ศึกปะทะคารมระหว่างนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก อีริค อดัมส์ กับผู้แทนสาธารณะ จูมาเน่ วิลเลียมส์ ได้จุดประเด็นร้อนเรื่องนโยบายสุขภาพจิตให้กลับมาเป็นที่ถกเถียงกันอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในอเมริกา แต่สะท้อนมาถึงไทยด้วย เมื่อนายกฯ อดัมส์ออกมาวิจารณ์แผนรับมือวิกฤตสุขภาพจิตของวิลเลียมส์อย่างเผ็ดร้อนว่า “แก้ปัญหาไม่ตรงจุด” เพราะมัวแต่จะตั้งคณะกรรมการซ้อนคณะกรรมการ เพิ่มระบบราชการ แทนที่จะลงมือช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ ตรงนี้เองที่น่าชวนคนไทยหันมามองว่า บ้านเรากำลังแก้ปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาความอืดอาดของระบบราชการกันแบบไหนอยู่
เวลานี้ เรื่องสุขภาพจิตกลายเป็นวาระเร่งด่วนด้านสาธารณสุขของเมืองใหญ่ทั่วโลก กรุงเทพฯ เองก็เผชิญปัญหานี้ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ซ้ำเติมผู้คนด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว ปัญหาตกงาน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ยิ่งทำให้ภาวะสุขภาพจิตทรุดหนักลง ทั้งในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ จึงเห็นภาพชัดขึ้นของช่องว่างในการเข้าถึงบริการด้านนี้ สถานการณ์ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและความกดดันมหาศาล จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับไทย ซึ่งกำลังพยายามปฏิรูประบบบริการสุขภาพจิตให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้ดีขึ้น ความเห็นของนายกเทศมนตรีอดัมส์ ที่ปรากฏใน New York Post ฉบับล่าสุด จึงสะท้อนคำถามสำคัญเชิงนโยบายที่ว่า “จะเน้นตั้งกรรมการ หรือจะเน้นลงมือทำจริง?”
อดัมส์มองว่า แผนของวิลเลียมส์ที่เน้นการตั้งคณะทำงานและบอร์ดกำกับดูแลต่างๆ นั้นถือเป็นการ “เพิกเฉย” ต่อความต้องการเร่งด่วน เพราะไม่ได้ช่วยคนที่กำลังป่วยหนักหรืออยู่ในภาวะวิกฤต ณ ขณะนั้นเลย เขาเสนอว่า งบประมาณควรถูกนำไปใช้เสริมกำลังทีมบุคลากรภาคสนาม สนับสนุนการรักษาทางจิตเวชที่เข้าถึงง่าย และจัดบริการช่วยเหลือทางสังคมให้แก่กลุ่มเสี่ยง “ในยามที่ชาวนิวยอร์กต้องการการลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่ระเบียบที่ล่าช้า เราไม่มีเวลามานั่งประชุมกันไปวันๆ” อดัมส์ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วน
ประเด็นขัดแย้งในนิวยอร์ก สะท้อนภาพปัญหาที่พบเห็นได้ในไทยเช่นกัน นั่นคือ ขั้นตอนหยุมหยิมและระบบระเบียบของราชการที่อาจกลายเป็นคอขวด ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ช้า ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ปี 2566 ก็ชี้ชัดว่า ปัญหาสุขภาพจิตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและคนเปราะบาง กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ที่มา) แม้รัฐบาลจะพยายามเพิ่มช่องทางช่วยเหลือ ทั้งสายด่วนสุขภาพจิตและโครงการรณรงค์ต่างๆ แต่ปัญหาคอขวด เช่น การรอคิวนาน หรือขั้นตอนการส่งตัวที่ยุ่งยาก ก็ยังทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงการรักษาที่จำเป็นจริงๆ (ที่มา)
งานวิจัยในระดับนานาชาติก็ดูจะสนับสนุนแนวคิดของอดัมส์ รายงานในวารสาร The Lancet Psychiatry ปี 2022 พบว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญกับการตอบสนองภาวะวิกฤตอย่างรวดเร็วและส่งทีมลงพื้นที่ถึงชุมชนโดยตรง สามารถลดอัตราการฆ่าตัวตายและการต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลจิตเวชได้ผลดีกว่าแนวทางการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลซ้ำซ้อน (ที่มา) รศ.สิริวรรณ เปรมปรีดี จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้สัมภาษณ์กับ บางกอกโพสต์ ว่า “ระบบดูแลใจในไทยจะไปได้ไกลกว่านี้มาก หากเราลงทุนกับบุคลากรด่านหน้าและศูนย์ช่วยเหลือภาวะวิกฤต มากกว่าจะไปสร้างคณะกรรมการซ้อนขึ้นมาอีกชั้น” แม้คณะกรรมการจะมีบทบาทในการตรวจสอบ แต่ก็ไม่อาจทดแทนการทำงานจริงของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล โรงเรียน หรือในชุมชนได้
ยิ่งไปกว่านั้น การถกเถียงนี้ยังโยงไปถึงประเด็นคลาสสิกเรื่องความสมดุลระหว่าง “ความโปร่งใส” กับ “ประสิทธิภาพ” ฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวทางของวิลเลียมส์อาจมองว่า การมีคณะกรรมการช่วยสร้างมาตรฐานและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ แต่ฝ่ายที่คัดค้านก็แย้งว่า บ่อยครั้งกลับกลายเป็นภาวะ “คิดวนไป ทำไม่ได้จริง” คือมัวแต่ประชุม วางกฎเกณฑ์ จนการช่วยเหลือที่ควรจะรวดเร็วกลับติดขัด ตัวอย่างในไทยที่เห็นได้บ่อยคือ แม้จะมี พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการฯ หลายชุด แต่การแก้ปัญหาในระดับพื้นที่จริงๆ ก็ยังล่าช้าในหลายกรณี (ที่มา)
ในวัฒนธรรมไทยเอง ที่มักให้ความสำคัญกับการตัดสินใจร่วมกันและความเคารพตามลำดับชั้น ก็อาจมีส่วนทำให้แนวโน้ม “ตั้งกรรมการ” เป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่ระดับกระทรวงไปจนถึง รพ.สต. หลายคนคงคุ้นชินกับวลี “เดี๋ยวตั้งคณะทำงานศึกษาดูก่อน” ซึ่งฟังดูเหมือนจะรอบคอบ แต่ก็บ่อยครั้งที่ทำให้คนที่รอความช่วยเหลือรู้สึกหมดหวัง
มองไปข้างหน้า กรณีที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กจึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายในไทย ในช่วงเวลาที่ปัญหาสุขภาพจิตในบ้านเรากำลังน่าเป็นห่วง ทั้งภาครัฐและผู้ให้บริการควรหันมาให้ความสำคัญกับการทำให้งบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ไหลไปสู่การปฏิบัติจริง ถึงมือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ไม่ใช่ติดค้างอยู่แค่ในห้องประชุม ดร.พัชรินทร์ ไชยศิริ จิตแพทย์และที่ปรึกษาเครือข่ายป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดทั้งระดับนโยบายและหน้างานจริง เราต้องการช่องทางการเข้าถึงการรักษาที่เร็วขึ้น และระบบกำกับดูแลที่ตรวจสอบได้ แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน”
สำหรับสังคมไทย นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกันจับตา ประชาชนและกลุ่มภาคสังคมควรร่วมกันผลักดันให้เกิดบริการที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์จริง เช่น ศูนย์สุขภาพจิตครบวงจรในชุมชน บริการให้คำปรึกษาในโรงเรียน หรือสายด่วนสุขภาพจิต 24 ชั่วโมงที่พร้อมช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญความยากลำบาก สิ่งที่เราทุกคนทำได้ อาจเริ่มจากการรับรู้ว่ามีแหล่งช่วยเหลือใดบ้างใกล้ตัว คอยดูแลคนในครอบครัวหรือชุมชนให้เข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น และร่วมส่งเสียงเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูประบบที่เน้นเสริมพลังให้คนทำงานด่านหน้า ไม่ใช่จมอยู่กับกองเอกสาร เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะที่นิวยอร์กหรือที่โคราช ชีวิตของผู้คนจะได้รับการช่วยเหลือ ก็ต่อเมื่อ “นโยบายบนกระดาษ” ถูกเปลี่ยนให้เป็น “การลงมือทำจริง” เท่านั้น
แหล่งข้อมูล: