วงการวิทยาศาสตร์อาจต้องจดบันทึกครั้งใหญ่ หลังทีมนักวิจัยจีนและฝรั่งเศสร่วมมือกันสร้างผลงานชิ้นสำคัญที่อาจพลิกโฉมความเข้าใจเรื่อง “จิตสำนึก” ของมนุษย์ไปตลอดกาล พวกเขาทำสำเร็จในการสร้างแผนที่สมองส่วน “คลอสตรัม” (claustrum) ซึ่งเปรียบเสมือน “วาทยกรแห่งจิตสำนึก” ได้อย่างละเอียดชนิดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน โดยศึกษาในลิงแมคแคค (ลิงแสม) รายงานวิจัยสุดล้ำนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Cell ฉบับเดือนเมษายน 2025 เผยให้เห็นผังทรานสคริปโตมิกส์ระดับเซลล์เดี่ยวแบบครบวงจร พร้อมแผนผังการเชื่อมโยงทั่วทั้งสมอง เปิดมุมมองใหม่ให้เราเห็นความซับซ้อนของเครือข่ายใยประสาทและความหลากหลายของเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดของ “จิตสำนึก” ในสัตว์กลุ่มไพรเมต [Cell, SCMP] งานชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ไขความลับของคลอสตรัมที่เคยเป็นปริศนา แต่ยังถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการตอบคำถามว่า “จิตสำนึก” ก่อตัวขึ้นจากการทำงานประสานกันของโครงข่ายประสาทในสมองได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำตอบที่ลึกซึ้งและส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ รวมถึงสังคมไทยอย่างแน่นอน

คำถามเกี่ยวกับจิตสำนึก—เราคือใคร? จิตเกิดขึ้นได้อย่างไร? อะไรที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์อื่น?—เป็นสิ่งที่มนุษย์ครุ่นคิดมานาน ทั้งในเชิงปรัชญาตะวันออกอย่างพุทธศาสนา และในแวดวงวิทยาศาสตร์ตะวันตก สำหรับคนไทยแล้ว การทำความเข้าใจเรื่องจิตใจไม่ใช่แค่ความสงสัยใคร่รู้ทางปัญญา แต่ยังเกี่ยวโยงกับการฝึกสมาธิ วิถีชีวิตด้านจิตวิญญาณ สุขภาพจิต ไปจนถึงความหวังในการรักษาโรคทางใจและสมอง เช่น ภาวะซึมเศร้า อาการนอนไม่หลับ หรือโรคสมองเสื่อมต่างๆ คลอสตรัม ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อสมองบางๆ แต่อัดแน่นด้วยเซลล์ประสาทที่ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปข้างใน ถูกตั้งข้อสงสัยมานานแล้วว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการ “หลอมรวม” ประสบการณ์ความรู้สึกและความคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน เปรียบได้กับ “วาทยกร” ที่คอยควบคุมวงออร์เคสตราแห่งจิตใจให้บรรเลงเป็นเพลงเดียวกัน แต่หน้าที่ที่แท้จริงของมันคืออะไร และจิตสำนึกของไพรเมตมีลักษณะพิเศษที่ต่างจากสัตว์อื่นอย่างไร ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ท้าทายนักวิทยาศาสตร์

งานวิจัยล่าสุดนี้ได้นำเทคนิคสุดล้ำอย่างการวิเคราะห์อาร์เอ็นเอระดับนิวเคลียสเดี่ยว (single-nucleus RNA sequencing) มาผนวกกับการสร้างแผนที่ทรานสคริปโตมิกส์เชิงพื้นที่ (spatial transcriptomics) กับเซลล์จำนวนมหาศาลถึง 227,750 เซลล์ และยังต่อยอดด้วยการติดตามเส้นทางการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทไปทั่วทั้งสมอง ทำให้ทีมวิจัยสามารถจำแนกชนิดของเซลล์ในคลอสตรัมของลิงแมคแคคได้มากถึง 48 ชนิด ถือเป็น “คู่มือชิ้นส่วน” ของสมองส่วนนี้ที่ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว ที่น่าสนใจคือ พวกเขาพบความแตกต่างที่เด่นชัดในกลุ่มไพรเมต โดยเฉพาะเซลล์ประสาทชนิดที่ใช้กลูตาเมตเป็นสารสื่อประสาท ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเซลล์ในสมองส่วนเปลือกอินซูลาร์ (insular cortex - มีบทบาทในการรับรู้อารมณ์และสภาวะของร่างกาย) [PubMed] แต่กลับไม่พบเซลล์ลักษณะนี้ในสัตว์ฟันแทะอย่างหนู ชี้ให้เห็นว่าอาจมีการ “อัปเกรด” ทางวิวัฒนาการในสายพันธุ์ไพรเมต ที่นำไปสู่ความสามารถทางสติปัญญาและประสบการณ์ทางจิตใจที่ซับซ้อนกว่า

เมื่อสร้างแผนที่การเชื่อมโยงแล้ว ทีมวิจัยพบว่าคลอสตรัมแบ่งออกเป็น 4 โซนหลักๆ โดยแต่ละโซนจะเชื่อมต่อไปยังกลุ่มสมองที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น กลุ่มหนึ่งเชื่อมไปยังสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำอย่างฮิปโปแคมปัส และ เอนโทไรนัลคอร์เทกซ์ (entorhinal cortex) ขณะที่อีกกลุ่มเชื่อมต่อไปยังสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น มอเตอร์คอร์เทกซ์ (motor cortex) และพูทาเมน (putamen) ทีมวิจัยสรุปว่า “ข้อมูลนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยอธิบายโครงสร้างระดับเซลล์ประสาทที่เป็นรากฐานของหน้าที่อันหลากหลายของคลอสตรัม” [Cell] การค้นพบว่าเซลล์ชนิดพิเศษที่มีในไพรเมตนั้นเชื่อมต่อกับส่วนต่างๆ ของสมองอย่างเฉพาะเจาะจง ยิ่งตอกย้ำสมมติฐานที่ว่า คลอสตรัมคือศูนย์กลางที่คอยประสานจังหวะการทำงานของจิตใจ และอาจเป็นผู้สร้าง “ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของประสบการณ์” ที่มนุษย์เราใช้งานอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว

พอเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างสายพันธุ์ นักวิจัยก็พบว่าเซลล์บางชนิดมีอยู่เฉพาะในไพรเมต เช่น ลิงแมคแคคและลิงมาร์โมเสท (ลิงขนาดเล็กจากอเมริกาใต้) แต่ไม่มีในหนู โครงสร้างระดับโมเลกุลและเครือข่ายการเชื่อมต่อเหล่านี้จึงอาจเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดจิตใจและสติสัมปชัญญะที่มีความยืดหยุ่น ซับซ้อน และแข็งแกร่งกว่าในมนุษย์ นอกจากนี้ คลอสตรัมของลิงแมคแคคยังมีลักษณะเด่นคือ “การเชื่อมโยงส่วนใหญ่อยู่ในสมองซีกเดียวกัน” (ipsilateral bias) ซึ่งต่างจากในหนูที่การเชื่อมต่อมักจะข้ามไปยังสมองอีกซีกหนึ่งด้วย ลักษณะเช่นนี้อาจช่วยให้การประมวลผลและหลอมรวมข้อมูลทำได้อย่างเฉพาะทางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของจิตสำนึกที่มีความซับซ้อนสูงอย่างในมนุษย์ [Wikipedia]

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากงานวิจัยชิ้นนี้นับว่าลึกซึ้งไม่น้อย นอกจากจะช่วยไขปมปริศนาระดับโลกเกี่ยวกับกลไกการทำงานของจิตใจแล้ว ยังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในการวินิจฉัยและรักษาโรคทางสมองที่ส่งผลต่อการรับรู้ จิตสำนึก และสติปัญญา สังคมไทยซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ย่อมจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง หากเราสามารถเข้าใจวงจรการทำงานของสมองเหล่านี้ได้ดีขึ้น และพัฒนานวัตกรรมในการป้องกัน รวมถึงดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคสมองเสื่อมได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ข้อมูลทั้งหมดจากโครงการนี้ยังเปิดเป็นสาธารณะให้เข้าถึงได้ทางออนไลน์ (Digital Brain Claustrum Atlas) ทำให้นักวิจัย แพทย์ นักศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย สามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อต่อยอดงานวิจัยในบ้านเราได้ รศ.ดร.สมชาย โชคดี จากมหาวิทยาลัยมหิดล (ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้) ให้ความเห็นว่า “โครงการระดับโลกด้านสมองแบบนี้ ถือเป็นโอกาสทองของไทยในการยกระดับองค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศ การเข้าใจกลไกจนถึงระดับเซลล์จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และการศึกษาได้อย่างก้าวกระโดด”

โดยพื้นฐานแล้ว คนไทยมักมองเรื่อง “จิต” ผ่านกรอบแนวคิดทางพุทธศาสนา ซึ่งเน้นย้ำความเชื่อมโยงระหว่าง จิต (จิตตะ) กาย (รูป) และการรับรู้ผ่านทางอายตนะต่างๆ ว่าเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งให้เกิด “ความรู้สึกตัว” หรือ “จิตสำนึก” ขึ้นมาในแต่ละขณะ แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างน่าทึ่งกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ว่า “จิต” เป็นผลมาจากการทำงานประสานกันอย่างซับซ้อนของวงจรต่างๆ ในสมอง งานวิจัยชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาโบราณกับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ และยังช่วยยืนยันว่ามี “ศูนย์กลาง” ในสมองอยู่จริงที่ทำหน้าที่หลอมรวมประสบการณ์ต่างๆ ให้กลายเป็นจิตสำนึกที่เป็นหนึ่งเดียว การค้นพบนี้จึงน่าจะถูกใจทั้งพระสงฆ์ นักปฏิบัติธรรม และนักวิทยาศาสตร์ในบ้านเรา “งานวิจัยแบบนี้มันไปไกลกว่าเรื่องเทคนิคแล้ว แต่มันชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามถึงแก่นแท้ว่าตัวตนคืออะไร ความทุกข์ความสุขมีที่มาอย่างไร” พระอาจารย์สุรศักดิ์ จากวัดป่านานาชาติ กล่าวเสริม

สำหรับอนาคตข้างหน้า หลายฝ่ายคาดหวังว่าแผนที่เซลล์สมองสุดละเอียดนี้จะเป็นประโยชน์ในการต่อยอดไปสู่การสร้าง “มินิสมอง” (brain organoid) จากเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อใช้ศึกษาการทำงานของจิตสำนึก หรือกลไกของโรคทางสมอง โดยไม่ต้องทดลองในสัตว์หรือมนุษย์โดยตรง นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับมองไปไกลว่า หากวันหนึ่งเราเข้าใจสมองได้ถึงระดับนี้จริงๆ เราอาจนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (brain-computer interface) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาต หรือผู้ที่มีภาวะ “ล็อกอินซินโดรม” (locked-in syndrome) ให้สามารถสื่อสารหรือควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ประเด็นด้านจริยธรรมก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งมุมมองจากพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยน่าจะมีส่วนช่วยให้การพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ดำเนินไปได้อย่างมีรากฐานที่มั่นคง

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ทีมวิจัยได้ชี้ให้เห็นไว้ เช่น การจำแนกชนิดของเซลล์นั้นอาศัยข้อมูลเชิงโมเลกุลและวิธีการวิเคราะห์ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ การพิสูจน์การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์แต่ละชนิดอย่างแน่ชัดยังต้องอาศัยเทคนิคขั้นสูงที่ทำได้ยากในลิงแมคแคค และยังไม่สามารถทำได้ในมนุษย์ ณ ปัจจุบัน [Cell] ยิ่งไปกว่านั้น การวัดหรือประเมิน “จิตสำนึก” ในสัตว์ก็เป็นเรื่องท้าทาย เพราะสัตว์ไม่สามารถบอกเล่าประสบการณ์ภายในให้เราเข้าใจได้โดยตรง การเปรียบเทียบข้ามสายพันธุ์จึงยังทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า วงจรสมองที่ทำงานในลิงนั้น จะเหมือนหรือเทียบเคียงกับในมนุษย์ได้มากน้อยเพียงใด หรือว่ามนุษย์อาจมี “กลไกพิเศษ” ในสมองที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้นอีก

สำหรับผู้อ่านและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ข้อค้นพบเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการสนับสนุนงานวิจัยด้านสมองและความร่วมมือกับนานาชาติ การลงทุนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ไม่ว่าจะผ่านกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ หรือภาคเอกชน จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวทันเวทีโลก สามารถเข้าใจหลักการทำงานของจิตใจ สุขภาพจิต และสาเหตุของความผิดปกติทางสมองได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปบูรณาการในหลักสูตร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นว่าที่แพทย์ นักจิตวิทยา หรือวิศวกรชีวการแพทย์ในอนาคต

ในทางปฏิบัติ คนไทยทุกคนควรติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมองและวิทยาการใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในการดูแลสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด แพทย์ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลเปิดอย่าง Digital Brain Claustrum Atlas หรือติดตามงานวิจัยใหม่ๆ ผ่านฐานข้อมูลอย่าง PubMed หรือ ScienceDirect ได้ ครูอาจารย์ก็สามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกเหล่านี้ไปสอดแทรกในการเรียนการสอน เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนได้ฝึกฝนกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ และตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับ “จิตใจ” ซึ่งทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธปรัชญาต่างยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง และเมื่อขอบเขตความรู้ของมนุษย์ขยายกว้างออกไป เราทุกคนในสังคมไทยก็จะสามารถเชื่อมโยงชีวิตเข้ากับภูมิปัญญาทั้งเก่าและใหม่ได้อย่างเท่าทันและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง