จะเป็นอย่างไรถ้าคุณมองเห็นเฉดสีที่มนุษย์ไม่เคยสัมผัสมาก่อน? ประสาทสัมผัสแบบนี้ที่เคยอยู่แค่ในนิยายไซไฟ ตอนนี้ทีมวิศวกร นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และจักษุแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ยืนยันว่าทำได้จริงแล้ว! ในงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้เผยว่า การยิงแสงเลเซอร์กระตุ้นเซลล์รับแสงเฉพาะจุดในจอประสาทตาของอาสาสมัคร ทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นสีใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน ซึ่งทีมวิจัยตั้งชื่อให้ว่า “โอโล” (MedicalXpress)
สำหรับคนไทยเรา แนวคิดเรื่อง “สีใหม่” ที่นอกเหนือไปจากสีที่เราคุ้นเคยกันดีนั้น นับเป็นเรื่องน่าทึ่งทั้งในมุมวิทยาศาสตร์และในแง่วัฒนธรรม เพราะสีสันผูกพันกับชีวิตคนไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งในงานศิลปะ การออกแบบ ประเพณี หรือแม้แต่ความเชื่อเรื่องโชคลาง อย่างสีของศาลพระภูมิที่เชื่อกันว่ามีอิทธิพลต่อชีวิต การที่มนุษย์จะสามารถรับรู้เฉดสีใหม่เพิ่มขึ้นมาได้นั้น อาจส่งผลกระทบตั้งแต่สัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ไปจนถึงลวดลายบนผ้าทอไทย หรือแม้กระทั่งภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอาราม
จุดเริ่มต้นของงานวิจัยชิ้นนี้มาจากการศึกษาโครงสร้างอันซับซ้อนของจอประสาทตา ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อรับแสงที่อยู่ด้านในสุดของลูกตา โดยปกติแล้ว มนุษย์เรารับรู้สีผ่านเซลล์รูปกรวย (Cone cells) 3 ชนิด คือ ชนิด L (ไวต่อแสงสีแดง), M (ไวต่อแสงสีเขียว), และ S (ไวต่อแสงสีน้ำเงิน) นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เทคโนโลยีสร้างภาพจอประสาทตาความละเอียดสูงที่เรียกว่า adaptive optics optical coherence tomography เพื่อระบุตำแหน่งของเซลล์รูปกรวยชนิด M ของอาสาสมัครแต่ละคนได้อย่างแม่นยำถึงระดับเซลล์เดี่ยว
เมื่อหาตำแหน่งเจอแล้ว อาสาสมัคร ซึ่งบางคนก็เป็นนักวิจัยในทีมเอง จะต้องนั่งจ้องมองเป้าที่กำหนดไว้ จากนั้นทีมวิจัยจะใช้แสงเลเซอร์ยิงกระตุ้นเซลล์รูปกรวยชนิด M เฉพาะจุดบนจอประสาทตา วิธีการนี้ทีมงานเรียกลำลองว่า “โอซ” (OZ) เพื่อสื่อถึงการเปิดโลกใหม่เหมือนในเรื่อง The Wizard of Oz ผลลัพธ์ที่ได้คือ อาสาสมัครทุกคนรายงานตรงกันว่ามองเห็นสีที่ไม่สามารถบรรยายหรือเปรียบเทียบกับสีใด ๆ ที่เคยรู้จักมาก่อนเลย สี “โอโล” ที่ว่านี้ ส่วนใหญ่ถูกอธิบายว่าคล้ายสีฟ้าอมเขียวที่สดมากๆ แต่ทุกคนยืนยันว่ามันแตกต่างจากสีมาตรฐานทุกสี ทีมวิจัยได้ลองนำสี “โอโล” นี้ไปแสดงผลผ่านภาพถ่ายและวิดีโอโปรเจกชัน เพื่อสร้างประสบการณ์การมองเห็นที่สมจริงยิ่งกว่าที่เทคโนโลยีดิจิทัลหรือการพิมพ์ใดๆ จะสามารถถ่ายทอดได้
ดร.ซูซาน คิว ลี นักวิจัยด้านจักษุวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “การทดลองนี้เปิดมุมมองใหม่ให้เราเข้าใจการทำงานร่วมกันระหว่างระบบประสาทตากับสมอง สี ‘โอโล’ ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การผสมหรือปรับแต่งจากสีเดิมที่มีอยู่ แต่มันเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวที่เกิดจากการกระตุ้นจอประสาทตาแบบเจาะจงเท่านั้น”
แม้ความตื่นเต้นเรื่องสีใหม่จะเป็นประเด็นหลัก แต่ประโยชน์ในทางปฏิบัติก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะในบ้านเรา ซึ่งภาวะตาบอดสี ที่พบในผู้ชายประมาณ 1 ใน 12 คน และผู้หญิง 1 ใน 200 คนทั่วโลก (WHO) ยังเป็นเรื่องที่สังคมอาจยังไม่เข้าใจดีนัก วิธี “โอซ” นี้อาจนำไปสู่แนวทางการศึกษาภาวะตาบอดสีรูปแบบใหม่ หรือแม้กระทั่งจำลองประสบการณ์การมีเซลล์รูปกรวยชนิดที่สี่ (Tetrachromacy) ซึ่งทำให้คนบางกลุ่มสามารถมองเห็นเฉดสีได้หลากหลายกว่าคนทั่วไป
ดร.กิตติพงศ์ อุดมโชค นักวิทยาศาสตร์ด้านแสงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นผ่านทางอีเมลว่า “หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดในไทยได้จริง เราอาจจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยบางกลุ่มให้ได้รับประสบการณ์ทางสีที่สมบูรณ์ขึ้น และอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักออกแบบ ศิลปิน หรือแม้กระทั่งครูวิทยาศาสตร์ ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับศักยภาพการรับรู้สีของมนุษย์”
สังคมไทยมีความผูกพันกับสีสันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่งานประเพณีสงกรานต์ที่สาดสีสันกันอย่างสนุกสนาน รหัสสีของเครื่องแบบนักเรียน ไปจนถึงพิธีกรรมทางศาสนา ที่มีความเชื่อเรื่องสีมงคลประจำวันซึ่งส่งผลต่อโชคชะตา การเกิดขึ้นของ “สีใหม่” อย่าง “โอโล” จึงอาจส่งผลกระทบได้ทั้งในวงการแพทย์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ แฟชั่น หรือแม้กระทั่งเรื่องความเชื่อ ลองนึกภาพว่าถ้าสีโอโลไปปรากฏอยู่บนผ้าไหมไทยลายใหม่ หรือกลายเป็นลูกเล่นในกระเบื้องโมเสกประดับวัดวาอาราม มันจะถูกตีความว่าเป็นสีมงคลหรือสีอัปมงคลกันแน่?
ในระดับโลก การค้นพบครั้งนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการประสาทวิทยา ฟิสิกส์ และศิลปะ ท่ามกลางความตื่นเต้นและความกังขา ดร.ไมเคิล ซี. มาโลนีย์ นักวิจัยด้านการมองเห็นซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ได้แสดงความเห็นไว้ในวารสาร Science Advances ว่า “ประสบการณ์การมองเห็น ‘สีใหม่’ เป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างยิ่ง แต่เรายังคงต้องรอผลการทดลองซ้ำ และต้องทำความเข้าใจผลกระทบต่อระบบประสาทในเชิงลึกยิ่งกว่านี้ เพราะจอประสาทตายังมีความซับซ้อนอีกมากมายที่เรายังไม่เข้าใจ”
ความท้าทายสำคัญในตอนนี้คือ วิธีการนี้ยังต้องอาศัยเครื่องมือที่ซับซ้อน มีราคาแพง และต้องมีการสร้างแผนที่จอประสาทตาอย่างละเอียด ซึ่งยังทำได้เฉพาะในห้องปฏิบัติการวิจัยขั้นสูงเท่านั้น นอกจากนี้ ประเด็นด้านจริยธรรม ความปลอดภัยในระยะยาว ผลกระทบทางจิตใจ และโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้สำหรับผู้พิการทางสายตา ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในแวดวงชีวจริยธรรมต่อไป (PubMed)
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การพัฒนาเทคนิคกระตุ้นจอประสาทตาแบบเฉพาะเจาะจงนี้ อาจถูกนำไปต่อยอดเพื่อรักษาภาวะตาบอดสี หรือโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดต่างๆ รวมถึงอาจนำไปประยุกต์ใช้ในวงการสื่อเสมือนจริง (VR) หรือสื่อบันเทิง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลก รวมถึงคนไทย ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ “โอโล” ด้วยตาตัวเอง
ณ ตอนนี้ สิ่งที่ผู้อ่านชาวไทยควรตระหนักคือทั้งมนต์เสน่ห์และโอกาสที่มาพร้อมกับการค้นพบนี้ ผู้ที่สนใจเรื่องสุขภาพดวงตา วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยีด้านภาพ อาจเริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้านจักษุวิทยา หรือติดตามโครงการพัฒนานวัตกรรมด้านสายตาในประเทศไทย และคอยจับตาทิศทางงานวิจัยใหม่ๆ อย่างใกล้ชิด สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การสนับสนุนการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ การส่งเสริมการดูแลสุขภาพตาในชุมชน และการเปิดโอกาสให้เยาวชน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในแวดวง STEM เพื่อปูทางไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ครั้งต่อไป
สำหรับใครที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเอง แม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้จะยังไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ แต่การติดตามความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในไทยกับสถาบันวิจัยชั้นนำในต่างประเทศ อาจเป็นหนทางที่ทำให้คุณได้เห็น “สีใหม่” ที่อยู่นอกเหนือไปจากสีรุ้งที่เราคุ้นเคยกันในไม่ช้านี้ก็เป็นได้
แหล่งข้อมูล: