วงการประสาทวิทยาต้องทบทวนความเข้าใจกันใหม่ หลังงานวิจัยสุดล้ำที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ฉบับล่าสุดเผยความลับน่าทึ่ง ที่ผ่านมาเรามักคิดว่าสมองส่วนการมองเห็น (visual cortex) ทำหน้าที่เหมือนกล้องที่แค่ “บันทึกภาพ” แล้วส่งต่อให้สมองส่วนอื่นวิเคราะห์ แต่ความจริงแล้ว สมองส่วนนี้กลับมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนการรับรู้แบบเรียลไทม์ให้สอดคล้องกับภารกิจหรือเป้าหมายที่เรากำลังทำอยู่ได้อย่างน่าทึ่ง ผลการค้นพบครั้งนี้ ซึ่ง MedicalXpress นำมารายงานอย่างน่าสนใจ ได้เปิดมุมมองใหม่ว่าสมองมนุษย์ปรับเปลี่ยนวิธีมองโลกอย่างยืดหยุ่นตามสิ่งที่เราต้องการจะทำในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใจหาวัตถุดิบทำอาหารจานโปรด หรือจดจ่อกับการเชียร์กีฬาสุดมันส์ อ้างอิงแนวคิดจาก ดร.ณัฐธิดา รุ่งรัศมีทวีมานะ หัวหน้าทีมวิจัย (ที่มาข่าว: <https:>)

การค้นพบนี้เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นตอนเลือกซื้อผลไม้สด ๆ ที่ตลาด หรือตอนที่เราต้องแยกแยะข้อมูลข่าวสารมากมายบนโลกออนไลน์ แต่เดิมนักประสาทวิทยาเชื่อว่า การจัดหมวดหมู่และการตัดสินใจที่ซับซ้อน—เช่น การตัดสินว่า “แครอทเป็นผักประเภทหัว หรือเป็นของว่างในงานเลี้ยงดี”—เป็นหน้าที่ของสมองส่วนหน้าสุดที่ใช้ในการตัดสินใจ (prefrontal cortex) เท่านั้น ส่วนดวงตาและสมองส่วนการมองเห็นมีหน้าที่เพียงส่งต่อข้อมูลดิบ ๆ ไปให้ แต่ผลการทดลองล่าสุด ที่ใช้เทคโนโลยีสแกนสมองแบบเรียลไทม์ขณะผู้เข้าร่วมกำลังแยกแยะรูปทรงต่าง ๆ ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ กลับชี้ให้เห็นว่า แม้แต่สมองส่วนการมองเห็นเองก็เข้ามามีบทบาทในการจำแนกประเภทนี้ด้วย! ทุกครั้งที่เป้าหมายของผู้เข้าร่วมเปลี่ยนไป วิธีที่สมองส่วนนี้ประมวลผลสัญญาณ—แม้กระทั่งสัญญาณดิบที่รับมาจากดวงตาโดยตรง—ก็ปรับเปลี่ยนตามเป้าหมายปัจจุบันได้อย่างน่าทึ่ง

ด้วยการใช้เทคนิค fMRI (functional magnetic resonance imaging) ขั้นสูง ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทีมวิจัยได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของสมอง ขณะที่ผู้เข้าร่วมทดลองต้องตัดสินใจจัดกลุ่มรูปร่างนามธรรมซึ่งมี “กติกา” เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ผลการศึกษาพบว่า ทั้งสมองส่วนการมองเห็นปฐมภูมิ (primary visual cortex) และทุติยภูมิ (secondary visual cortex) ต่างปรับเปลี่ยนการทำงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้อย่างคล่องแคล่ว และเมื่อต้องเจอกับรูปทรงที่ “กำกวม” หรือตัดสินใจยาก การทำงานของสมองส่วนนี้ยิ่งแสดงบทบาทเด่นชัดขึ้น ราวกับพยายามเข้ามาช่วยให้การแยกแยะทำได้ง่ายขึ้น

ดร.ณัฐธิดา อธิบายว่า “งานวิจัยชิ้นนี้ท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่าสมองส่วนรับความรู้สึกพื้นฐานทำหน้าที่แค่ ‘มองเห็น’ หรือ ‘บันทึก’ ภาพตรงหน้า แต่แท้จริงแล้ว สมองมนุษย์สามารถตีความภาพเดียวกันแตกต่างกันไปได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังตั้งใจจะทำอะไร” เธอย้ำว่า “แม้แต่สมองส่วนที่อยู่ใกล้กับดวงตาที่สุด ก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนการตอบสนองและตีความได้อย่างยืดหยุ่นตามภารกิจเฉพาะหน้า” ทีมวิจัยยังได้ใช้โมเดลคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบว่า ในแต่ละช่วงเวลา สมองสามารถจำแนกรูปทรงตามเป้าหมายที่กำหนดได้ชัดเจนเพียงใด ซึ่งผลก็ออกมายืนยันข้อสรุปข้างต้น

หากลองนึกภาพเปรียบเทียบกับชีวิตจริงในสังคมไทย สมมติว่าเรากำลังเดินอยู่ในตลาดเยาวราชเพื่อมองหามะม่วงพันธุ์โปรดท่ามกลางผลไม้นานาชนิด สมองส่วนการมองเห็นของเราอาจปรับโหมดการทำงานเป็นพิเศษ เพื่อให้ไวต่อการสังเกตสีสันและรูปทรงที่ “ใช่” โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว หรือในห้องเรียนของไทย นักเรียนไม่ได้เพียงแค่รับ “ข้อเท็จจริง” แบบตรงไปตรงมา แต่การรับรู้ของพวกเขาจะเปลี่ยนไปทันทีเมื่อหัวข้อการเรียนเปลี่ยนไป หรือแม้แต่ในช่วงสอบที่ความเครียดเข้ามามีอิทธิพล ผลวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การที่สมอง “ปรับโหมดการรับรู้” ได้เองนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนารูปแบบการสอนหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับคนไทย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ดร.อนันท์ ศรีวิชัย นักจิตประสาทวิทยาชาวไทย ให้ความเห็นว่า “งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนไทย—และทุกคน—ควรฝึกฝนสมาธิและความยืดหยุ่นทางความคิด ไม่ใช่แค่เพื่อฝึกจิตใจ แต่เพื่อกำหนดเป้าหมายให้ระบบประสาทรับรู้ของเราทำงานได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด” นอกจากนี้ ยังอาจจุดประกายแนวคิดด้านนวัตกรรมการศึกษาที่นำหลักการ “สมองปรับตามเป้าหมาย” นี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยให้ผู้คนปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในสังคมได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ ดร.คาร์ลา แชตซ์ นักประสาทวิทยาศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ก็ได้ให้ทัศนะในทำนองเดียวกันว่า “ความยืดหยุ่นทางความคิดคือคุณสมบัติอันโดดเด่นของสติปัญญามนุษย์ และเป็นโจทย์ท้าทายที่สำคัญสำหรับวงการปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งหมายความว่า งานวิจัยนี้อาจปูทางไปสู่การพัฒนา AI ในไทยให้สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้คล้ายคลึงกับสมองมนุษย์มากขึ้นในอนาคต

ความรู้ใหม่นี้ยังช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมผู้ที่มีปัญหาสมาธิหรือความยืดหยุ่นทางความคิดบกพร่อง เช่น ผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) ทั้งในไทยและทั่วโลก อาจประสบปัญหาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพราะ “ความยืดหยุ่นทางจิตใจ” มักจะเสียไปในภาวะเหล่านี้ ดร.ณัฐธิดา ชี้ว่า การทำความเข้าใจบทบาทของสมองส่วนการมองเห็นที่ปรับเปลี่ยนตามเป้าหมายนี้ อาจนำไปสู่แนวทางการบำบัดแบบใหม่ ๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดและการปรับตัวได้

สำหรับก้าวต่อไป ทีมวิจัยวางแผนที่จะศึกษาให้ลึกลงไปอีกระดับ โดยจะตรวจสอบสัญญาณสมองในระดับ “เซลล์ประสาทเดี่ยว” โดยตรง แม้ว่างานวิจัยชิ้นปัจจุบันจะเน้นศึกษาการทำงานของกลุ่มเซลล์สมอง แต่การศึกษาในขั้นต่อไปจะช่วยให้เราเข้าใจเครือข่ายการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้และการคิดอย่างยืดหยุ่นได้แบบบูรณาการมากยิ่งขึ้น นับเป็นข่าวดีสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ครู และนักนวัตกรรมชาวไทยที่สนใจทำความเข้าใจรากฐานของการเรียนรู้และการแก้ปัญหา เพราะการค้นพบนี้เปรียบเสมือนประตูบานใหม่สู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แล้วคนไทยอย่างเราจะนำความรู้นี้ไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร? อย่างแรกคือต้องตระหนักว่าสมองของเราไม่ใช่แค่เครื่องบันทึกภาพนิ่ง ๆ แต่มันปรับเปลี่ยนมุมมองต่อโลกให้เข้ากับเป้าหมายของเราได้ตลอดเวลา นักเรียนอาจลองตั้งเป้าหมายการอ่านหนังสือให้ชัดเจนก่อนเริ่ม เพื่อช่วยให้สมองจดจ่อและรับข้อมูลได้ดีขึ้น คุณครูและผู้ฝึกสอนสามารถกระตุ้นให้เด็ก ๆ กำหนดเป้าหมายในแต่ละบทเรียน เพื่อดึงศักยภาพการ “ปรับจูนการมองเห็น” ของสมองให้จดจำและมีส่วนร่วมได้มากขึ้น แม้แต่ในการเลือกซื้อของหรือทำกิจวัตรประจำวัน การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น “วันนี้จะหาส้มโอที่ดูฉ่ำที่สุดให้เจอ” ก็สามารถช่วยให้สมองพุ่งความสนใจไปยังเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว

ในแวดวงเทคโนโลยีของไทย ก็อาจนำแนวคิด “สมองปรับจูนตามเป้าหมาย” นี้ไปใช้ออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับภารกิจในแต่ละขณะได้คล้ายสมองมนุษย์ ส่วนในวงการแพทย์ไทย ก็อาจนำเทคนิค “ฝึกการรับรู้แบบกำหนดเป้าหมาย” มาพัฒนาเป็นแนวทางการบำบัดฟื้นฟูสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสมองในอนาคตได้

ท้ายที่สุด ผลงานของ ดร.ณัฐธิดา ทำให้เรานึกถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “ใจเขาใจเรา” ซึ่งสะท้อนว่ามุมมองและการรับรู้ของแต่ละคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ ความตั้งใจ หรือเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา เมื่อเราเข้าใจถึง “ความยืดหยุ่น” ของสมองอย่างแท้จริงแล้ว ทั้งคุณครู ผู้ปกครอง และคนไทยทุกคน ก็จะได้เครื่องมือชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้เราเรียนรู้ ตัดสินใจ และปรับตัวให้อยู่รอดได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง

แหล่งข้อมูล: