมั่นหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น บทความวิจัยฉบับย่อจากมหาวิทยาลัยในไทย หรือเข้ารับการอบรมพัฒนาวิชาชีพที่เน้นข้อมูลตามหลักฐานจริง หน่วยงานภาครัฐและโรงเรียนเองก็ควรร่วมมือกับนักวิจัยเพื่อพัฒนาคู่มือสำหรับครูในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เน้น “จับโป๊ะความเชื่อผิด และเข้าใจความจริง” เกี่ยวกับสมองและการเรียนรู้

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ปกครองและครูไทยควรให้ความสำคัญ คือการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง ให้เด็กได้ลงมือทำ ได้เล่น ได้ตั้งคำถาม ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องสอนแยกตาม “สไตล์” หรือไปตีตราว่าเด็กคนไหนเป็นสายซ้ายสายขวา แต่ควรมองเห็นคุณค่าในศักยภาพที่หลากหลายของเด็กแต่ละคน และส่งเสริมให้ทุกคนกล้าที่จะเรียนรู้ สร้างความมั่นใจในตนเอง เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้พัฒนา “สมองแห่งอนาคต” ในแบบของตัวเอง

ในวันที่ประเทศไทยต้องก้าวไปข้างหน้าและแข่งขันกับนานาประเทศ การจะสู้ได้ต้องอาศัย “ความรู้จริง” ไม่ใช่ความเชื่องมงาย หากสังคมไทยสามารถถอดรหัส “ตำนานสมองลวง” เหล่านี้ได้ และหันมาเลือกใช้นโยบายและแนวปฏิบัติต่างๆ โดยอิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ตามกระแส เด็กไทยก็จะได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์สมองอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เช่น จากมหาวิทยาลัยมหิดล หรือกลุ่มวิจัยด้านสมองเพื่อการศึกษาระดับนานาชาติ ข่าวนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องวิชาการ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการมีกรอบความคิดที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและแข็งแรงอย่างแท้จริง