การตัดสินใจครั้งสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ ที่จะยุบ “สำนักงานบริการสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดแห่งชาติ” หรือ SAMHSA (Substance Abuse and Mental Health Services Administration) ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่ววงการสุขภาพจิตโลก ทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่า การตัดสินใจทางการเมืองของชาติมหาอำนาจ จะส่งผลกระทบไกลมาถึงประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างไร บทความแสดงความเห็นโดย เปาโล เดล เวคคิโอ นักรณรงค์ด้านสุขภาพจิตและอดีตผู้บริหารระดับสูงของ SAMHSA ชี้ให้เห็นว่า นโยบายนี้สวนทางกับสถานการณ์วิกฤตอย่างรุนแรง เพราะตอนนี้ “การฆ่าตัวตาย” กลายเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของวัยรุ่นอเมริกัน มีผู้เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดปีละกว่า 2 แสนคน และปัญหาทางสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการดูแล สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละกว่า 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (STAT News)

เรื่องนี้กระทบใจคนไทยไม่น้อย เพราะบ้านเราเองก็กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตที่หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากผลกระทบของโควิด-19 ความกดดันทางสังคมที่เปลี่ยนไป อัตราการใช้ยาเสพติดที่สูงขึ้น รวมถึงปัญหาการฆ่าตัวตายในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่น่าเป็นห่วง (รายงาน WHO Thailand) การที่สหรัฐฯ มีหน่วยงานเฉพาะทางอย่าง SAMHSA ถือเป็นต้นแบบที่หลายประเทศนำไปปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้ป่วยฟื้นคืนสู่สังคม การบูรณาการบริการต่างๆ การพัฒนารูปแบบการดูแลที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ และนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การที่สหรัฐฯ หันหลังให้แนวทางนี้กะทันหัน จึงเป็นทั้งบทเรียนและสัญญาณเตือนภัยสำหรับประเทศที่กำลังวางรากฐานระบบสนับสนุนด้านสุขภาพจิต

การยุบ SAMHSA ภายในเวลาแค่ 3 เดือน พร้อมกับการหั่นงบประมาณจำนวนมหาศาล และการปลดพนักงานครั้งใหญ่ ถือเป็นการถอยหลังครั้งใหญ่ที่สุดของระบบบริการสุขภาพจิตและยาเสพติดในสหรัฐฯ ในรอบ 30 ปี เดล เวคคิโอ เผยว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการที่เรียกว่า “DOGE Workforce Optimization Initiative” ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งฝ่ายบริหาร ที่นำหน่วยงานสุขภาพจิตและสารเสพติดไปควบรวมกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยในการทำงานและสารพิษ เกิดเป็นสำนักงานใหม่ชื่อ “Administration for a Healthy America” (ประกาศปรับโครงสร้าง HHS) ผลลัพธ์ที่หลายฝ่ายวิจารณ์คือ โครงการด้านสุขภาพจิตถูกลดความสำคัญและความรับผิดชอบลง ขาดความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องในการทำงาน

ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ข้าราชการหรือฐานข้อมูล แต่หมายถึง “ชีวิตคนจริงๆ” ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น เอกสารงบประมาณที่หลุดออกมาเผยให้เห็นการตัดงบของ SAMHSA และโครงการด้านสุขภาพจิต/การใช้สารเสพติดกว่า 40 รายการ ไม่ว่าจะเป็นสายด่วนป้องกันการฆ่าตัวตาย ศูนย์ให้คำปรึกษาในภาวะวิกฤต บริการสำหรับเด็ก ครอบครัว กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ต้องขัง และหญิงตั้งครรภ์หรือแม่ลูกอ่อน (Mother Jones) แม้บางฝ่ายจะมองว่าการควบรวมและลดขนาดองค์กรภาครัฐจะช่วยประหยัดงบและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่างเดล เวคคิโอ ยืนยันว่า “การยุบหน่วยงานแบบหักดิบขนาดนี้ มีแต่จะทำให้ปัญหาเลวร้ายลง”

เสียงเตือนดังขึ้นจากหลายภาคส่วน กาเบรียล เดอ ลา เกอร์โรนีแยร์ จาก Legal Action Center เตือนว่า “หน่วยงานเหล่านี้กำลังถูกบีบให้ตัดสินใจเรื่องยากๆ ว่าจะไปต่ออย่างไร” ขณะที่องค์กรต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ เตรียมรับมือกับการต้องปิดบริการหลายแห่ง และประชาชนจำนวนมากที่จะเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ (FilterMag) แม้แต่ในกลุ่มอนุรักษนิยมเองก็ยังยอมรับว่า การไม่มีหน่วยงานเฉพาะทางอย่าง SAMHSA จะยิ่งทำให้ระบบราชการซับซ้อนขึ้น และลดทอนการดูแลกลุ่มเปราะบางลง (Las Vegas Sun)

บุคลากรของ SAMHSA กว่าครึ่ง โดยเฉพาะทีมงานสำคัญของ “แบบสำรวจการใช้ยาและสุขภาพแห่งชาติ” (National Survey of Drug Use and Health) ถูกเลิกจ้าง ผลที่ตามมาคือ ขีดความสามารถของสหรัฐฯ ในการติดตาม วิเคราะห์ และรับมือกับแนวโน้มปัญหาสุขภาพจิตและยาเสพติดจะอ่อนแอลงอย่างมาก (STAT News) เดล เวคคิโอ ชี้ว่า “ทั้งผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตและชาวอเมริกันทั่วไป จะไม่รู้แล้วว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครหรือขอความช่วยเหลือจากที่ไหน”

สำหรับประเทศไทย บทเรียนนี้ชวนคิดอย่างยิ่ง ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้พยายามขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพจิต คุ้มครองสิทธิ และเพิ่มการเข้าถึงบริการ โดยมี “9 นโยบายเร่งรัดพัฒนาสุขภาพจิต ปีงบประมาณ 2568” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาบริการตั้งแต่ระดับรากหญ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และครอบครัวเปราะบาง (ภาพรวมนโยบายไทย) ระบบสุขภาพจิตชุมชนของไทยเองก็พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เน้นโรงพยาบาล ก็ขยับมาสู่การดูแลในระดับชุมชนมากขึ้น ลดการตีตรา และเชื่อมโยงการทำงานกับระบบสุขภาพปฐมภูมิ (รายงาน PMC Thailand)

แต่เราก็ยังเผชิญปัญหาคล้ายกับสหรัฐฯ นั่นคือ ขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง งบประมาณที่กระจุกตัวในเมืองใหญ่ การเข้าถึงบริการที่ไม่เท่าเทียมในชนบท ปัญหายาเสพติดที่รุนแรงขึ้น และความเครียดสะสมหลังโควิด-19 ที่ถูกซ้ำเติมจากความไม่แน่นอนและสุญญากาศทางนโยบาย การที่สหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นผู้นำด้านนี้ กลับลำในนโยบายสุขภาพจิต อาจทำให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ รู้สึกว่าตนเองก็สามารถลดงบประมาณด้านนี้ได้เช่นกัน แต่ในทางกลับกัน กรณีนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า การรื้อถอนระบบสนับสนุนหลัก แม้จะอ้างเหตุผลด้านประสิทธิภาพ ก็อาจผลักให้คนรุ่นใหม่และครอบครัวจำนวนมาก จมดิ่งลงไปในวิกฤตที่ลึกกว่าเดิม

ความเป็นมาของ SAMHSA ก็น่าสนใจ หน่วยงานนี้ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ในสหรัฐฯ ทั้งจากประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช และวุฒิสมาชิกเอ็ดเวิร์ด เคนเนดี เพื่อยืนยันว่าปัญหาสุขภาพจิตและยาเสพติด ควรได้รับงบประมาณและความสำคัญระดับชาติ (Wikipedia - SAMHSA) การยุบองค์กรนี้จึงเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง และการถกเถียงถึงอนาคตของระบบสาธารณสุขทั่วโลก ซึ่งประเด็นเหล่านี้ก็กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยเช่นกัน ในยามที่เรากำลังพยายามรับมือ ปรับปรุง หรือบางครั้งอาจเผลอเพิกเฉยต่อปัญหาสุขภาพจิตในพื้นที่สาธารณะ

จากนี้ไป บทบาทของสภาคองเกรสและการเมืองในสหรัฐฯ จะเป็นตัวชี้ขาด เพราะแม้ข้อเสนองบประมาณของประธานาธิบดีจะเป็นเหมือน “รายการสิ่งที่อยากได้” แต่สถานการณ์การเมืองที่เข้มข้น อาจนำไปสู่การอนุมัติเต็มรูปแบบหรือเพียงบางส่วน เดล เวคคิโอ เปรียบเปรยว่านี่คือ “หายนะที่รอวันเกิดขึ้นจริง”: “หากสภาคองเกรสยอมให้ตัดงบประมาณตามนี้จริง ชาวอเมริกันจำนวนมากจะต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเผชิญปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้น”

ผู้กำหนดนโยบายสุขภาพและภาคประชาสังคมในไทย ได้ข้อคิดสำคัญจากกรณีนี้ หนึ่ง คือ ต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพจิตของประเทศ และต่อสู้กับการตีตรา ผ่านนโยบายที่โปร่งใส ใช้ข้อมูลและหลักฐานสนับสนุน สอง คือ การมีหน่วยงานกลางเฉพาะทางที่เชื่อมโยงรัฐ ชุมชน และครอบครัว ยังคงเป็นเรื่องจำเป็น การกระจายงานหรือบริหารแบบแยกส่วน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบางที่สุด สาม คือ การมีส่วนร่วมของคนในสังคมก็สำคัญไม่แพ้กัน บทเรียนจากสหรัฐฯ ชี้ว่า เมื่อการปฏิรูปมาจากคำสั่งเบื้องบนโดยไม่รับฟังเสียงประชาชน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือเสียงคัดค้าน ความสับสน และช่องว่างในการบริการที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สำหรับคนไทยที่กำลังต่อสู้กับปัญหาสุขภาพจิตหรือยาเสพติด หรือครอบครัวที่กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน บทเรียนนี้ย้ำเตือนว่า ระบบสนับสนุนมีความสำคัญอย่างยิ่ง และการร่วมกันส่งเสียงเพื่อขับเคลื่อนนโยบายก็สำคัญไม่แพ้กัน ในประเทศไทย กรมสุขภาพจิตมีสายด่วน 1323 และบริการส่งต่อเพื่อช่วยเหลือ องค์กรภาคประชาสังคม เช่น สมาคมสายใยครอบครัว และศูนย์ฮอตไลน์สุขภาพจิต ก็เป็นอีกแหล่งพลังใจที่พึ่งพาได้ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ติดตามข่าวสารนโยบาย และร่วมกันปกป้องสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตของพวกเราทุกคน

สรุป: การยุบ SAMHSA ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าการเมืองในอเมริกา แต่มันคือบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกประเทศ รวมถึงไทย ว่าการลงทุนดูแลสุขภาพจิตคือการช่วยชีวิตคน และการรื้อระบบสนับสนุนทิ้ง แม้จะอ้างเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพหรือเกมการเมือง ก็ล้วนนำมาซึ่งความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ สำหรับครอบครัว เยาวชน และผู้กำหนดนโยบายของไทย สัญญาณเตือนครั้งนี้ชัดเจน: ต้องปกป้องสิ่งที่เราสร้างมาให้มั่นคง พัฒนาส่วนที่ยังขาด และให้เสียงของผู้มีประสบการณ์ตรงเป็นหัวใจสำคัญของการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตในสังคมไทย

แหล่งข้อมูล: